คนรวย

10 ประเทศเศรษฐกิจดีเติบโตและร่ำรวยมากที่สุดในโลก

วัดจากอันดับ GDP สูงสุด ของฐานข้อมูล IMF ว่า”ประเทศไหนที่มีเศรษฐกิจดีเติบโตขยายตัว และ มีขนาดใหญ่มากที่สุดในโลก และ ประเทศไหนที่ร่ำรวยมีรายได้ต่อหัวมากที่สุดในโลก”  ส่วนประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุด  อันดับ 1 ได้แก่ “อเมริกา” ในภาพรวมของเศรษฐกิจซึ่งถือว่าดีมาก อยู่ที่ $21.482 trillion ตามมาด้วย อันดับที่ 2 คือ “จีน” $15.5 trillion และ อันดับที่ 3 คือ “ญี่ปุ่น” โดยช่องว่างระหว่างประเทศที่ร่ำรวยกับประเทศที่ยากจนอยู่ที่ 25% จากการสำรวจของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด  ส่วนประเทศที่มีรายได้ต่อหัวมากที่สุดในโลกซึ่งถือว่ารวยมาก อันดับ 1 ได้แก่ การ์ต้า , อันดับ 2 มาเก๊า และ อันดับ 3 ลักเซมเบิร์ก เป็นต้น

10 ประเทศที่เศรษฐกิจดีเติบโตมากที่สุดในโลก

วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมรายได้ทั้งหมดของประเทศนั้นๆ ทั้งใน”ครัวเรือน” “ภาครัฐ” และ “เอกชน” จึงออกมาเป็น GDP (GDP Gross Domestic Product)

“ สรุป แบบสั้นๆเข้าใจง่าย คือ ประเทศนั้นหาเงินเก่งไหม มั่งคั่งร่ำรวยหรือไม่  หมายถึง เศรษฐกิจดีรุ่งเรืองทั้งในด้านสินค้าและบริการ”

1. อเมริกา

มีจำนานประชากร อยู่ที่ 329,093,110 คน

GDP (IMF) มูลค่า – $21.482 trillion เป็นประเทศอันดับ 1 ของโลกที่มีเศรษฐกิจดีมากที่สุด , GPD (PPP) $21.482 trillion เป็นอันดับ 2 ของโลก , และ GDP Per Capita (รายได้ต่อหัว) – $62,518

ค่า HDI 0.924 ติดอันดับที่ 13 ของโลก

ประวัติศาสตร์ GDP ของอเมริกา ตั้งแต่ ปี 1953- 2018 อ้างอิงจาก US Bureau of Economic Analysis (Inflation-adjusted)

1953 – o.52% ,1954 – 2.73% , 1955-6.58% , 1956-2% , 1957-0.35%

1958-2.66% , 1959-4.59% , 1960-0.88% , 1961- 6.40% , 1962 – 4.31%

1963-5.16% , 1964 – 5.16% , 1965-8.46% , 1966-4.50% , 1967- 2.67%

1968 -4.69% ,1969-2.05% , 1970- -0.17% , 1971-4.37% , 1972-6.90%

1973-4.02% , 1974- -1.95% , 1975-2.55% , 1976- 4.31% , 1977-5.01%

1978-6.66% , 1979-1.28% , 1980–0.04% , 1981-1.30% , 1982- -1.44%

1983-7.90% , 1984-5.58% , 1985-4.18% , 1986-2.91% , 1987-4.48%

1988-3.80% , 1989- 2.74% , 1990-0.60% , 1991-1.17% , 1992-4.38%

1993-2.61% , 1994-4.12% , 1995-2.20% , 1996-4.42% , 1997-4.49%

1998-4.88% , 1999-4.81% , 2000-2.97% , 2001-0.15% , 2002-2.09%

2003-4.33% , 2004-3.28% , 2005-3.13%, 2006 – 2.59% , 2007- 1.97%

2008- -2.75%, 2009-0.18 % , 2010-2.57% , 2011-1.61% , 2012-1.47%

2013-2.61% , 2014-2.70% , 2015-2% , 2016-1.88% , 2017-2.47%

2018-2.97%

จาก WSJ รายงาน GDP ของสหรัฐฯ ถ้าจะให้ดีต้องวิ่งในระดับมากกว่า 3% ขึ้นไปถึงจะดี  

แต่ถ้าต่ำกว่า 2% เมื่อไหร่ต้องคิดหนักแล้ว เพราะ จริงๆระหว่าง ปี 2000-2015 อเมริกา GDP โตเฉลี่ยแค่ 2% เท่านั้น

ถ้า “GDP โตช้า” นั่นหมายความว่า ” รายได้ในครัวเรือนก็จะฝืดเคืองตามไปด้วย ผลกำไรของคนทำธุรกิจก็ลดลง รวมไปถึงการลงทุนต่างๆก็ลดลง” 

การที่จะทำให้ GDP เพิ่มขึ้น ต้องมีการสร้างงาน , สร้างผลิตผลมวลรวมในประเทศมากขึ้นให้ได้ , อย่าปล่อยให้เศรษฐกิจซบเซาหรือชะงักตัวมีปัญหา

ธุรกิจเด่นๆ ของอเมริกาที่ทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตดี  ได้แก่ Amazon , เฟสบุ๊ก , กูเกิ้ล , KFC , McDonalds , สตาร์บัค , Apple , Dell , ไมโครซอฟท์ , Hollywood , โค้ก , เป๊ปซี่ , เลย์ ฯลฯ

Bloomberg  รายงาน  “อเมริกามีมหาเศรษฐีที่รวยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกถึง 6 ราย”

มีจำนวนเศรษฐีผู้ร่ำรวยระดับพันล้านเหรียญขึ้นไป ในกลุ่ม 500 คนทั่วโลก ถึง 179 ราย

คนที่รวยที่สุดในอเมริกาและในโลก อันดับ 1 ยังเป็น Amazon แชมป์เก่า “เจฟฟ์ เบโซส” อยู่ที่ $118 billion ส่วนอันดับ 2 ได้แก่ ไมโครซอฟท์ “Bill Gate” อยู่ที่ $103 billion

2. จีน

มีจำนานประชากร อยู่ที่ 1,420,062,022 คน

GDP (IMF) มูลค่า – $15.543 trillion เป็นประเทศอันดับ 2 ของโลกที่มีเศรษฐกิจดีมากที่สุด , GPD (PPP) $27.331 trillion เป็นอันดับ 1 ของโลก , และ GDP Per Capita (รายได้ต่อหัว) – $19,520

ค่า HDI 0.752 ติดอันดับที่ 86 ของโลก

ประวัติศาสตร์ GDP ของจีน ตั้งแต่ ปี 1953- 2018 อ้างอิงจาก China NBS data

1953 – 15.6% , 1954 – 4.3% , 1955-6.9% , 1956-15% , 1957-5.1%

1958-21.3% , 1959-9% , 1960-8% , 1961- -27.3% , 1962 – -5.6%

1963-10.3% , 1964 – 18.2% , 1965-17% , 1966-10.7% , 1967- -5.7%

1968 – -4.1% , 1969-16.9% , 1970-19.3% , 1971-7.1% , 1972-3.8%

1973-7.8% , 1974-2.3% , 1975-8.7% , 1976- -1.6% , 1977-7.6%

1978-11.7% , 1979-7.6% , 1980-7.8% , 1981-5.1% , 1982-9%

1983-10.8% , 1984-15.2% , 1985-13.4% , 1986-8.9% , 1987-11.7%

1988-11.2% , 1989- 4.2% , 1990-3.9% , 1991-9.3% , 1992-14.2%

1993-13.9% , 1994-13% , 1995-11% , 1996-9.9% , 1997-9.2%

1998-7.8% , 1999-7.7% , 2000-8.5% , 2001-8.3% , 2002-9.1%

2003-10% , 2004-10.1% , 2005-11.4 %, 2006 – 12.7% , 2007- 14.2%

2008-9.7 % , 2009-9.4 % , 2010- 10.6% , 2011-9.5% , 2012-7.9%

2013-7.8% , 2014-7.3% , 2015-6.9% , 2016-6.7% , 2017-6.8%

2018-6.6%

เรื่องน่าสนใจ

ปี 2030 สแตนดาร์ดแบงค์ ได้คาดการณ์ว่า “จีนจะขึ้นมาเป็นผู้นำในด้านเศรษฐกิจแทนสหรัฐฯ” ตามมาด้วย อันดับ 2 คือ อินเดีย และ อันดับ 3 คือ สหรัฐฯ

ที่นี้ ก็ต้องมาลุ้นกันต่อว่า เอาเข้าจริงใครจะอยู่หรือใครจะไป “ใครจะถูกทิ้งร้างบ้าง” พอๆกับเกมมาราธอนเศรษฐกิจใครอ่อนแอก็แพ้ไป เพราะ “เขาวิเคราะห์มาจากสถิติในอดีตด้านเปอร์เซนต์แนวโน้มการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง” 

ถ้า GDP วิ่งในระดับนี้ไปเรื่อยๆ อนาคตจะเป็นยังไง? ถ้าวิ่งแรงดีไม่มีตกยังไงก็ต้องแซงเป็นธรรมดา

ประเทศเศรษฐกิจดีร่ำรวย

จีนประกาศชัด

จะทำให้คนจนในประเทศลดลง และ ขยับกลายไปเป็นคนชั้นกลางมากขึ้น และ กลายไปเป็นเศรษฐีในที่สุด

แต่จีนก็พยายามอย่างหนักที่จะแก้ไข “ในเรื่องมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนให้มีคุณภาพมากขึ้น” และ พัฒนาคุณภาพการศึกษาของประชาชนไปควบคู่

ปัจจุบันจีนเด่นมากในเรื่องของ AI คือ ใช้ AI มาสอนเด็ก

จีนมีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญขึ้นไป กว่า 41 คน ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ โดยบุคคลที่ร่ำรวยมากที่สุด คือ “Jack Ma” เจ้าของอาลีบาบากรุ๊ป มีรายได้อยู่ที่ $42 billion

3. ญี่ปุ่น

มีจำนานประชากร อยู่ที่ 126,854,745 คน

GDP (IMF) มูลค่า – $5.362 trillion เป็นประเทศอันดับ 3 ของโลกที่มีเศรษฐกิจดีมากที่สุด , GPD (PPP) -$5.632 trillion , และ GDP Per Capita (รายได้ต่อหัว) – $44,550

ค่า HDI 0.909 ติดอันดับที่ 19 ของโลก

ญี่ปุ่นมีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญของโลกขึ้นไป ถึง 6 คน 

ส่วนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในญี่ปุ่น คือ “Tadashi Yanai” เจ้าของแบรนด์ “Uniqlo” มีรายได้อยู่ที่ $29.9 billion

ประวัติศาสตร์ GDP ของญี่ปุ่น ตั้งแต่ ปี 1980- 2018 ข้อมูลจากWiki

1980-3.2% , 1981-4.2% , 1982-3.3% , 1983-3.5% , 1984-4.5%

1985-5.2% , 1986-3.3% , 1987-4.7% , 1988-6.8% , 1989- 4.9%

1990-4.9% , 1991-3.4% , 1992-0.8% , 1993- -0.5% , 1994-1%

1995-2.7% , 1996-3.1% , 1997-1.1% , 1998- -1.1% , 1999- -0.3%

คนรวย

2000 – 2.8% , 2001-0.4% , 2002-0.1% , 2003-1.5% , 2004-2.2%

2005-1.7 %, 2006 – 1.4% , 2007- 1.7% , 2008- -1% , 2009- -5.4 %

2010- 4.2% , 2011- -0.1% , 2012-1.5% , 2013-2% , 2014-0.4%

2015-1.2% , 2016-0.6% , 2017-1.9% , 2018-0.8%

คู่แข่งคนสำคัญของญุี่ปุ่น คือ “จีนและเกาหลีใต้” เพราะ อยู่ในสายธุรกิจเดียวกัน

ญุี่ปุ่นเด่นในด้านอิเล็กทรอนิกส์ ,รถยนต์ และ หุ่นยนต์ 

สมัยก่อนญี่ปุ่นเคยมีเศรษฐกิจใหญ่เป็น อันดับ 2 รองจากอเมริกา แต่ด้วยความที่ว่า GDP “มีการชะลอตัวลง หยุดวิ่ง หรือ โตช้า” เลยโดนจีนวิ่งแซงหน้าด้วยความเร็วสูงทิ้งห่างฝุ่นตลบไปเลย

4. เยอรมนี

มีจำนานประชากร อยู่ที่ 82,438,639 คน

GDP (IMF) มูลค่า – $4.417 trillion , GPD (PPP) -$4.555 trillion และ GDP Per Capita (รายได้ต่อหัว) – $54,985

ค่า HDI 0.936 ติดอันดับที่ 5 ของโลก

เยอรมนีมีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญของโลกขึ้นไป กว่า 29 คน ล้วนมีผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ

ส่วนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในเยอรมนี คือ “Dieter Schwarz” กลุ่มค้าปลีก มีรายได้อยู่ที่ $24 billion

5. อินเดีย

มีจำนานประชากร อยู่ที่ 1,368,737,513 คน

GDP (IMF) มูลค่า – $3.155 trillion , GPD (PPP) -$10.505 trillion และ GDP Per Capita (รายได้ต่อหัว) – $2,305

ค่า HDI 0.640 ติดอันดับที่ 130 ของโลก

อินเดียมีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญของโลกขึ้นไป ถึง 20 คน ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศโดยตรง

ส่วนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในอินเดีย คือ “Makesh Ambani” ทำในด้านปิโตรเคมี , สิ่งทอ , สื่อสารโทรคมนาคม , น้ำมันและก๊าธรรมชาติ มีรายได้อยู่ที่ $51.4 billion

ปัจจุบัน ประเทศอินเดียประกาศกร้าว ปี 2021 GDP ต้องไปถึง 10% ให้ได้ เพราะ GDP ของ ปี2018 โตถึง 7.3%

6. ฝรั่งเศส

มีจำนานประชากร อยู่ที่ 65,480,710 คน

GDP (IMF) มูลค่า – $3.060 trillion , GPD (PPP) -$3.081 trillionและ GDP Per Capita (รายได้ต่อหัว) – $47,113

ค่า HDI 0.901 ติดอันดับที่ 24 ของโลก

อีกทั้ง “ฝรั่งเศสยังเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนมากที่สุด” เป็นอันดับ 1 ของโลก ซึ่งมีจำนวนกว่า 86.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.1%  ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้

ฝรั่งเศสมีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญของโลกขึ้นไป ถึง 14 คน 

ส่วนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในฝรั่งเศส คือ “Bernard Arnault”  ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ลักชัวรี่หรูหรา อย่าง “LVMH Moët Hennessy – Louis Vuitton” มีรายได้อยู่ที่ $94.6 billion

ในโซนยุโรปถือว่าฝรั่งเศสมีเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่เป็น อันดับ 2 รองจากเยอรมนี

สิ่งที่ฝรั่งเศสรักษาความสำเร็จเอาไว้ได้

ลดปริมาณคนว่างงานในประเทศ , เน้นให้คนมีงานทำ , รักษาความสำเร็จในด้านการท่องเที่ยวอย่างเข้มแข็ง , รักษาอุตสาหกรรมด้านการผลิต และ เภสัชภัณฑ์อย่างมั่นคง

ฝรั่งเศสเก่งกาจในด้านไฮเทค เครื่องจักรและเครื่องยนต์ และ มีสินค้าแบรนด์เนม อย่าง L’Oréal , Lancôme , Lacoste , Hermès , Chanel , Longchamp และ Christian Dior เป็นต้น

7. อังกฤษ

มีจำนานประชากร อยู่ที่ 66,959,016 คน

GDP (IMF) มูลค่า – $3.023 trillion , GPD (PPP) -$3.028 trillion และ GDP Per Capita (รายได้ต่อหัว) – $45,565

ค่า HDI 0.922 เป็นอันดับที่ 14 ของโลก

อังกฤษมีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญของโลกขึ้นไป ถึง 15 คน 

ส่วนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในอังกฤษ คือ “Jim Ratcliffe” ทำในด้านวิศกรรมเคมีผู้เป็นเจ้าของ “Ineos” มีรายได้อยู่ที่ $18 billion

เงินค่าจ้างเฉลี่ยรายสัปดาห์ของอังกฤษ อยู่ที่ £569 มีเปอร์เซ็นต์คนว่างงาน 3.9%

เมนหลักธุรกิจที่มีผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ ได้แก่  การทำในภาคเกษตร 1.5% , ทำในด้านการผลิต 18.8% และ ทำในด้านการบริการ 79.7%

สินค้านำเข้า จากประเทศเยอรมนี 14.8% , จีน 9.8% , อเมริกา 9.2% , เนเธอร์แลนด์ 7.5% , ฝรั่งเศส 5.8% และ เบลเยียม 5%

สินค้าส่งออก ไปยังประเทศอเมริกา 14.6% , เยอรมนี 10.1% , สวิตเซอร์แลนด์ 7% , จีน 6% , ฝรั่งเศส 5.9% , เนเธอร์แลนด์ 5.8% และ ไอร์แลนด์ 5.5% เป็นต้น

8. อิตาลี

มีจำนานประชากร อยู่ที่ 59,216,525 คน

GDP (IMF) มูลค่า – $2.261 trillion , GPD (PPP) -$2.397 trillion และ GDP Per Capita (รายได้ต่อหัว) – $39,636

ค่า HDI 0.880 เป็นอันดับที่ 28 ของโลก

อิตาลีมีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญของโลกขึ้นไป ถึง 5 คน 

ส่วนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในอิตาลี คือ “Giovanni Ferrero” เป็นนักธุรกิจเจ้าของแบรนด์ช็อกโกแลตดัง “Ferrero SpA” และ “Nutella” มีรายได้อยู่ที่ $24.2 billion

สินค้าทางเศรษฐกิจ “อิตาลี” คือ วิศกรรมการผลิต , อุตสาหกรรมสิ่งทอ , เสื้อผ้า , เครื่องยนต์ , เครื่องจักร , มอเตอร์รถยนต์ , เคมีภัณฑ์ , อาหาร , เครื่องดื่ม , แร่ธาตุ และ กลุ่มโลหะเหล็ก

สินค้านำเข้า จากประเทศเยอรมนี 16.3% , ฝรั่งเศส 8.8% , จีน 7.1% , เนเธอร์แลนด์ 5.6% , สเปน 5.3% และ เบลเยี่ยม 4.5%

สินค้าส่งออก ไปยังประเทศเยอรมนี 12.5% , ฝรั่งเศส 10.3% , อเมริกา 9%, สเปน 5.2% , อังกฤษ 5.2% และ สวิตเซอร์แลนด์ 4.6%

9. บราซิล

มีจำนานประชากร อยู่ที่ 212,392,717 คน

GDP (IMF) มูลค่า – $2.257 trillion , GPD (PPP) -$3.495 trillion และ GDP Per Capita (รายได้ต่อหัว) – $16,662

ค่า HDI 0.759 เป็นอันดับที่ 79 ของโลก

บราซิลมีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญของโลกขึ้นไป ถึง 11 คน 

ส่วนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในบราซิล คือ “Jorge Paulo Lemann” เป็นนักธุรกิจ มีรายได้อยู่ที่ $23.3 billion

สินค้าทางเศรษฐกิจบราซิล คือ รองเท้า , กาแฟ , ถั่วเหลือ , อุปกรณ์รถยนต์ , แร่เหล็ก และ รถยนต์

สินค้านำเข้า จาก EU 21.2% , จีน 18.1% , อเมริกา 16.5% , อาร์เจนตินา 6.2% และ เกาหลีใต้ 3.4%

สินค้าส่งออก ไปยังประเทศจีน 21.8% , EU 16% , อเมริกา 12.3% , อาร์เจนตินา 8% และ ญี่ปุ่น 2.4 %

10. แคนาดา

มีจำนานประชากร อยู่ที่ 37,279,811 คน

GDP (IMF) มูลค่า – $1.901 trillion , GPD (PPP) -$1.930 trillion และ GDP Per Capita (รายได้ต่อหัว) – $51,546

ค่า HDI 0.926 เป็นอันดับที่ 12 ของโลก

แคนาดามีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญของโลกขึ้นไป ถึง 15 คน 

ส่วนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในแคนาดา คือ “Joseph Tsai” เป็นนักธุรกิจ และ “เป็นรองประธานอาลีบาบากรุ๊ป” มีรายได้อยู่ที่ $10.9 billion

ธุรกิจเด่นแคนาดา คือ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ , มอร์เตอร์เครื่องยนต์ ,ชิ้นส่วนเครื่องจักร , พลาสติก เคมีภัณฑ์ , อลูมิเนียม และ ไฟฟ้า

สินค้านำเข้า จากประเทศอเมริกา 52.2% ,จีน 12.1% , EU 11.4% , เม็กซิโก 6.2% และ ญี่ปุ่น 3%

สินค้าส่งออก ไปยังประเทศอเมริกา 7.6% , EU 7.7% , จีน 4.1% , ญี่ปุ่น 2.1% และ เม็กซิโก 1.5%

10 ประเทศที่ร่ำรวยมากที่สุดในโลก

วัดจาก “GDP Per Capita” หมายถึง “รายได้ต่อหัว” จาก IMF

1. การ์ต้า – $130,457

มีประชากรจำนวน 2,728,012 คน มี GDP (PPP) มากกว่า $357.338 billion

ค่า HDI 0.856 ติดอันดับที่ 37 ของโลก

คนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่โดฮา

ความร่ำรวยของ “การต้า” มาจากอุตสาหกรรมหลักในประเทศ คือ น้ำมัน และ ก๊าซธรรมชาติถึง 70% คิดเป็น 60% ของ GDP เพราะ การ์ต้าส่งออกก๊าซธรรมชาติใหญ่เป็น อันดับ 2 ของโลก รองจากรัสเซีย คือ อันดับ1 และ นอร์เวย์ คือ อันดับที่ 3

สินค้าส่งออก ได้แก่ น้ำมัน , ก๊าซธรรมชาติ , ปุ๋ย , เหล็ก ไปขายยังประเทศ ญี่ปุ่น 20% , เกาหลีใต้ 15.5% , อินเดีย 13.1% , จีน 10.2% และ สิงคโปร์ 8.3% รวมเป็นเงินมากกว่า 86.51 billion

มีจำนวนคนว่างงาน อยู่ที่ 0.6%

ตัวอย่าง เงินเดือนที่การ์ต้า

ไฟแนนซ์ และ ผู้จัดการฝ่ายบัญชี ได้เดือนละ $8268-$11,461

HRเมเนเจอร์ ได้เดือนละ $9544-$12,596

CEO/MD ได้เดือนละ $33,319-$43,017

ทำด้านอสังหาฯ และ เมเนเจอร์ ได้เดือนละ $11,147-$12,800

มีเดีย และ ฝ่าย PRเมเนเจอร์ ได้เดือนละ $7,460-$10,037

2. มาเก๊า – $116,808

มีประชากรจำนวน 640,606 คน มี GDP (PPP) มากกว่า $78.1 billion

ค่า HDI 0.909 ติดอันดับที่ 19 ของโลก

เมนหลักธุรกิจที่ทำให้ “มาเก๊า” ร่ำรวย คือ การท่องเที่ยว , สิ่งทอ , เสื้อผ้า , รองเท้า , ของเล่น และ อิเล็กทรอนิกส์

สินค้าส่งออก ได้แก่ สิ่งทอ , เสื้อผ้า, รองเท้า ,ของเล่น, อิเล็กทรอนิกส์ ,เครื่องจักรกล และ อุปกรณ์ชิ้นส่วน ไปขายยังฮ่องกง 53.4% , จีน 17.6% และ อเมริกา 4% รวมเป็นเงินมากกว่า $1.4 billion

มีจำนวนคนว่างงาน อยู่ที่ 1.7%

3. ลักเซมเบิร์ก – $106,704

มีประชากรจำนวน 595,973 คน มี GDP (PPP) มากกว่า $70.921 billion

ค่า HDI 0.904 ติดอันดับที่ 21 ของโลก

เมนหลักธุรกิจที่ทำให้ “ลักเซมเบิร์ก” ร่ำรวย คือ ธนาคารการเงิน , ไฟแนนซ์ , เทคโนโลยีสารสนเทศ , สื่อสารโทรคมนาคม , คาร์โก้ อาหารแปรรูป , เคมีภัณฑ์ , โลหะ , วิศวกรรม , ยาง , แก้ว , อลูมิเนียม , การท่องเที่ยว , อุตสาหกรรมเหล็ก และ เหล็กกล้า

สินค้าส่งออก ได้แก่ เครื่องจักรกล และ ชิ้นส่วนอึปกรณ์ , ผลิตภัณฑ์จากเหล็ก , เคมีภัณฑ์ , ยาง , แก้ว ไปขายยังประเทศฝรั่งเศส 21.6% , เบลเยียม 15.5% , เยอรมนี 14.5%, อังกฤษ 5.8% , อิตาลี 5.6% และ สวิตเซอร์แลนด์ 4.7%  รวมเป็นเงินมากกว่า $14.7billion

มีจำนวนคนว่างงาน อยู่ที่ 5.3% เงินเดือนเฉลี่ยนต่อปีมากกว่า $66,000

4. สิงคโปร์ – $100,345

มีประชากรจำนวน 5,856,408 คน มี GDP (PPP) มากกว่า $554.855 billion

ค่า HDI 0.932 สูงเป็นอันดับ 9 ของโลก

“สิงคโปร์ยังเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพแพง” ติดอันดับ 1 ของโลก

สิงคโปร์มีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญของโลกขึ้นไป ถึง 8 คน 

ส่วนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดใน สิงคโปร์ คือ “Wee Cho Yaw” เป็นนักธุรกิจ , เป็นประธาน UOB และ UIC มีรายได้อยู่ที่ $8.53 billion

เมนหลักธุรกิจที่ทำให้ “สิงคโปร์” ร่ำรวย คือ อิเล็กทรอนิกส์ , เคมีภัณฑ์ , ศูนย์การการเงินและไฟแนนซ์ , เทคโนโลยีสารสนเทศ โทรคมนาคม , อาหารและเครื่องดื่ม , วิศกรรมโครงสร้างนอกชายฝั่ง เช่น แท่นขุดเจาะน้ำมัน , ปิโตเลียม การต่อเรือการสร้างเรือ , ยางพารา , เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ , วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ , น้ำมันปาร์ม และ โรงกลั่นน้ำมัน

สินค้าส่งออก ได้แก่ เครื่องจักรกล และ ชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ , โทรคมนาคม , ยา , ปิโตเลียม , อาหารและเครื่องดื่ม ไปขายยังประเทศจีน 13% , ฮ่องกง13% , มาเลเซีย 11% , EU 9% , อินโดฯ 8% และ อื่นๆ47% รวมเป็นเงินมากกว่า $329.7billion

มีจำนวนคนว่างงาน อยู่ที่ 2% เงินเดือนเฉลี่ยนต่อปีประมาณ $49,285

5. บรูไน – $79,530

มีประชากรจำนวน 438,531คน มี GDP (PPP) มากกว่า $36.854 billion

ค่า HDI 0.853 ติดอันดับที่ 39 ของโลก

GDP ของบรูไน เพิ่มขึ้น 56% ระหว่าง ปี 1999-2008 จากก๊าธรรมชาติและน้ำมัน

โดยมียอดส่งออกกว่า 43% ไปขายยังประเทศ ญี่ปุ่น 46.5% , เกาหลีใต้ 15.5% , ออสเตรเลีย 9.3% , อินเดีย 7% และ นิวซีแลนด์ 6.7% รวมเป็นเงินมูลค่ามากกว่า $12.67 billion นี่คือ บ่อเกิดแห่งความร่ำรวยของ “บรูไน” 

Forbes ได้จัดให้บรูไนเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มีหนี้สาธารณะ 0% ทำให้บรูไนกลายเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูงมาก

มีจำนวนคนว่างงาน อยู่ที่ 9.22% เงินเดือนเฉลี่ยนต่อเดือนประมาณ $2400

6. ไอร์แลนด์ – $78,785

มีประชากรจำนวน 4,840,554 คน มี GDP (PPP) มากกว่า $378.522 billion

ค่า HDI 0.938 ติดอันดับ 4 ของโลก

ไอร์แลนด์มีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญของโลกขึ้นไป ถึง 2 คน 

ส่วนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดใน ไอร์แลนด์ คือ ”Pallonji Mistry” ทำในด้านอสังหาฯ , สิ่งทอ และ ชิปปิ้ง มีรายได้อยู่ที่ $22 billion

เมนหลักธุรกิจที่ทำให้ “ไอร์แลนด์” ร่ำรวย  คือ เครื่องมือแพทย์ , ยา , เคมีภัณฑ์ , คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ , ซอฟแวร์ ,ผลิตภัฑ์อาหารและเครื่องดื่ม

สินค้าส่งออก ได้แก่ เครื่องจักรกล และ ชิ้นส่วน , คอมพิวเตอร์ , ยา , เครื่องมือแพทย์ ไปขายยังประเทศอเมริกา 27.2% , อังกฤษ 11.8% , เบลเยียม 11% , เยอรมนี 8.2% , สวิตฯ 5.1% , เนเธอร์แลนด์ 4.9% , ฝรั่งเศส 4.4% และ จีน 4.2% รวมเป็นเงินมากกว่า $219.7 billion

มีจำนวนคนว่างงาน อยู่ที่ 5.1% เรทค่าจ้างก่อนหักภาษีเฉลี่ยได้สัปดาห์ละ $829

7. นอร์เวย์ – $74,356

มีประชากรจำนวน 5,393,702 คน มี GDP (PPP) มากกว่า $397 billion

ค่า HDI 0.953 ติดอันดับ 1 ของโลก

นอร์เวย์มีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญของโลกขึ้นไป ถึง 3 คน 

ส่วนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดใน นอร์เวย์ คือ “John Fredriksen” เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันและนักลงทุน มีรายได้อยู่ที่ $ 11 billion

เมนหลักธุรกิจที่ทำให้ “นอร์เวย์” ร่ำรวย คือ จากก๊าธรรมชาติและน้ำมัน , ชิปปิ้ง , ประมง , อาหารแปรรูป , การต่อเรือการสร้างเรือ , อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ , เหล็กกล้า , เคมีภัณฑ์ , ไม้แปรรูป , เหมืองแร่ และ สิ่งทอ

สินค้าส่งออก ได้แก่ ก๊าธรรมชาติและน้ำมัน , ปลาและอาหารทะเล , เหล็กกล้า , เคมีภัณฑ์ , เรือ เครื่องจักรกล และ อุกรณ์ชิ้นส่วน ไปขายยังประเทศอังกฤษ 22.2% , เยอรมนี 17.9% , เนเธอร์แลนด์ 10.2% , ฝรั่งเสศ 6.6% , สวีเดน 6.1% และ เบลเยียม 5% รวมเป็นเงินมากกว่า $92.4 billion

มีจำนวนคนว่างงาน อยู่ที่ 3.8% เงินเดือนโดยเฉลี่ย อยู่ที่ $6,351

8. UAE – $69,382

มีประชากรจำนวน 9,660,436 คน มี GDP (PPP) มากกว่า $732.861 billion

ค่า HDI 0.863 ติดอันดับที่ 34 ของโลก

UAE มีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญของโลกขึ้นไป ถึง 2 คน 

ส่วนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดใน UAE คือ “Majid Al Futtaim” ทำในด้านอสังหาฯ , ค้าปลีก , ห้าง และ เอนเตอร์เทนเม้นต์ มีรายได้อยู่ที่ $ 5.35 billion

เมนหลักธุรกิจที่ทำให้ “UAE” ร่ำรวย คือ น้ำมันปิโตเลี่ยม , ปิโตรเคมีภัณฑ์ , อลูมิเนียม , ปูนซีเมนต์ , ปุ๋ย , ต่อเรือซ่อมเรือ ,จับปลา , การก่อสร้าง , เทคโนโลยีวัสดุ , งานฝีมือ และ สิ่งทอ

สินค้าส่งออก ได้แก่ ปลาแห้ง , อินทผาลัม , น้ำมัน และ ก๊าซธรรมชาติ ไปขายยัง ประเทศอิหร่าน 14.5% , ญี่ปุ่น 9.8% , อินเดีย 9.2% , จีน 4.7% และ โอมาน 4.3% รวมเป็นเงินมากกว่า $316 billion

มีจำนวนคนว่างงาน อยู่ที่ 1.71%  , เงินเดือนโดยเฉลี่ย อยู่ที่ $4,156

9. คูเวต – $67,000

มีประชากรจำนวน 4,238,745 คน มี GDP (PPP) มากกว่า $303 billion

ค่า HDI 0.803 ติดอันดับที่ 56 ของโลก

เมนหลักธุรกิจที่ทำให้”คูเวต” ร่ำรวย  คือ น้ำมันปิโตเลี่ยม , ปิโตรเคมีภัณฑ์ , ปูนซีเมนต์ , ต่อเรือซ่อมเรือ , อาหารแปรรูป ระบบผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล และ วัสดุก่อสร้าง

สินค้าส่งออก ได้แก่ ปุ๋ย และ น้ำมัน ไปขายยัง ประเทศเกาหลีใต้ 16.8% , จีน 14.4% , ญี่ปุ่น 9.6% , อินเดีย 9.2% , อเมริกา 7.5% และ สิงคโปร์ 5.6% รวมเป็นเงินมากกว่า $54.09 billion

มีจำนวนคนว่างงาน อยู่ที่ 2.06%  , เงินเดือนโดยเฉลี่ย อยู่ที่ $4,189

10. สวิตเซอร์แลนด์ – $64,988

มีประชากรจำนวน 8,598,553 คน มี GDP (PPP) มากกว่า $551 billion

ค่า HDI 0.944 ติดอันดับ 2 ของโลก

สวิตฯมีจำนวนคนรวยในระดับพันล้านเหรียญของโลกขึ้นไป ถึง 11 คน 

ส่วนบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในสวิตฯ คือ “Ernesto Bertarelli” เป็นนักธุรกิจและนักลงทุน มีรายได้อยู่ที่ $16 billion

เมนหลักธุรกิจที่ทำให้ “สวิตเซอร์แลนด์” ร่ำรวย คือ การเกษตร , สิ่งทอ , เครื่องจักร ,นาฬิกา , เคมีภัณฑ์ , ประกัน , การท่องเที่ยว, การเงินการธนาคาร และ ยา

สินค้าส่งออก ได้แก่ การเกษตร , นาฬิกา , เครื่องจักร , เคมีภัณฑ์ และ เหล็กกล้า ไปขายยัง ประเทศเยอรมนี 14.2% , อเมริกา 10.6% , ฮ่องกง 8.7% , อินเดีย 7.3% , จีน 6.9% , ฝรั่งเศส 6.1% , อิตาลี 5.4% และ อังกฤษ 4.8% รวมเป็นเงินมากกว่า $0.22 trillion

มีจำนวนคนว่างงาน อยู่ที่ 2.4% , เงินเดือนโดยเฉลี่ย อยู่ที่ $9,320 

ประเทศเศรษฐกิจดีและรวย
ประเทศเศรษฐกิจดีและรวย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *