https://konruay.com

ไร้วิกฤติ เงินสดในมือคือจ้าวของนักลงทุนและนักธุรกิจ

ันใช่เหรอ.. การที่มีเงินสดอยู่ในมือนั้น มูลค่าเงินมันลดตามกาลเวลานะ? ซึ่งมันก็จริง..แต่ก็ไม่ทั้งหมด

ารถือเงินสดหรือการมีเงินสดไว้ในมือนั้น ถือว่าปลอดภัยมากนี่คือข้อดี (แต่ไม่ใช่ถือเงินเป็นฟ่อนๆแล้วแกว่งไปแกว่งมาตามท้องถนนแบบนั้นก็ไม่ถือว่าปลอดภัยเท่าไหร่นะ  ..555..หรือมีเงินสดในมือแต่เก็บเงินไม่อยู่แบบนั้นก็ไม่เหมาะเท่าไหร่) 

จะนักลงทุน , นักธุรกิจ หรือ บุคคลธรรมดาทั่วไป การมีเงินสดไว้นั้น ไม่ใช่มีไว้เฉพาะยามที่มีเหตุฉุกเฉิน  , เจอพิษเศรษฐกิจ หรือ เจอวิกฤติเศรษฐกิจ เท่านั้น แต่!! เรียกว่าเป็น ”โอกาสทองที่ดี” อีกช่องทางหนึ่งได้ด้วย ในการลงทุน “เงินสด” (cash is king) ยังมีอีกมุมที่น่าสนใจมาก ที่ว่า “วิกฤตินั้นคือโอกาส” นั่นเอง

สังเกตคนรวยและบริษัทใหญ่ๆเขาทำกัน ทำไมถึงต้องมีเงินสดไว้ในมือ

 

วอร์เรน บัฟเฟตต์

ท่านมีเงินสดอยู่ที่ $ 50 billion (ปี2014) ปัจจุบันท่านมีถึง $ 116 billion (ปี2018) เหมือนกับว่าท่านเตรียมเงินส่วนนี้ไว้ลงทุนโดยเฉพาะ

พอเห็นภาพชัดเจนขึ้นนะคะ ถ้าเรามีเงินสดเตรียมพร้อมในมือ  “พอจังหวะดีๆที่เรารอคอยมาถึง” เราก็ช้อนซื้อหุ้นดีๆราคาถูกๆ ได้อย่างเหมาะสม  เพราะนั่นคือ “โอกาสงามๆ”  เราก็ไม่รอช้าที่จะเข้าซื้อ คือ บุคคลเหล่านี้ท่านมีการจัดสรรเงินอย่างชาญฉลาด หลักๆคือทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่งอกเงยมากขึ้นกว่าเดิม ฟังๆก็เบสิกแต่ภาคปฏิบัติต้องอาศัยวินัยทางการเงินเข้าช่วยสำหรับบางคน บวกกับความรู้ในเรื่องที่จะลงทุน

 นักลงทุนจะไม่ซื้อของแพง (หุ้น) แต่เลือกซื้อของที่มีคุณภาพ (บริษัทหรือธุรกิจ) การเลือกซื้อหุ้นที่ดี  ควรดูเรื่องเงินสด หรือ กระแสเงินสด ร่วมด้วยว่าตัวเลขในบัญชีมีกำไรเท่าไหร่ สภาพคล่องเป็นยังไง แต่หากกำไรยังเป็น “แค่” เครดิตอยู่ ยังไม่ใช่ตัวเงินสดที่แท้จริง ก็ยังไม่เข้าข่ายที่น่าสนใจซักเท่าไหร่ ตรงนี้แหละสำคัญ “ดูที่ตัวเงินสดจริงเป็นหลัก”

่วงวิกฤติเศรษฐกิจในอเมริกา เมื่อปี 2007-2008   มีคนหรือธุรกิจยังทำกำไรได้ในช่วงนี้ด้วย

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ท่านทำเงินได้สูงถึง $ 10 billion  และ อีกท่านคือ John Paulson ได้อยู่ที่ $15 billion

ตัวอย่างธุรกิจที่มีเงินสดไว้ในมือ

แอปเปิ้ล $ 261 billion , ไมโครซอฟ $ 133 billion , กูเกิล $ 95 billion , Facebook $29.45 billion , GE $ 99 billion ,โค้ก $ 27 billion , อเมซอน $ 30 billion , เป๊ปซี่ $ 17.2 billion และ P&G $ 15 billion เป็นต้น

เงินสด”

จะสะท้อนให้เห็น  “สภาพคล่องของบริษัท” บ่งบอกถึง การอยู่รอดปลอดภัยของธุรกิจนั้นๆ หากเขามีเงินสดอยู่ในมือมากพอ  ซึ่งเลงให้เห็นว่าบริษัทเหล่านั้นมีกำลังในการชำระหนี้ได้ (ถ้ามี) และ สามารถจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงานได้ตลอดทุกเดือน รวมถึงจ่ายค่าใช้จ่ายประจำภายในองค์กรธุรกิจนั้นๆได้สม่ำเสมอไม่ติดขัด และ ยังสามารถนำเงินไปลงทุนในเรื่องต่าง ๆ ได้อีก

ในขณะเดียวกัน หากบริษัทไหนมีปัญหาเรื่อง “กระแสเงินสด” คือ “ไม่มีเงินสดในมือเลย” แสดงว่าบริษัทนั้นกำลังมีปัญหาภายในทางด้านการเงินอยู่ เช่น เงินเดือนออกไม่ตรง เลื่อนจ่ายเงินให้พนักงานบ่อยๆ สิ่งที่ตามมาคือปัญหาเรื่องหนี้สิน อาจรวมไปถึงขั้นทำให้ล้มละลายได้ หรือ ปิดกิจการลงได้เช่นกัน

บริษัทหรือธุรกิจไหนเก่งๆมีความมั่นคงสูงๆ บริษัทนั้นจะมีเงินสดในมือพอสมควร หากเจอวิกฤติหรือสถานการณ์ไม่พึงประสงค์มากระทบ ก็จะรอด” ได้ ที่เด่นๆชัดๆ เมื่อปี 2007-2008 พบหลายธุรกิจที่ไม่กระทบเลยก็มี แถมเป็นบวกด้วย เช่น เฟสบุ๊ก , แอปเปิ้ล , Netflix เป็นต้น และ หลายๆธุรกิจก็เจ็บหนักก็มี

อีกอย่าง ถ้ามีเงินสดไว้ในมือ ไม่ใช่แค่รอดพ้นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการซื้อกิจการดีๆที่มีคุณภาพเพื่อสร้างผลตอบแทนได้เพิ่มขึ้นอีก เช่น เฟสบุ๊ค ซื้อ วอทแอพ และ Instagram เป็นต้น

ส่วนฝั่งอสังหาริมทรัพย์ยิ่งมีเงินสดส่วนนี้กันเอาไว้ ยิ่งดีเพราะจะได้ของดีราคาถูกพร้อมคุณภาพหลากหลายให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน คอนโด นี่แหละเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดของเจ้าสำนักใหญ่ๆ เขาทำกัน

หากเราต้องการลงทุนด้านสินทรัพย์ใหญ่ๆ เราควรมีเงินสดไว้ซัก 20-30 % เป็นเงินสดพร้อมซื้อ เช่น อาจจะเป็นธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท บ้าน อพาร์ทเม้นท์ แม้แต่กิจการราคาถูกแต่คุณภาพดีก็เอามาทำต่อยอดได้ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่ที่ประเภทธุรกิจของแต่ละบุคคลว่าถนัดในด้านไหนมากที่สุด ก็ควรให้น้ำหนักในด้านนั้น และ อยู่ที่เท่าไหร่ เอาให้เหมาะสมสำหรับตัวเรา

“จริงๆแล้ว” นั้น.. ช่วงของดีราคาถูก ถ้ามันมาแล้ว “โอกาส” นั้น   “ชั่วโมง” นั้น มักจะไม่รอใคร มันมีชั่วโมงหรือวันหมดเวลาเสมอ พลาดแล้วพลาดเลย เพราะ เกิดไม่บ่อยแต่ อาจมาเป็นช่วงๆนานๆมาทีก็ได้

“เงินสด” ที่กันๆเอาไว้ไม่ใช่ 100 % ของทั้งหมดที่มีอยู่นะ เพราะเงินลงทุนมันมีประเภทระยะสั้น ระยะกลาง และ ระยะยาวซึ่งก็ต่างกันออกไป ไม่ควรนำมาปะปนกัน ควรแยกออกจากกันชัดเจน

ตัวอย่าง

มีเงินสดในมือแล้วควรทำอย่างไร

ควรจัดให้อยู่ในที่ที่เหมาะสม ต้องทำให้เงินสดกับผลกำไรนั้นสอดคล้องกัน อย่าให้มีแต่เงินสดเยอะแต่กำไรไม่มี แปลว่า จะต้องกระตุ้นยอดขายเพิ่ม หมายถึงมีแต่เงินเก่าไหลออกแต่ไม่มีเงินใหม่เข้ามา (กำไร)

เงินสดที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ คือ เงินสดที่มีอยู่ในมือเรียบร้อยแล้วพร้อมลงทุนได้ทุกเมื่อ ไม่ใช่เงินสดที่ไปกู้ยืมมานะ คนละส่วนกันค่ะ

“เงินสด” 

ในมุมของนักลงทุน จะเกิดประโยชน์ได้ดีและสูงสุด ก็ต่อเมื่อ หากเกิดวิกฤตแล้วเรามีเงินสดนั้นนำไปลงทุน พร้อมซื้อ” เรียกว่าคุ้มมาก กำไรเต็มๆ  แต่!! ก็จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย ถ้าเรายังถือเงินสดนั้นไว้แทนที่จะนำเงินไปลงทุน ในช่วงที่ “น่าลงทุนแต่กลับไม่ลงทุน” เรียกว่า “ตกรถ” อันเนื่องมาจากประสบการณ์น้อยตัดสินใจช้าหรือกลัว

ตัวอย่างที่น่าลงทุน

ในมุมบุคคลทั่วๆไป เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ไม่ต่างกันมาก คือ ซื้อทอง , บ้าน , ที่ดิน ,คอนโด , กิจการ หรือ หุ้น ได้เหมือนกัน  เพราะบางครั้งเราไม่ต้องรอวิกฤติอะไร “แค่บางจังหวะบางโอกาสมันมาของมันเอง”

การมีเงินสดที่ดี

นั้นหมายถึง “การมีธุรกิจที่มีสุขภาพการเงินแข็งแรง” (รวมถึงตัวเราด้วยค่ะ) หากธุรกิจใดมีปัญหาเรื่องเงินสดไม่พอ ไม่มีเงินติดมือเอาไว้ใช้จ่ายในธุรกิจ แปลว่า อนาคตของธุรกิจนั้นอาจมีปัญหาตามมาแน่นอน  เพราะ ถึงแม้ว่าธุรกิจอาจจะไม่มีลูกค้าหรือทำกำไรเลย แต่ทว่าธุรกิจนั้นมีเงินสดเพียงพอไว้ในมือ ธุรกิจนั้นก็ยังดำรงอยู่ต่อไปได้ตราบเท่าที่มีเงินสดนำไปใช้จ่ายในเรื่องต่างๆได้  แต่หากธุรกิจนั้นไร้ซึ่งเงินสดในมือ แล้วไซร์  ธุรกิจนั้นอาจไม่มั่นคงอยู่ ได้นานถึงสัปดาห์ เดือน ปี ย่อมได้

ไม่มีธุรกิจไหนเจ๊งหากมีเงินสดในมือเยอะ นอกจากธุรกิจนั้นไม่ตอบโจทย์ลูกค้าเอง  ต่อให้พนักงานจะประท้วงไม่มาทำงาน  ขายของไม่ได้ ไม่มีกำไร มีเหตุให้ซ่อมบำรุงเครื่องจักร  เจอภัยธรรมชาติหนักๆเล่นงาน เจอสแกมเมอร์หลอกว่าซื้อสินค้าแต่เงินไม่เข้าแต่ได้ของไปแล้ว (สูญเงินเป็นล้าน)  หรือ โดนจี้ปล้นสินค้า ฯลฯ ธุรกิจนั้นก็ยังคงอยู่ได้ ตราบนานเท่านาน เท่าที่ยังมีเงินสดในมือ

นี่คือที่มาของคำว่า “เงินสดนั้นดี” (cash is king) และ “วิกฤตินั้นคือโอกาส” ที่เราพร้อมจะลงทุนได้ทุกเมื่อ “หากเรานั้นมีเงินสดไว้ในมือ และ นี่คือข้อดีของการมีเงินสด”

.ขอให้ทุกท่าน รวย.. รวย..รวย.. สวัสดีและขอบคุณค่ะ

4 Responses

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *