แอชตัน คุชเชอร์ และ มิล่า คูนิส

แอชตัน คุชเชอร์” และ “มิล่า คูนิส”สองสามีภรรยาดาราฮอลลีวูดชื่อดัง ทั้งคู่เคยแสดงละครทีวีด้วยกันในเรื่อง That 70’s show”  ซึ่งปัจจุบันมีบุตรด้วยกัน 2 คน และ “แอชตัน คุชเชอร์”ไม่ใช่แค่นักแสดงที่มากความสามารถเท่านั้น!! แต่ยังเป็นนักลงทุนที่เก่งกาจคนหนึ่งอีกด้วย สมัยก่อนเขาเคยลงทุนไปกับ Uber ในช่วงแรกๆ อยู่ที่ $500,000 ซึ่งปัจจุบันโตขึ้นกว่า 100 เท่า

“มิล่า คูนิส”

เธอมาจากครอบครัวชาวยูเครน ย้ายหนีคอมมิวนิสมาอยู่ที่อเมริกาตอนเธอ อายุได้ 7 ขวบครึ่ง ช่วงแรกๆ พ่อแม่ไม่ได้บอกเธอว่าจะย้ายไปอยู่ไหน บอกแค่ว่าจะย้ายไปอยู่อีกละแวกหนึ่งเท่านั้น

พอมาถึงอเมริกา ในตอนนั้นเธอพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย โดยทั้งครอบครัวมีเงินติดตัวมาแค่ $250

อยู่ไปสักระยะ แม่กลัวลูกเหงาและไม่มีเพื่อนเลยให้ไปเข้าโรงเรียนการแสดงยอมควักเนื้อจ่ายไปที่ $400 ทั้งๆที่ไม่ค่อยจะมีเงิน

ตอนอายุ 9 ขวบ เธอก็ได้เล่นหนังโฆษณา และ ละครทีวี

https://konruay.com

มีครั้งหนึ่งเธอได้เล่นหนังโฆษณาจากสเปน ได้ค่าจ้างเพียง $100 เท่านั้น ซึ่งยังดีกว่าไม่ได้อะไร

เธอกล่าวว่า รองเท้าก็ใส่ไม่ได้ เพราะเล็กไป พองานเสร็จ คุณพ่อคุณแม่ของเธอก็รอดูโฆษณากันใหญ่ เปิดตามตลอดเพราะอยากดูลูกตัวเองแสดง ซึ่งเป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากสำหรับเด็ก วัย 9 ขวบ

นับจากวันนั้น เงินที่มารดาเธอลงทุนไปที่ $400 นั้น ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่คุ้มค่ามากกับเงินที่จ่ายไป เพราะมันทำให้เธอมีวันนี้ได้ ได้ทั้งภาษาได้ทั้งเพื่อน

เจอว่าที่สามีในอนาคต

แอชตัน คุชเชอร์” และ “มิล่า คูนิส” ทั้งคู่ได้มาเจอกันในละครทีวีซีรีย์ดัง เรื่อง That 70’s show” ซึ่ง “แอชตัน คุชเชอร์” ในตอนนั้น เขามีอายุแค่ 19  ปี ส่วน “มิล่า คูนิส” มีอายุแค่ 14 ปี เท่านั้น!!

https://konruay.com/

จอกันแรกๆ เขามองเธอแบบน้องสาว  และ ไม่ได้คิดอะไร แม้เขาจะเป็น Kiss แรกของเธอก็ตาม ซึ่งเล่นไปตามบทละคร    ส่วน“แอชตัน คุชเชอร์” เขายังคิดไปเรื่อยเปื่อยเลยว่ามันไม่ผิดกฎหมายหรือไง เพราะเธอเป็นเพียงแค่เด็กอายุ 14 เท่านั้น!!

https://konruay.com

ทางฝั่ง “มิล่า คูนิส” กล่าวถึง  ในช่วงที่เจอ “แอชตัน” ในครั้งแรก

ก็รู้สึกเฉยๆธรรมดามากเพราะไม่ได้คิดอะไร  เขาอยู่นอกสายตามาก  รู้แค่ว่าเป็นนักแสดงที่ดีคนหนึ่งเท่านั้น ทำงานเสร็จเขาก็ไปส่งบ้านแบบเพื่อนที่ดีควรปฏิบัติต่อกัน

จากนั้นพอละครจบฉากลง ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง วันไหนว่างก็แค่ส่งแมสเสจ ไปทักทายกันบ้างเป็นครั้งคราว

https://konruay.com

ากนั้น “มิล่า คูนิส” ก็เดทกับ แม็กเคาลย์ คัลกิน”

ซึ่งเป็นนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง จากภาพยนต์ เรื่อง “Home Alone” นานถึง 8 ปี ซึ่งเธอก็บอกกับที่บ้านตลอดว่าคบใครอยู่ และ ทั้งคู่ก็เลิกกันไปอย่างปริศนา

เธอบอกแค่ว่ามันเป็นความผิดพลาดของเธอ ซึ่งเป็นอะไรที่แย่มาก

https://konruay.com

ประจวบเหมาะกับฝั่งของ “แอชตัน คุชเชอร์” ที่เคยแต่งงานกับ “เดมี่ มัวร์ตั้งแต่ปี 2005 – 2013 ก็ได้จบชีวิตสมรสลง

สาเหตุ หลักคือฝ่ายชายอยากมีลูก แต่ฝ่ายหญิงมองว่าตัวเองมีลูกเยอะแล้ว ตั้ง 3 คนกับสามีเก่า เลยไม่อยากจะมีเพิ่ม และ ด้วยวัยที่ต่างกันเยอะเป็นช่องว่างที่ต่อกันไม่ติดเท่าไหร่ และ มีปัญหาอีรุงตุงนังอีกหลายเรื่อง ก็เลยจบกันไป

ทำให้ทั้งคู่กลับมาโสดอีกครั้ง และ ไม่มีใครเข้ามาในชีวิต

https://konruay.com

หลังจากการที่เป็นเพื่อนกันมานานกว่า 16 ปี ติดต่อกันบ้างไม่ติดต่อกันบ้าง

แล้วจู่ๆก็ได้มาเจอกันแบบไม่คาดฝัน ในงานฮอลลีวูดแห่งหนึ่ง เจอครั้งแรกเธอก็ยังจำเขาไม่ได้ว่าใคร เห็นแต่ด้านหลัง และคิดว่าใครกันนะตัวสูงจัง แว่บๆ คลับคล้ายคลับคลาแต่จำไม่ค่อยได้  เพราะห่างกันไปนานมาก

แต่พอเห็นหน้าเท่านั้นล่ะจำได้เลย ..โอ้ว้าว!!

อยู่ใจมันก็เต้นตุ้มๆต่อมๆขึ้นมาเฉยเลย คือ มันตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก อุ้ยเขิน!! ดูๆไปเขาก็หล่อดีนะ (เธอเล่าแบบเปิดเผยมาก!!)

จากนั้นแอชตัน คุชเชอร์” ได้เชิญเธอไปงานปาร์ตี้ ซึ่งในความเป็นจริงเป็นแผนของเขา ที่จะให้เธอเจอกับเพื่อนของเขา เพื่อทั้งคู่ได้ออกเดทกัน

https://konruay.com

ที่ไหนได้ เกมพลิก!! เพื่อนคนนั้นกลับไม่มาโชว์ตัว นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นชีวิตรักของเขาทั้งคู่

มีเวลาในการพูดคุยกันมากขึ้น สนิทกันมากขึ้น และ เข้ากันได้ดีอย่างลงตัว

เลยตกลงว่าจะคบกันไปเรื่อยๆ เพราะ ต่างคนต่างช้ำมาจากชีวิตรักครั้งเก่าอยู่ และ ไม่คิดจะจริงจังในเรื่องความสัมพันธ์

ต่อจากนั้นไม่นาน “มิล่า คูนิส” ได้บอกกับมารดาของเธอว่า เธอกำลังเดทและคบ กับ “แอชตัน คุชเชอร์” อยู่ และเธอก็รักเขาเข้าให้แล้ว จากนั้นแม่ของเธอก็อุทานออกมาเป็นภาษารัสเซีย..!!!..

ต่งงานมีครอบครัว

ไปๆมาๆหลังจากนั้น  1 ปี  ทั้งคู่ก็ตัดสินใจแต่งงาน  หมั้นกัน ในปี 2014 แต่งงานกันใน ปี 2015

โดยแหวนแต่งงานของเธอ มีราคาแค่ $90 เท่านั้น นอกจากแหวนหมั้นเพชรเม็ดโที่เธอได้ไปก่อนหน้านั้น ในราคา $260,000

ส่วนแหวนแต่งงานของสามีเธอ มีราคาแค่ $100 ซึ่ง เธอกล่าวว่า  ก็ไม่รู้ว่าจะจ่ายเงินไปกับแหวนแต่งงานแพงๆเพื่ออะไร?

https://konruay.com

งานแต่งงานของ “แอชตัน คุชเชอร์” และ “มิล่า คูนิส” ค่อนข้างจะส่วนตัว เพราะ ไม่อยากจะเปิดเผยออกสื่อ ไม่อยากนั่งเฮลิคอปเตอร์แล้วไปตะโกนดังๆ โชว์สื่อว่าฉันจะรักเธอจะอยู่กับเธอไปตลอดชีวิต มันก็กระไรอยู่นะ ผมชอบอะไรที่ส่วนตัว เรียบง่าย ไม่วุ่นวายครับ!!

https://konruay.com

ปัจจุบัน มเรียนภาษารัสเซียได้ 6 เดือนแล้ว เพื่อใช้ในการสื่อสารกับพ่อแม่ของภรรยา เพราะท่านพูดได้เฉพาะรัสเซีย   ส่วน ภาษาอังกฤษท่านไม่ค่อถนัดเท่าไหร่

https://konruay.com/

มีหลายคนบอกว่า เวลาได้ยินคนรัสเซียพูดสนทนากัน เหมือนโกรธ โมโหกันมา จริงๆมันไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ คือภาษามันเป็นสไตล์ของมัน นั่นคือธรรมดามาก ควรดูที่เนื้อหา ในการสื่อสารที่แสดงถึงความรักความห่วงใย และ คิดถึงกัน ตรงนั้นมากกว่า แต่ก่อนผมก็ไม่ค่อยเข้าใจแต่พอมาเรียนถึงเข้าใจมากขึ้น

https://konruay.com/

คุณพ่อ คุณแม่ ของ “มิล่า คูนิส” ท่านเป็นคนที่ทำงานหนักมาก คุณพ่อไม่เคยบ่นอะไรเลย ในการเลี้ยงดูบุตร ทั้งคู่ยังอยู่ที่คอนโดหลังเดิม ตั้งแต่สมัยเธอยังเด็ก

https://konruay.com/

ท่านไม่คิดจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่น เพราะ ท่านมีเพื่อนสนิทกันที่นั่น ใครๆก็รู้จักท่าน

https://konruay.com/

 เธอจึงตัดสินใจปรับปรุงคอนโดให้ท่านใหม่เพื่อเป็นการเซอร์ไพรส์!!

ทางฝั่ง “แอชตัน คุชเชอร์” (Ashton Kutcher) ก็ได้ซ่อมแซมบ้านให้แม่ของตัวเองใหม่เช่นกัน เพราะ อยู่มานานมากแล้วแต่ยังไม่เคยปรับปรุงใหม่สักครั้ง

https://konruay.com

ตั้งแต่ อายุ 13 ในตอนนั้น เขาเคยช่วยบิดาปลูกบ้านหลังนี้ ซึ่งเป็นบ้านที่เขาเติบโตมา

https://konruay.com

 

มีลูกเลี้ยงลูก

แอชตัน คุชเชอร์” และ “มิล่า คูนิส” มีลูกด้วยกัน 2 คน ลูกสาวคนโต ชื่อ “Wyatt” ส่วนลูกชายคนเล็ก ชื่อ “Dimitri”  

ัจจุบันลูกสาวมีความรู้ด้านภาษา ถึง 3 ภาษาด้วยกัน คือ อังกฤษ รัสเซีย และ สแปนิช

“แอชตัน คุชเชอร์”  กล่าวว่า เขาอ่านหนังสือเยอะมากเพื่อเตรียมความพร้อมในการดูแลลูก

https://konruay.com

ทั้งสองสามีภรรยาช่วยกันเลี้ยงลูกเอง

มิล่า” อยู่บ้านเลี้ยงลูก ทำทุกสิ่งทุกอย่างเองหมด พอผมกลับเข้าบ้าน  ผมต้องร้อง ว้าว!! ไม่อยากจะเชื่อ

คือ  อะเมซิงมาก  ภายในบ้านดูทุกอย่างเรียบร้อยไปหมด  ไม่รู้เธอทำได้ไง ผมไม่เคยเห็นเธอบ่นหรือคอมเพลนอะไรเลย ลูกร้องก็โน่นเลยถึงตัวลูกแล้ว

แรกๆ ผมทำงานคนเดียว 

เธอพักงานเพื่อมาเลี้ยงลูกเองโดยเฉพาะ

https://konruay.com

มิล่า คูนิส” กล่าวว่า   การมีลูกเป็นความรู้สึกที่วิเศษมาก

เป็นความรักที่เรามีให้ต่อคนๆหนึ่งที่แตกต่างออกไป จากที่เราเคยรัก พ่อ แม่ หรือ สุนัข คือไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ถ้าลูกทำผิดฉันคงคิดว่าไม่เป็นไรลูก เอาใหม่คงให้กำลังใจลูกต่อไป ไม่ว่าลูกจะทำอะไรในสายตาพ่อแม่ก็ยังคงรักลูกเหมือนเดิม คือ ไม่ใช่ต้องทำแบบนั้นแบบนี้นะถึงจะรัก นั่นเป็นความรักที่มีเงื่อนไข ก็ไม่ใช่

เรารักลูกในแบบที่เขาเป็น เราต้องเข้าใจลูกเสมอ

ในการเลี้ยงลูกดีอย่าง มีสามีคอยช่วยเหลือ คือ เขาไม่เกี่ยงเลย เรียกใช้ได้ทุกเวลา

ีล่า คูนิส” ดูแลลูก

ธอจะตื่นแต่เช้าเพื่อมาเตรียมอาหารทุกอย่างให้สามีและลูก ซึ่งสามีก็เป็นคนที่ทำอาหารเก่งพอสมควร

เชื่อว่าพ่อแม่หลายๆคน คงไม่อยากมีลูกแล้ว พอเด็กโตมากับพ่อแม่ที่ไม่รับผิดชอบในการเลี้ยงลูกให้ดี ทำให้หลายคนอาจคอมเพลนไปยังพ่อแม่ว่า ทำไมเลี้ยงลูกออกมาเป็นแบบนี้ได้

https://konruay.com

“มิล่า คูนิส”  กล่าวว่า  ฉันอยากเลี้ยงลูกแบบเพื่อนที่เราคุยกันได้ทุกเรื่อง ไม่ปิดปังกัน เพราะ แม่ฉันก็เลี้ยงฉันมาแบบนี้ แม่เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน

ยิ่งในตอนนี้ ฉันมีลูก ฉันระมัดระวังมากในเรื่องคำพูด

เพราะ เด็กจะเรียนแบบพ่อแม่หมดเวลาพูด  แล้วจะจำไปใช้   แม้แต่คำที่ไม่สมควรจะพูด

https://konruay.com

ทุกอย่างที่ฉันทำพร้อมสามีในการเลี้ยงดูบุตร เรามีการวางแผนไว้ก่อนหมด

ว่าจะทำอะไรบ้างในแต่ละวัน รวมไปถึงในเรื่องอาหารการกิน กิจกรรมที่ทำ ตั้งแต่เช้าถึงเย็นจนเข้านอน

แอชตัน คุชเชอร์”  กล่าวว่า  ผมเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ทำโลกห้น่าอยู่เหมาะสำหรับเด็ก แต่ในความเป็นจริง คือ ควรสร้างเด็กที่ดี หรือ บุคลากรที่ดีเพื่อโลกนี้ดีกว่า

สมัยก่อนผมก็คิดนะว่า เราสามารถรักคนได้อย่างไม่มีเงื่อนไข เช่น ภรรยาผม หรือ คนอื่นๆ แต่พอมามีลูกแล้วยิ่งกว่านั้นเลยครับ

ขอบคุณสำหรับโอกาสที่ดีที่มอบครอบครัวที่น่ารัก และ อบอุ่น ให้กับผม

ผมได้ของเล่นเยอะมากจากแฟนๆหลายคนที่ส่งมา ผมกับลูกยังเล่นกันยังไม่หมดเลยครับ แรกๆพวกเรามีลูกก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย ลูกสาวผมชอบเต้นรำมา

ายได้

มิล่า คูนิส (Mila Kunis) เป็นดารานักแสดงฮอลลีวูด ชาวยูเครน เกิดเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 1983 อายุ 35 ปี สูง163 หนัก 52   มีรายได้อยู่ที่ $55 million

แอชตัน คุชเชอร์ (Ashton Kutcher) เป็นนักแสดงชาวอเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพัน ปี 1978 อายุ 40 ปี สูง 189 หนัก 80  มีรายได้รวมมากกว่า $250 million

https://konruay.com

ในความเป็นจริง “แอชตัน คุชเชอร์” เป็นทั้งนักแสดง โปรดิวเซอร์ และ นักงทุนอีกด้วย

แอชตัน คุชเชอร์ กับการลงทุน

ดาราฮอลลีวูดชื่อดัง อย่าง “แอชตัน คุชเชอร์” ได้ลงทุนไปกับ Uber ในช่วงแรกๆ อยู่ที่ $500,000 ซึ่งปัจจุบันโตขึ้นกว่า 100 เท่า และ ลงทุนกับ Spotify , Pinterest , Shazam , Airbnb , Skype, FourSquare ,  ResearchGate  , Zenreach และ Ripple

เงินในการลงทุนของเขามีไม่ต่ำกว่า $40 million และ มีมากกว่า 60 บริษัท

ในปี 2017 เขาลงทุนในกลุ่ม Startups มากกว่า 5 แห่ง

แอชตัน คุชเชอร์”  ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง A-Grade Investments โดยทำเงินจาก $30 million โตขึ้นเป็น $250 million ใน Portfolio ของเขา

เขายังีรายได้จากโซเชียลมีเดีย อีก $3.5 million และ จาก Twitter อีก $3.5 million มีบ้านให้เช่าอีกเดือนละ $50,000 และ มีบ้านติดทะเลที่ California ในราคาหลังละ $10 million ซึ่งมี ห้องนอน 6 ห้องน้ำ

https://konruay.com

แอชตัน คุชเชอร์”  ยังเล่นละครทีวี อย่าง That 70’s show” ซึ่งทำรายได้ตอนละ $8000,000 เป็นซีรีย์ที่ดังมาก เล่นมาตั้งแต่ ปี 1998-2006 และ อีกเรื่อง คือ “Two and a Half Men” ได้เงินตอนละ $750,000

รายได้จากค่าตัวนักแสดงของเขาจะอยู่ระหว่าง $24-26 million

เขาเข้าวงการนักแสดงตั้งแต่ ปี 1998  ซึ่งในก่อนหน้านั้น เขาเคยนายแบบมาก่อน

https://konruay.com

ผลงานด้านการแสดงภาพยนต์ เด่นๆของเขา คือ

Coming Soon (1999) , Down to You (2000) , Dude, Where’s My Car? (2003) , Just Married (2003) , Cheaper By the Dozen (2003) , The Butterfly Effect (2004) , Guess Who (2005) ,What Happens In Vegas (2008) , No Strings Attached (2011) , Two and a Half Men (2011) ,Punk’d (2012) , Jobs (2013) , Annie (2014)

https://konruay.com

แอชตัน คุชเชอร์”  กล่าวว่า  ผมเริ่มทำงานเก็บเงินตั้งแต่ อายุ 13 ผมทำงานหลังเลิกเรียนเสมอ สุดสัปดาห์ผมก็ทำ มีเงินเท่าไหร่ ผมก็โอนเก็บเข้าบัญชีหมด

ผมเคยทำงานเป็นพนักงานล้างจานมาก่อน เคยทำงานก่อสร้างมาก่อน เคยทำงานพาร์ทไทม์มากมาย ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ทำงานที่ดี  คิดแค่ว่ามีงานทำปัจจุบันก็ถือว่าดีแล้ว ผมไม่เคยออกจากงานก่อนที่จะได้งานใหม่ทุกครั้ง

เมื่ออายุ 16 ปี  “แอชตัน คุชเชอร์” เคยถูกตำรวจจับในข้อหาขโมยเงินโรงเรียน คนในละแวกบ้านและเพื่อนต่างหยุดในการคบหาสมาคมกับเขาตั้งแต่วันนั้นนั้นเป็นต้นมา ทุกคนออกห่างและหลีกหนีจากเขาไปจนหมด เขาถูกลงโทษให้ทำงานรับใช้สาธารณะประโยชน์ เป็นเวลา 180 ชม.

https://konruay.com

เขากล่าวว่า  ครอบครัวผม แม้ไม่สามารถซับพอร์ต ในเรื่องเงินหรือในเรื่องค่าใช้จ่ายอะไรได้อย่างมากมาย แต่ผมก็ขอบคุณครอบครัว ที่ให้”ยีน” (Gene) ที่ดีมา คุณพ่อผมท่านก็หน้าตาดีหล่อ ส่วนคุณแม่ท่านก็สวย

แอชตัน คุชเชอร์” มีความสนใจเรื่องการลงทุน มาตั้งแต่ในสมัยเรียน ช่วงอายุ 20 ปีต้นๆ

สิ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ และ มาถึงจุดนี้ได้ คือ การรู้จักในการตั้งคำถามที่น่าสนใจ เพื่อให้เกิดการพัฒนา ให้เป็นไปตามเป้าหมายในทางดีขึ้น

เป็นตัวของตัวเอง และ มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ทำลงไป เพราะ ในบางทีสายอาชีพนักแสดงอาจมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบเราได้ แต่ให้เป็นตัวของตัวเอง

หากมีปัญหาอะไร  พึงระลึกอยู่เสมอว่า เราเปลี่ยนตัวเองง่ายกว่าเปลี่ยนคนอื่น เราเปลี่ยนโลกให้หมุนตามตัวเราเองคงเป็นไปไม่ได้

เวลาผมมีปัญหา ผมจะมองหาคนที่ให้คำปรึกษาให้แนะนำได้ดี  ผมจะทำเป็นเอกสารใส่แฟ้มเก็บเอาไว้ เวลาที่ต้องการคำตอบ  ผมจะกลับมาอ่านหลายๆรอบอีกครั้ง

https://konruay.com

อย่าอายที่จะถามคนอื่นในเรื่องที่เราไม่รู้  อย่ามี Ego มากเกินไป  นี่คือคำแนะนำจากภรรยาผม  ไม่ต้องกลัวว่าใครจะคิดว่าเรา ่  ฟังให้เยอะเพราะเราจะได้อะไรเยอะมากกว่าการพูดมาก คือ เราต้องฉลาดในการใช้ชีวิต รู้จักให้ รู้จักคิด

การใช้ชีวิตเป็นเหมือนศิลปะ มีทั้งความงาม และ อารมณ์ เราสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้ด้วยมือเรา ในการแต่งแต้มสีสันแห่งชีวิต คุณสามารถสร้างอนาคตของคุณได้ ทำทุกวันให้ดีที่สุดครับ

โซเฟีย เวอร์การ่า เธอเป็นดาราทีวีหญิงที่เก่งมาก

“โซเฟีย เวอร์การา” เป็นดาราทีวีคอมเมดี้ชื่อดัง จากซีรีย์“โมเดิร์น แฟมิลี่”  เธอได้ค่าตัวมากกว่านักแสดงทีวีชายตัวท็อป  ถึง $14 million  เมื่อปี 2017  เธอได้รับค่าตัว อยู่ที่ $41.5 million และ เธอยังติดอันดับนักแสดงหญิงทางทีวีที่มีค่าตัวแพงมากที่สุด 3 สมัย ในฝั่งอเมริก ของปี 2012 , 2013 และ เฉพาะปี 2016 เธอทำรายได้ อยู่ที่ $43 million

นักแสดงดาราหญิง โซเฟีย เวอร์กา (Sofía Vergara)

ปัจจุบันเธอมี อายุ 46 ปี เป็นทั้งนางแบบ และ ดารานักแสดงหญิงจากประเทศโคลอมเบีย สูง 170 หนัก 56 (38- 28- 39) เธอมีรายได้ อยู่ที่ $175 Million

จุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอได้ข้าวงการ  

เมื่ออายุ 17 มีช่างภาพเห็นเธอใส่บิกินี่ตอนเดินเล่นบนทรายหาที่ประเทศโคลอมเบียบ้านเกิดของเธอ  และ ในเวลาต่อมาได้เป็นพรีเซ็นเตอร์ ให้กับ Pepsi 

https://konruay.com

จากนั้นเธอก็มาเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณาให้กับแบรนด์ดัง อย่าง Diet Pepsi (คู่กับ เดวิด เบ็คแฮม) , Kmart ,Comcast Xfinity , CoverGirl  และ  Head & Shoulders Spokesperson

ดาราที่เธอชื่นชอบ คือ “จอนนี่ เดป” , Marlon Brando, Al Pacino, และ Robert De Niro

ดอกไม้ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ คือ ดอกกล้วยไม้   สถานที่โปรดในการท่องเที่ยว คือ กาปรี อิตาลี  สีโปรดของเธอ คือ สีฟ้า  ภาพยนต์ที่เธอชื่นชอบเป็นพิเศษส่วนตัว คือ Godfather (1972)  นักร้องคนโปรด คือ “ชากีร่า” ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเธอนั่นเอง!!

https://konruay.com

ธอเข้าวงการนักแสดงตั้งแต่ ปี 2002 โดยภาพยนต์เรื่องแรกที่เธอแสดง คือ “Big Trouble”

โจ แมนเกนเนโล่ (Joe Manganiello)

ชายหนุ่มที่เป็นสามี “โซเฟีย เวอร์การา” เขาเป็นชาวอเมริกัน ายุ 41 ปี  สูง 196 หนัก 107 เป็นนักแสดง เป็นไดเรกเตอร์ โปรดิวเซอร์ และ นักเขียน  ซึ่งเขามีรายได้ อยู่ที่ $245 Million

https://konruay.com

“โจ แมนเกนเนโล่”  กล่าวว่า  พอทำงานเสร็จผมอยากกลับบ้านตลอด เพราะรู้ว่าภรรยาอยู่ที่บ้าน อยากเจอหน้าภรรยาเร็วๆ เขาเป็นคนที่รักภรรยาและเอาใจใส่ภรรยามาก เป็นทั้งบอดี้การ์ด และ เป็นสามีในเวลาเดียวกัน

ั้งคู่ชอบออกกำลังกายแต่เป็นคนละประเภท คนละเวลา  ถ้าเวลาตรงกันก็ออกกำลังกายด้วยกัน

https://konruay.com

 

“โซเฟีย เวอร์การา”  กล่าวว่า  หน้าตาสวยอาจจะไม่เท่ารูปร่างและสุขภาพดี จึงจะอยู่ในวงการนักแสดงได้อย่างยาวนาน

ในบางครั้งเธอต้องใส่ชุดราตรีถ่ายแบบที่รัดติ้วมากๆ เพื่อให้ชุดออกมาสวยดูดี มีส่วนเว้า ส่วนโค้ง หายใจแทบไม่ออก นั่งก็ไม่ค่อยสะดวก แต่เพื่องาน ก็ต้องอดทน และ ไม่บ่นหรือบอกให้เจ้าของงานไปแก้ไขชุดให้เหมาะกับรูปร่างของเธอ ซึ่งเธอก็ไม่กล้าพูดอะไรออกไป เพราะกลัวเขาไปจ้างคนอื่น หรือ อาจมองไปถึงว่าเธอเป็นคนเรื่องมาก จนไม่อยากร่วมงานด้วย

แต่ก็สนุกไปอีกแบบ  เธอกล่าว..

https://konruay.com

เธอและสามีเป็นคนทำอาหารไม่เป็น  แต่ลูกชายเป็นคนที่ทำอาหารเก่งมาก

สมัยก่อนเธออยากเป็นหมอ แต่เนื่องจากต้องใช้เวลาเรียนนาน  เธอเลยเลือกเรียนทันตะดีกว่า ได้เจอศพจริงได้ปฏิบัติจริง แต่เรียนได้แค่ 2 ปีก็หยุด

https://konruay.com

สาเหตุ  ที่หยุดก็เพื่อออกมาทำงานเลี้ยงลูก เพราะ เธอแต่งงานได้ 2 ปี ก็มีปัญหาต้องหย่า เลยต้องออกมาดูแลบุตร หางานทำ เธอมีบุตรตอนอายุ 20 ปี

ลูก  คือ แรงผลักดันในการทำงานอย่างหนักของเธอ ซึ่งไม่ใช่การมีชื่อเสียงโด่งดังแต่อย่างใด ครอบครัวเธอไม่ได้มีฐานะร่ำรวย   มารดาเป็นแม่บ้าน บิดาทำงาน ในโรงงานเนื้อสัตว์

https://konruay.com

หลังจากที่พี่ชายถูกฆาตรกรรม ทำให้เธอและครอบครัวย้ายไปอยู่ที่อเมริกา พออายุ 28 พบว่าตัวเองเป็นมะเร็งแต่ยังดีที่รักษาตัวได้ทัน และ ไม่เป็นอะไรมาก

ก่อนนี้เธอเคยเดทกับ “ทอม ครูซ” และ ต่อมาก็เป็นหนุ่มนักธุรกิจนอกวงการ  จนมาเจอสามีคนปัจจุบัน

โดยเวลาว่าง เธอมักจะอ่านหนังสือ ตกเฉลี่ยต่อเดือน อยู่ที่ 4-5 เล่ม

สีผมจริงเธอ คือ สีบลอนด์ ก่อนเข้าวงการเธอด้เปลี่ยนสีผมใหม่ให้เข้มขึ้น เพื่อให้เป็น”ละติน”ชัดขึ้น

ตารางการทำงานของเธอ คือ ตื่นก่อน ตี 5 เพื่อเข้างาน และ ทุกเช้าต้องดื่มกาแฟไม่ดื่มทำงานไม่ได้

“โซเฟีย เวอร์การา”  ไม่ได้ทำแค่อาชีพนักแสดงเท่านั้น แต่เธอยังมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเองอีก ไม่ว่าชุดที่เธอสวมใส่ รองเท้า เครื่องประดับ เครื่องสำอาง นั่นคือส่วนใหญ่เป็นแบรนด์ของตัวเองทั้งสิ้น รวมไปถึงชุดชั้นในสตรี และ น้ำหอม

https://konruay.com

เธอเข้าใจว่าธรรมชาติของผู้หญิงส่วนใหญ่ ต้องการที่จะสวยดูดี เซ็กซี่ ดึงดูดได้ทั้งเพศหญิงและเพศชายในการสร้างมิตร ซึ่งเรื่องพวกนี้มันอยู่ใน DNA ของผู้หญิงบางส่วนอยู่แล้ว และ เธอก็จัดเต็มมากในเรื่องการแต่งตัว ไม่สวย ไม่มั่นใจ ออกจากบ้านไม่ได้!!

เคล็ดลับความสำเร็จของุรกิจที่เธอทำ

เธอกล่าว่า  คุณต้องมั่นใจในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ต้องใช้เอง สวมใส่โชว์เอง ถ้าตัวคุณยังไม่กล้าใช้ผลิตภัณฑ์ แล้วใครจะกล้าใช้  กว่าเธอจะมาถึงจุดนี้ได้เธอใช้เวลาถึง 22 ปี

https://konruay.com

เธอไม่กลัวในการทำสิ่งใหม่ความสำเร็จมันไม่ได้มาในชั่วข้ามคืน

แรงผลักดันที่ทำให้เธอ ทำในเรื่องต่างๆได้ หายใจเข้าหายใจออก ก็คือ ลูกชาย เธออยากเป็นต้นแบบที่ดี หรือ ตัวอย่างที่ดีให้กับบุตร

เธอกล่าวว่า    เธอจะพยายามทำให้ดีที่สุด

คล็ดลับความสวยความงามของเธอ

พยายามออกห่างพวกขนม ของหวาน  เพราะ  เธอชอบกินมาก พักผ่อนให้เพียงพอสำคัญ กินอาหารเพื่อสุขภาพ เน้นผัก ผลไม้ น้ำปั่นผลไม้ควรดื่มเยอะๆ

https://konruay.com

ในวัยเด็ก เธอเป็นคนที่มีรูปร่างเล็ก ผมแห้ง จนได้ชื่อเล่นว่า “ไม้จิ้มฟัน” เธอใส่กางเกงยีนส์สองตัวซ้อนกันเพื่อให้ออกมาดูไม่แห้งจนเกินไป แต่พอโตขึ้นรูปร่างทุกส่วนมันออกมาเอง อย่างเป็นธรรมชาติไม่มีการศัลยกรรมพลาสติกแต่อย่างใด  ธรรมชาติให้มาล้วนๆ

https://konruay.com

“โซเฟีย เวอร์การา”  เป็นผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดติดอันดับ ที่ 32 ของโลก

เธอติดอันดับ 1ใน 50 ของผู้หญิง ที่สวยและเซ็กซี่ที่สุดในโลก อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเธอก็ดีใจมากๆ และ ไม่คิดเลยว่าจะมีรายชื่อของตัวเอง ไปประชันโฉมกับกลุ่มเด็กสาวที่อายุน้อยกว่าเธอถึง 15-20 ปีได้

ซึ่งบุตรชายเมื่อเห็นชื่อมารดา ในลิสมักจะพูดหยอกปนขำว่า  ใครๆก็รู้ว่าคุณแม่อายุเกิน 40 แล้วนะครับ ที่จริงไม่น่าจะมีชื่อไปติดโผเลยด้วยซ้ำ มันไม่ยุติธรรมกับหญิงสาวคนอื่นเลย (พูดไปก็ยิ้มไป)

https://konruay.com

ขณะบุตรชายวัย 20 ซึ่งสนิทและใกล้ชิดกับแม่มาก เธอกล่าวว่า เมื่อลูกขอย้ายออกจากบ้าน จริงๆเธอกไม่อยากให้เขาย้ายออก อยากให้ลูกอยู่กับเธอไปนานๆ แต่เธอก็เข้าใจและทำใจได้

พอบุตรชายมาขอคำปรึกษาว่าจะเรียนการแสดง หรือ เรียนด้านการเป็นผู้กำกับดี ตอนเข้ามหาวิทยาลัย เธอก็ให้แนะนำว่า ควรเรียนด้านผู้กำกับดีกว่า เพราะกว้างกว่า ลูกชายก็ตอบว่าแม่ผมรู้ดีว่าอะไรดีที่สุดสำหรับผมครับ

ภาพยนตร์ และ รายการโทรทัศน์ ที่เธอแสดง

ด้านภาพยนตร์

Fading Gigolo (2013) ,  Hot Pursuit (2015) ,  Wild Card (2015)  , Happy Feet Two (2011) ,Big Trouble (2002)  ,Chasing Papi (2003)  , Soul Plane (2004)  , Four Brothers (2005)

https://konruay.com

Meet the Browns (2008)  ,Lords of Dogtown (2005)  ,Grilled (2006)  ,Madea Goes to Jail (2009) ,The Smurfs (2011)  ,The 24th Day (2004)  ,New Year’s Eve (2011)  , The Emoji Movie (2017)  , The Female Brain (2017) และ  Bent (2018)

ด้านรายการโทรทัศน์

Fuego en la sangre (TV Series) ตั้งแต่ ปี 2003 2008 , Hot Properties (TV Series) ปี 2005

https://konruay.com

โมเดิร์น แฟมิลี่”(TV Series) ตั้งแต่ ปี 2009-2019 , Family Guy (TV Series) ตั้งแต่ ปี 2013-2017 และ

The Knights of Prosperity (TV Series) ตั้งแต่ ปี 2007

“โซเฟีย เวอร์การา”   เธอยังคว้ารางวัลดังต่อไปนี้  

People’s Choice Award for Favorite Comedic TV Actress , Golden Globe Award , Primetime Emmy Awards และ  Screen Actors Guild Awards เป็นต้น

https://konruay.com

ุดเด่นที่พาให้เธอประสบความสำเร็จในการเป็นนักแสดงดาราทีวี

คือ ความเอ็นเตอร์เทนของเธอ  ความจริงใจ  ตรงไปตรงมา และ ไม่เฟค

เธอโดนล้อเรื่องสำเนียงภาษาอังกฤษอยู่บ่อยครั้ง แต่นั้นกลับกลายเป็นจุดขายของเธอ ทำให้เธอโด่งดังมากขึ้นอย่างชาญฉลาด ซึ่งเก่งมากๆ 

เธอมีความมั่นใจสูง ลื่นไหลไปได้เรื่อยๆ อย่างไม่เคอะเขิน หรือ อาย บวกกับความสวย และ เซ็กซี่ อย่างเป็นธรรมชาติ ใครเห็น ใครก็รักและเอ็นดู

https://konruay.com

เธอมีความตลก สนุกสนาน ร่าเริงในแบบฉบับ ที่เรียกเสียงฮา เสียงหัวเราะ หรือ รอยยิ้มได้ มุขเยอะ เต้นเก่ง พริ้ว ใครเจอก็อยากเข้าหาอยากอยู่ใกล้ คุยด้วยแล้วสนุก มีเสน่ห์ ไม่น่าเบื่อ

จุดนี้ทำให้ได้ใจแฟนคลับไปเยอะ ไม่ถือตัว

ให้แสดง ให้ทำอะไร ทำได้หมดไม่เขินอาย ทำแล้วออกมาดูดีไม่น่าเกลียด หลายคนก็รักเธอ ดาราที่ชอบเธอมากๆคือ “รีส วิเธอร์สปูน”

https://konruay.com

ีคนถามเธอว่า เคยคิดที่จะเปลี่ยนสำเนียงในการพูดภาษาอังกฤษของเธอหรือไม่?

เธอตอบว่า แรกๆก็มีนะ แต่ค่าเรียนก็แพงมาก เพราะคิดรายชั่วโมง มันยากตรงกระดกลิ้นยังไง เธอเลยไม่คิดจะเปลี่ยนแล้ว พูดไปแบบนี้ล่ะ เป็นเอกลักษณ์ดี

เพราะถ้าคุยกับคนอื่นรู้เรื่องและทำงานได้ก็โอเคแล้ว ซึ่งก็มีบุตรชายคอยช่วยเหลือในเรื่องแอ๊คเซ่นท์อยู่ตลอด

https://konruay.com

เพื่อนนักแสดง  กล่าวถึงเธอว่า เธอเป็นคนตลก เซ็กซี่ สนุกสนาน ร่าเริง เต็มไปด้วยพลังในการทำงาน

“CEO – Hollywood Chamber”  กล่าวว่า  การที่จะประสบความสำเร็จในวงการนักแสดงอาชีพ อย่าง “โซเฟีย เวอร์การา”  ได้นั้น

สิ่งที่เขาจะมองเจาะจงในตัวคาแรคเตอร์ของนักแสดง คือ น้ำเสียง ความสามารถในทางการแสดงต้องเป็นเลิศ รูปร่างที่ใช่ ใครที่อยากเป็นดาวจรัสแสง ลองมองดูเธอเป็นตัวอย่างได้

https://konruay.com

“โซเฟีย เวอร์กาา”  กล่าวว่า การที่เธอประสบความสำเร็จ เก่ง หรือ มีชื่อเสียง หรือ ทรัพย์สินเงินทองได้นั้น ทางครอบครัวเธอมีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนเป็นกำลังใจที่ดีมาโดยตลอด  

เธอกล่าวว่า สิ่งเหล่านั้นมันจะไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าเราไม่มีคนร่วมแบ่งปันหรือแชร์ในความสำเร็จ ซึ่งนั่นก็ คือ “ครอบครัวของเราเอง”

https://konruay.com

 

10 ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด

ไทยเราอยู่ในอันดับ 9 จาก 10 ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก ถึง 32.6 ล้านคน โดย”ฝรั่งเศส”ครองแชมป์ อันดับ.1  “สหรัฐอเมริกา” อันดับ.2   และ “สเปน” อันดับ.3  และ 10 เมืองยอดนิยมที่คนมาเที่ยวมากที่สุดในโลก , 10 ประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก และ 10 ประเทศที่มีการจ่ายเงินไปกับการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก   ซึ่งมีประเทศไหนบ้าง ตามมาดูกันค่ะ

1. ฝรั่งเศส – 82.6 ล้านคน

ฝรั่งเศสเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยว ที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในโลก สถานที่ยอดนิยมที่หลายคนมักไปเยี่ยมชม ได้แก่ ปารีส , มาร์กเซย ,เมือง Lyon , เมือง Strasbourg , เทือกเขาแอลป์ฝรั่งเศส , ปราสาทลุ่มน้ำลัวร์ , บอร์โด ,นิส , ตูลูซ ,ลีล ,น็องต์,ตูลง, Luberon , French Riviera , มงแซงมิเชล , ดอร์ดอญ, สกีรีสอร์ท รวมไปถึงชายหาด และ อุทยานแห่งชาติฝรั่งเศส

https://konruay.com

สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติอื่นๆก็มีมากมายให้เลือกสรร อีกทั้งยังมีมรดกโลก ถึง 37 แห่ง ทั้งทางวัฒนธรรมและด้านธรรมชาติ เรียกได้ว่าดึงดูดใจนักท่องเที่ยวสุดต้องไป!! เปิดหูเปิดตาซักครั้ง!!

https://konruay.com

ฝรั่งเศสมีเงินเข้าประเทศจากการท่องเที่ยวสูง ถึง 9.7% ตีเป็นตัวเงินไม่ต่ำกว่า $88,752,825,000 สร้างงานให้คนในประเทศมีงานทำกว่า 2.9 ล้านคน

เมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมากที่สุด ก็คือ ปารีส

สาเหตุ ที่ฝรั่งเศสติดอันดับต้นๆตลอด เป็นเพราะว่าภาพลักษณ์แห่งบรรยากาศอันแสนจะโรแมนติก เป็นอิมเมจที่ติดตาตรึงใจในกลุ่มนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่

https://konruay.com

ความหลากหลายในบรรยากาศก็มีให้เลือก ทั้งแสงแดด ภูเขา หิมะ

ในส่วนชนบทยังดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อีก อาหารและไวน์ก็ขึ้นชื่อ เป็นอะไรที่ลงตัวมาก บวกกับงานศิลปะ วัฒนธรรมชั้นเลิศ กลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้ใครหลายคนยากที่จะปฏิเสธได้

https://konruay.com

สรุป ว่าทุกอย่างมันเอื้อไปหมด กลมกล่อม และ ลงตัว ฝรั่งเศสมีจุดขายที่เด่นชัดมาก

โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจาก กลุ่ม EU , สหรัฐอเมริกา , แคนาดา , จีน , ญี่ปุ่น , บราซิล และ รัสเซีย

2. สหรัฐอเมริกา – 75.6 ล้านคน

https://konruay.com

สหรัฐอเมริกาสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี และ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ นิวยอร์ก , ลอสแอนเจลิส , ลาสเวกัส , แกรนด์แคนยอน , แมนฮัตตัน ,ฟลอริด้า , อุทยานแห่งชาติ Yellowstone 

https://konruay.com

Las Vegas Strip ,Sedona Red Rock Country , Bryce Canyon National Park , อุทยานแห่งชาติเดนาลี , อุทยานแห่งชาติคาร์ลสเบด คาร์เวิร์น , อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี , อลาสก้า, สะพานโกลเดนเกต , น้ำตกไนแอการา , ภูเขาไฟคิลาเว และ ฮาวาย เป็นต้น

https://konruay.com

จากแนวโน้ม ที่อื่นมีแนวโน้มการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่สหรัฐอเมริกา การท่องเที่ยวลดลงไปกว่า 4% แต่ก็ยังถือว่ามีคนมาเที่ยวมากที่สุดติด อันดับ 2 ของโลก แต่ก็ยังถือว่าเยอะอยู่

แม้ยอดนักท่องเที่ยวจะตกลงไปบ้างก็ตาม เพราะเมื่อ ปี 2017 นักท่องเที่ยวทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นกว่า 7%

https://konruay.com

เมื่อปี 2016 สหรัฐอเมริกามีเงินรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยว อยู่ที่ $83.9 billion

และปี 2017 สหรัฐอเมริกามีเงินรายได้จากการท่องเที่ยว ทั้งคนในประเทศและต่างประเทศรวมกัน อยู่ที่ $718.4 billion โดยรัฐได้เงินภาษีจากส่วนนี้ จำนวน $112.3 billion

โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจาก เม็กซิโก , แคนาดา , ญี่ปุ่น , จีน , เกาหลีใต้ , เยอรมนี , ฝรั่งเศส , บราซิล และ อังกฤษ

3. สเปน – 75.6ล้านคน

ประเทศสเปนมีเงินรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวอยู่ที่ 11%

https://konruay.com

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญๆก็คือเมืองแห่งประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ ได้แก่ พระราชวังหลวง , ซานเซบัสเตียน ,เซโกเบีย , Cuenca ,อิบิซา , ซากราดาฟามีเลีย

https://konruay.com

พระราชฐานซานโลเรนโซเดเอลเอสโกเรียล และ บาร์เซโลนาเป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่มากมาย มีตึกอาคารรูปร่างแปลกตา ส่วนที่ มาดริด ก็มีสิ่งก่อสร้างทางด้านประวัติศาสตร์อันล้ำค่าไม่แพ้กัน

https://konruay.com

สเปนยังมีรีสอร์ทหรู ระดับ World-Class ไว้คอยรองรับนักท่องเที่ยวอย่างมากมาย รวมไปถึงเทศกาลที่น่าสนใจไว้คอยดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศได้ไม่น้อย มีอุทยานแห่งชาติ ถึง 15 แห่ง

https://konruay.com

ในฤดหนาวก็ยังสะดวกในการท่องเที่ยวได้เช่นกัน แม้ในยามค่ำคืนในการท่องราตรีก็ยังมีแหล่งบันเทิงใจไว้คอยบริการไม่ต้องกลัวว่าจะเงียบเหงา เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งในโลกที่หลายคนไม่อยากจะพลาด!!

https://konruay.com

มีแหล่งมรดกโลกจากองค์กรยูเนสโกได้ประกาศถึง 41 แห่ง ทั้งด้านวัฒนธรรมและด้านธรรมชาติ  เรียกได้ว่ามีแหล่งท่องเที่ยวที่เสน่ห์แรงไม่แพ้ที่ใดในโลก

https://konruay.com

กลุ่มนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากฝั่งยุโรป , อังกฤษ , ฝรั่งเศส , อิตาลี และ เยอรมนี

4. จีน – 59.3 ล้านคน

ประเทศจีนมีสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอันเป็นที่นิยม ได้แก่ กำแพงเมืองจีน , ปักกิ่ง ,ซีอาน , เซี่ยงไฮ้ ,กุ้ยหลิน , หางโจว , ลาซา , ซูโจว , หวงซาน ,5 ภูเขาของจีน ,เมืองโบราณลี่เจียง ,น้ำตกหวงกว่อซู่ ที่เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน สูงถึง 68 เมตร กว้าง 84 เมตร ซึ่งมีความยิ่งใหญ่ตระการตามาก!!  ตามมาด้วย พระราชวังต้องห้าม หรือ พระราชวังกู้กง

https://konruay.com

ซึ่งทางองค์กรยูเนสโกได้ประกาศให้จีนมีมรดกโลก กว่า 41 แห่ง ที่เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ

เมื่อ ปี 2014 มีนักท่องเที่ยวไปเยือนจีนสูงถึง 55.6 ล้านคน ซึ่งนำเงินเข้าประเทศที่สูงมาก โดยจีนมียอดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี

คาดการณ์ว่าใน ปี 2020 จีนอาจติดอันดับ 1 ของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก และ จะนำเงินเข้าประเทศเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า $2.38 billion นับจากของเดิม เพราะการท่องเที่ยวจีนก้าวกระโดดเพิ่มขึ้นทุกปี ตั้งแต่ปี 2016 ถึง 15.2%

ทำให้เกิดการสร้างรายได้ และ คนมีงานทำเพิ่มมากขึ้นถึง 22.5 ล้านคน

ในปัจจุบันคนมีงานทำเพิ่มมากขึ้นจากการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 65 ล้านคน

https://konruay.com

โดยรัฐบาลจีนได้มีการโปรโมทการท่องเที่ยวอย่างหนัก สร้างจุดสนใจโดยการใช้สถานที่สำคัญๆที่มีชื่อเสียง  เป็นสื่อเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา จนกลายเป็นสถานที่ยอดนิยมติดกระแสขยายเป็นวงกว้างในระดับโลกได้ในที่สุด

https://konruay.com

โดย ปี 2015 จีนทำรายได้จากการท่องเที่ยงเข้าประเทศอยู่ที่ $114 billion

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากประเทศ ไทย , ญี่ปุ่น , เกาหลีใต้ , มัลดีฟ ,รัสเซีย และ อังกฤษ เป็นต้น

 

5. อิตาลี – 52.4 ล้านคน

ประเทศอิตาลีมีเงินรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยว สูงถึง $47,152,292,600

โดยอิตาลีเป็นดินแดนในฝันของใครหลายคนก็ว่าได้

มีแหล่งสถาปัตยกรรมอันมหัศจรรย์ มีแหล่งประวัติศาสตร์อันยาวนานเก่าแก่ มีอุทยานแห่งชาติที่หลากหลาย มีงานศิลปะอันล้ำค่า มีตึกอาคารที่งดงามตระการตา มีโบราณสถาน โบราณคดี และ มีวัฒนธรรมที่เก่าแก่ รวมไปถึงสถานที่มากกว่า 50 แห่ง ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกอันเลื่องชื่อ

https://konruay.com

จึงเป็นเหตุดึงดูดใจของนักท่องเที่ยวหลายคน ที่อยากมาสัมผัสกับบรรยากาศที่นั่น

สถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังในอิตาลี ได้แก่ เวนิส,โรม , ฟลอเรนซ์ , ปอมเปอี , ซอร์เรนโต ,ซานจีมิญญาโน , Orvieto, Manarola และ มิลาน เป็นเมืองที่มีความเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับพิเศษที่ไม่ซ้ำกับใคร ไม่ว่าจะเป็นในด้านประวัติศาสตร์ อาหาร วัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ยิ่ง

https://konruay.com

จึงทำให้อันดับการท่องเที่ยวในประเทศอิตาลีไม่เคยตกเลยซักครั้ง บูม!!!เอามาก

ในปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวของอิตาลีโตขึ้นกว่า 20.3 % โดยเมือง เวนิส มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 19.4 % ก็ยิ้มแฉ่ง😃ไปตามๆกัน

https://konruay.com

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากประเทศ เยอรมนี , อังกฤษ , อเมริกา , จีน , Croatia , ฝรั่งเศส , เนเธอร์แลนด์, สวิตเซอร์แลนด์ , ออสเตรีย , สเปน ,โปแลนด์ และ รัสเซีย เป็นต้น

 

6. อังกฤษ – 35.8 ล้านคน

ประเทศอังกฤษมีรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า $17.2 billion

https://konruay.com

อังกฤษเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมหลากหลายรวมไปถึงประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและมีคุณภาพสูง

https://konruay.com

 

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในอังกฤษที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบ ได้แก่ ลอนดอน , Liverpool , เมืองบริสตอล , เมืองบาธ , ดอร์เซต ,ไบรตัน , คอทส์โวลส์ , คอร์นวอลล์ ,เดวอน , Newcastle upon Tyne , The New Forest ,Cambridge ,Whitstable ,Margate , ปราสาทAlnwick ,Lake District หรือ Lakeland เป็นเมืองแห่งทะเลสาบ และ อุทยานแห่งชาติที่โด่งดังมากที่สุดในอังกฤษ

https://konruay.com

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากฝั่งยุโรป , อเมริกา และ แคนาดา

 

7. เยอรมนี – 35.6 ล้านคน

ในตลอด ปีที่ผ่านมา เยอรมนีมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เพิ่มมากขึ้นทุกปี

ทำให้เกิดรายได้เข้าประเทศไม่ต่ำกว่า 4.5% และ มีการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน จริงๆไม่ใช่แค่ไปท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการติดต่อในเรื่องธุรกิจ และ ด้านการศึกษาอีกด้วย

https://konruay.com

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเยอรมนีที่คนส่วนใหญ่ชื่นชอบ ได้แก่ เบอร์ลิน (Berlin) , ฮัมบวร์ก (Hamburg) และ มิวนิค (Munich) ส่วนนักท่องเที่ยวล้านกว่าคนยังนิยมไปเยือน อุทยานแห่งชาติ Jasmund National Park , อุทยานแห่งชาติ Saxon Switzerland National Park

https://konruay.com

อุทยานแห่งชาติ Western Pomerania Lagoon Area National Park , มหาวิหารโคโลญ , Black Forest , Rhine Valley , Miniatur Wunderland , ประตูบรันเดินบวร์ค , ปราสาทนอยชวานสไตน์ เป็นต้น

https://konruay.com

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากประเทศ เนเธอร์แลนด์ , สวิตเซอร์แลนด์ , อเมริกา , อังกฤษ , ออสเตรีย , ฝรั่งเศส , เดนมาร์ก , จีน , เบลเยียม และ อิตาลี เป็นต้น

 

8. เม็กซิโก – 35.0 ล้านคน

เม็กซิโกเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของทวีปอเมริกาเหนือ

https://konruay.com

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญก็คือ ชายหาดอันเก่าแก่ที่งดงามในระดับโลก เช่น ย่านเมืองแคนคูน , Riviera Maya , Isla Mujeres ,Puerto Vallarta , Los Cabos , เกาะโกซูเมล และ ยังมีรีสอร์ทในระดับ World-Class ไว้คอยบริการ

https://konruay.com/

 

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การท่องเที่ยวของเม็กซิโกเติบโตขึ้นอย่างลำดับ มีแต่พุ่งกับพุ่ง✈ เพราะ ที่เม็กซิโกเต็มไปด้วยแหล่งวัฒนธรรมที่มีคุณค่า และ พิพิทภัณฑ์ต่างๆ

อีกทั้งองค์กรยูเนสโกยังยกให้พื้นที่ในเม็กซิโกหลายๆส่วน เป็นมรดกโลก ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ทำไมหลายคนจึงรักที่จะไปเยือนที่นั่น

https://konruay.com/

เม็กซิโกได้เงินจากการท่องเที่ยวเข้าประเทศอยู่ที่ $21.3 billion

โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจาก อเมริกา , แคนาดา , อังกฤษ , Colombia , อาร์เจนตินา , สเปน , บราซิล , เยอรมนี , ฝรั่งเศส , เปรู และ เอเชีย

9. ไทย – 32.6 ล้านคน

การท่องเที่ยวที่ไทยเพิ่มมากขึ้นกว่า 9%

https://konruay.com/

โดย 12% มาจากจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

12%  มาจากอเมริกา

และ นอกนั้นก็มาจากกลุ่มอื่น นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่สุดมาจากประเทศจีน รองลงมาคือฝั่งยุโรป โดยมีเงินเข้าประเทศอยู่ที่ $56 billion

https://konruay.com/

ทำไมนักท่องเที่ยวจึงเลือกที่จะมาเที่ยวประเทศไทย

เขาให้เหตุผลว่า ปรเทศไทยเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยแหล่งธรรมชาติอันงดงาม อากาศดี อบอุ่น หาดทรายขาวละเอียดนุ่มเท้า กลิ่นไอจากแสงแดด และ น้ำทะเล ที่ทำให้หลายคนฝันถึง อยากมาสัมผัสด้วยตัวเอง

ดำน้ำดูปะการังก็ได้ มีเรือยอร์ชไว้คอยบริการลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

ผู้คนเป็นมิตร อัธยาศัยดี เป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม ไม่เครียด

แหล่งช้อปปิ้งก็ดังในระดับโลก มวยไทยก็ขึ้นชื่อ อาหารไทยก็ชื่อเสียงดี ชวนลิ้มลอง

นี่จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เยอะ ในความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทย

ที่สำคัญราคาแห่งความประทับใจ มีให้เลือกตามความสะดวก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ในทุกอรรถรสตามไลฟ์สไตล์ที่นักท่องเที่ยวกำหนดได้เอง

ตัวอย่าง

นักท่องเที่ยวที่เป็นดารา คนดัง คนรวยที่เคยมาเยือนประเทศไทย ได้แก่ บิล คลินตัน , มาดอนนา , Maroon 5, Bono , ริชาร์ด แบรนสัน ,จอห์น คูแซก ,โซฟี มังก์ , ลินด์ซีย์ ดี โลฮาน เจสัน สเตธัม , Rihanna 

https://konruay.com

แกเร็ธ เบล , กอร์ดอน แรมซีย์ , เซอร์ พอล แม็กคาร์ตนีย์ , บียอนเซ่ , ฤติก โรศัน , เคต มอส ,แฮร์ริสัน ฟอร์ด , Mick Jagger, Jerry Hall ,  เนโอมี แคมป์เบลล์ , จอห์นนี เดปป์,นิโคล เชอร์ซิงเงอร์ ,เบลก ไลฟ์ลี , Lucy Mecklenburgh พร้อมแฟน, Jodie Kidd , Naomi Harris และ แพรีส ฮิลตัน

https://konruay.com/

แอนเจลีนา โจลี พร้อม แบรด พิตต์ และ ครอบครัวในสมัยก่อน โดยเธอเสียค่าใช้จ่ายต่อคืนอยู่ที่ คืนละ $18,000 

ครอบครัวคาร์เดเชียน ก็มาเที่ยวในประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยเสียค่าใช้จ่ายรายสัปดาห์ อยู่ที่สัปดาห์ละ $150,000

รวมไปถึง คริสเตียโน โรนัลโด และ เดวิด เบคแคม พร้อมภรรยาและครอบครัว อีกด้วย 

https://konruay.com/

โดยประเทศไทยมีจีดีพีที่ได้จากการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 20.2%

มีคนคาดการณ์ว่า ภายในปี 2032 หรือ อีก 14 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยว ถึง 100 ล้านคน เลยทีเดียว

 

10. ออสเตรีย – 28.1 ล้านคน

ออสเตรียมีรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยว ถึง 9%

ยกตัวอย่างเมื่อ ปี 2016 ออสเตรียมีรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยว สูงถึง $ 45,574,440,000

โดยนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกสามารถเที่ยวได้ ทั้งในช่วงซัมเมอร์ และ ฤดูหนาว

https://konruay.com

เดือนที่คนนิยมไปท่องเที่ยวมากที่สุด คือ เดือนกุมภาพันธ์ , กรกฎาคม และ สิงหาคม

เวียนนา คือ เมืองที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศมากที่สุด เที่ยวได้ทั้งช่วงฤดูร้อน และ ฤดูหนาว ตามมาด้วยเมือง Salzburg

 

พระราชวังเชินบรุนน์ (Schönbrunn Palace) , Salzkammergut , อินส์บรูค , เมืองZell am See ,Wachau , St Anton am Arlberg , Wörthersee , Bad Gastein , เมืองกราซ และ สถาปัตยกรรมต่างๆรวมไปถึงสิ่งก่อสร้างที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อีกมากมาย

https://konruay.com

กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมทำกันโดยส่วนใหญ่ คือ สกี การเดินป่า ขึ้นเขา ปีนเขายามหน้าหนาว

โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจาก เยอรมนี , เนเธอร์แลนด์ , สวิตเซอร์แลนด์ , อิตาลี , อังกฤษ และ จีน ไปเที่ยวพักผ่อนกัน!!

สรุป

10 ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก

  1. ฝรั่งเศส  – 82.6 ล้านคน
  2. สหรัฐอเมริกา  – 75.6 ล้านคน
  3. สเปน  – 75.6 ล้านคน
  4. จีน  – 59.3 ล้านคน
  5. อิตาลี  –  52.4 ล้านคน
  6. อังกฤษ – 35.8 ล้านคน
  7. เยอรมนี  – 35.6 ล้านคน
  8. เม็กซิโก – 35.0 ล้านคน
  9. ไทย  – 32.6 ล้านคน
  10. ออสเตรีย – 28.1 ล้านคน

ข้อมูลจาก World Tourism rankings

10 เมืองยอดนิยมที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในโลก

  1. กรุงเทพ  – 20.2 ล้านคน
  2. ลอนดอน  – 20 ล้านคน
  3. ปารีส  – 16.1 ล้านคน
  4. ดูไบ  – 16 ล้านคน
  5. สิงคโปร์ –  13.45 ล้านคน
  6. โตเกียว – 12.5 ล้านคน
  7. กรุงโซล  – 12.44 ล้านคน
  8. นิวยอร์ก – 12.4ล้านคน
  9. กัวลาลัมเปอร์  – 12.1 ล้านคน
  10. ฮ่องกง – 9.25 ล้านคน

ข้อมูลจาก UK.businessinsider.com

10 ประเทศที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก

  1. สหรัฐอเมริกา – $204.5 billion
  2. จีน  – $114.1 billion
  3. สเปน  – $56.1 billion
  4. ฝรั่งเศส  – $45.9 billion
  5. อังกฤษ  – $45.5 billion
  6. ไทย  – $44.6 billion
  7. อิตาลี  – $39.4 billion
  8. เยอรมนี  – $36.9 billion
  9. ฮ่องกง  – $36.2 billion
  10. มาเก๊า  – $31.3 billion

* ยอดเงินปัจจุบันอาจมากกว่าตัวเลขที่แจ้งมาได้นะคะ

10 ประเทศที่มีการจ่ายเงินไปกับการท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก

  1. จีน  –  $258 billion
  2. สหรัฐอเมริกา  – $145.7 billion
  3. เยอรมนี  – $106.6 billion
  4. อังกฤษ  – $79.9  billion
  5. ฝรั่งเศส – $59.4 billion
  6. รัสเซีย  – $53.5 billion
  7. แคนาดา  – $35.2 billion
  8. อิตาลี  – $28.8 billion
  9. ออสเตรเลีย  – $28.6 billion
  10. บราซิล  – $25.6 billion

* หมายถึง ยอดเงินคนทั้งประเทศ ที่จ่ายเงินออกไปกับการท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งหมดนะคะ

https://konruay.com

Nike กับ Adidas กับมูลค่าแบรนด์ใครรวย?

จาก Forbes จัดอันดับ ปี 2018 มูลค่าแบรนด์ที่รวยที่สุดในโลก Nike (+8%) ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 27  ส่วน Adidas (+20%) ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 68 และ อันดับ #1.Apple (+8%)  #2. Google (+30%) และ  #3. Microsoft (+21%)

คำถาม  ไนกี้ (Nike ) กับ อาดิดาส (Adidas) ใครเกิดก่อนกัน?

https://konruay.com

คำตอบ  คือ อาดิดาส (Adidas) เกิดก่อนไนกี้ (Nike ) เพราะ ชื่อ อาดิดาส (Adidas) ใช้เป็นทางการเมื่อ ปี 1949 โดยชาวเยอรมัน ชื่อ Adolf “Adi” Dassler  ซึ่งมีประวัติยาวนานกว่า 68 ปี

https://konruay.com

ส่วนไนกี้ (Nike ) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ปี 1964 โดยชาวอเมริกัน ชื่อ “บิลล์ บาวเวอร์แมน” และ “ฟิล ไนต์”  มีอายุการก่อตั้งแค่ 54 ปี เท่านั้น!!

https://konruay.com

สรุป คือ อาดิดา (Adidas) เกิดก่อน ไนกี้ (Nike ) 

ูลค่าแบรนด์ของไนกี้ (Nike )

https://konruay.com

มีมูลค่าแบรนด์อยู่ที่ $27 billion ส่วน Market Cap อยู่ที่ $110.3 billion มียอดขายในปี  2018  โตขึ้นกว่า 12 % 

จากทั่วโลกแบรนด์ทั้งหมดจำนวน 2,000 แบรนด์

https://konruay.com

ยอดขาย ของ Nike อยู่ในอันดับ ที่  258

Nike ทำกำไร อยู่ในอันดับ ที่ 132

โดย Nike ตั้งเป้าการทำรายได้ ในปี 2020 ไว้ที่ $50 billion

https://konruay.com

Nike เป็นแบรนด์กีฬาที่ทุ่มให้กับค่าโฆษณามาก โดยใช้เงินต่อปี ในด้านโฆษณามากกว่า $3 billion

Nike มีฐานการผลิต กว่า 42 ประเทศทั่วโลก มีโรงงานมากกว่า 566 แห่ง มีจำนวนพนักงานกว่า 1,015,696 คน มียอดจำหน่ายสินค้าต่อปี อยู่ที่ 900 ล้านชิ้น

ูลค่าแบรนด์ของอาดิดาส (Adidas)

https://konruay.com

มีมูลค่าแบรนด์อยู่ที่ $7.5 billion ส่วน Market Cap อยู่ที่ $45.1 billion ยอดขายปี 2018 โตขึ้นกว่า 41 %   ส่วน “Adidas” ตั้งเป้าที่จะทำรายได้ ในปี 2020 อยู่ที่ $30,188,158

Adidas มีฐานการผลิตอยู่ที่ 60 ประเทศทั่วโลก มีโรงงานกว่า 1,000 แห่ง มีจำนวนพนักงานทั่วโลกอยู่ที่ 60,000 คน   การผลิตจะใช้หุ่นยนต์เข้ามาช่วยอย่างมีคุณภาพ มียอดขายรองเท้าต่อปี อยู่ที่ 250 ล้านคู่

https://konruay.com

มีแนวโน้มการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง Adidas เป็นสินค้าที่ดีและมีคุณภาพสูง ซึ่งได้คำชมจากฝั่งลูกค้าเยอะมาก ว่ายอดเยี่ยมจริงๆ!!

อดีต CEO อาดิดาส (Adidas) แบรนด์ยักษ์ใหญจากเยอรมนี

“Herbert Hainer” ชาวเยอรมัน เป็น CEO ตั้งแต่ ปี 2001 – 2017 แต่เข้าเริ่มงานกับอาดิดาส เมื่อปี 1987 ในตำแหน่ง Sales Director

https://konruay.com

 

ารเตรียมตัวในการทำงานในแต่ละวันของเขา คือ

เขาตื่น 6.30 – 7.00 . เพื่อทำธุระส่วนตัว พอเสร็จแล้ว ก็หากาแฟร้อนสักถ้วยดื่ม เพื่อความกระปรี่กระเปร่า

“Herbert Hainer” มีรองเท้าของ Adidas ทั้งหมดเกือบๆ 100 คู่ รุ่นที่ชอบมากที่สุด คือ “Stan Smith”  ซึ่งผมมีเยอะมากครับ รุ่นนี้

าม-ตอบ คำถาม?  ในฐานะ CEO – Adidas

https://konruay.com

Q : ถ้ามีคนเรียกชื่อแบรนด์รองเท้าคุณผิด คุณรู้สึกอย่างไร?

A : ผมไม่รู้สึกอะไร ตราบใดที่เขายังซื้อและใช้บริการสินค้าของเราอยู่ ผมก็ OK แล้ว

Q : คุณอยากเป็นอะไรเมื่อคุณโตขึ้น?

A : ผมอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และ ทีมโปรดผม คือ “บาเยิร์น มิวนิค”

https://konruay.com

Q : ให้เลือกระหว่าง”โยคะ” และ “ชกมวย” คุณจะเลือกเล่นอะไร?

A : ชกมวย ครับ

Q : ถ้าหากคุณจะเลือกพนักงานสักคน มาทำงานด้วย คุณจะมองที่คุณสมบัติใด เป็นอันดับแรก?

A :  ผมจะมองหาคนที่มีสปิริตของผู้ประกอบการมาทำงาน เพราะ เขาจะทำงานเหมือนกับว่า นี่คือ “บริษัทของเขาเอง”

Q : ใครคือบุคคลที่มีอิทธิพลต่อคุณมากที่สุด?

A : “ภรรยา”ของผมครับ เพราะ เธอเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่ดี  จริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม และ มีเหตุผล

Q : คุณมีประสบการณ์ในการเป็น CEO มานาน อะไรที่คุณเรียนรู้มาว่าสิ่งนี้ CEO ที่ดีไม่สมควรทำ?

A :  ไม่ควรหลอกลวง หรือ โกหกคนอื่น หรือ นำคนอื่นไปในทางที่ผิด

Q : อะไรที่คุณเรียนรู้ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น?

A : การเป็นผู้ฟังที่ดี และ เปิดใจรับฟังในความคิดเห็นของคนอื่น

 

Mark Parker คือ CEO – ไนกี้ (Nike )

https://konruay.com

เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน และ เป็น CEO ไนกี้ (Nike )

“Mark Parker”  ได้รับเงินเดือนใน ปี 2017 อยู่ที่ $13.9 million ได้เงินโบนัสโดยประมาณ $594,190 และ ได้รับหุ้นจากบริษัทอยู่ที่ $3,500,087 + กับเงินอินเซนทีฟอื่นๆอีก

รายได้รวมโดยประมาณ เขาจะได้ระหว่าง $47.6 million – $33.5 million

Mark Parker” เข้าร่วมงานกับ “ไนกี้” ตั้งแต่ ปี 1979 โดยเขามีรายได้รวมทั้งสิ้นอยู่ที่ $250 million

เมื่อปี 2016 เขาติดอันดับที่ 16 ของ CEO ที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุด คือ จำนวนเงิน 47.6 million ต่อปี

https://konruay.com

“คนที่ทำงานในระดับผู้บริหารของ Nike ”   กล่าวว่า

ที่นี่มีโอกาสให้กับคุณมากมาย การทำงานของเรา คือ การลงพื้นที่ ไปคลุกคลีกับนักกีฬาตัวจริงที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา สอบถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรในตัวสินค้า และผลิตภัณฑ์

ผู้ใช้บริการมีข้อแนะนำอะไรบ้าง เพื่อนำไปพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือ ผู้ใหญ่ เพื่อเราได้ข้อมูลจริงกลับมาใช้ในการพัฒนางาน R&D รวมไปถึงดีไซด์ เพื่อ สร้างโปรดักส์ใหม่ๆ ให้เหมาะกับผู้บริโภคมากที่สุด และ เข้าถึงกลุ่มคนให้มากที่สุด

เราเจอผู้คนมากมาย ทั้งต่างภาษา  วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม ต่างพื้นที่แต่ละประเทศ เราต้องการข้อมูลทุกกลุ่ม เพื่อนำข้อมูลความต้องการเหล่านั้นไปวางแผน ในสิ่งที่เราจะทำในอนาคต และ ในปีถัดไปว่าคืออะไร

 

พวกเราทำงานด้วย “Passion” ในด้านกีฬา เข้าถึงตัวนักกีฬา และ ผู้ใช้งานจริง “เราอยากสร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้กับทุกคน”

ไม่ว่าคุณจะทำอะไร  คุณอย่ายอมแพ้อะไรง่ายๆในสิ่งที่คุณทำ เพราะ  ทุกคนมีเส้นทางอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง  ถ้าคุณไม่ยอมแพ้ซะอย่าง  วันแห่งชัยชนะ และ เส้นชัยแห่งความสำเร็จจะเป็นวันของคุณ!! 

Just do it “

https://konruay.com

 

 

 

มาดู!!นิสัยความประหยัดของเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญกัน

รวยแล้วยังประหยัดได้อีก หลายคนคงไม่คาดคิด ว่าทำไมคนรวยถึงมีนิสัยประหยัดได้ขนาดนี้ ไม่ใช่รวยธรรมดาแต่รวยระดับเศรษฐีพันล้านเหรียญ อย่าง “เจฟฟ์ เบซอล” “บิล เกตส์” และ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” บางท่านถึงขนาดห่อข้าวไปกินที่ทำงาน ปั่นจักรยานไปทำงาน ใช้นาฬิกาถูกๆ รถเก่าๆ สูทเก่าๆ พักโรงแรมถูกๆ ใช้บริการเครื่องบินชั้นประหยัด เป็นต้น

นิสัยความประหยัดอาจไม่ได้ทำให้รวย แต่นิสัยประหยัดก็ไม่ได้ทำให้จนลงเช่นกัน แต่นิสัยประหยัดจะช่วยให้มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น เพื่อที่จะนำเงินที่เหลือไปทำอย่างอื่นได้อีก เช่น ลงทุน สร้างธุรกิจ สร้างรายได้ เป็นต้น

“บิล เกตส์” เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกา ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ ที่รวยเป็นอันดับ 2 ของโลก

ในบางครั้งที่ไปประชุมนอกสถานที่ ท่านยังใช้บริการเครื่องบินชั้นประหยัด

ใช้นาฬิกาคาสิโอในราคาแค่ $10 เท่านั้น!!  “ท่านกล่าวว่า”  ใส่ไปเล่นเทนนิสก็สะดวกดีไม่เทอะทะด้วย

https://konruay.com

บิล เกตส์กล่าวว่า ท่านไม่ชอบใช้เงินอย่างทิ้งๆขว้างๆ อย่างไม่สมควร อะไรที่พอประหยัดได้ท่านก็จะประหยัด แม้จะรวยเป็นเศรษฐีพันล้านท่านก็ไม่นิยมใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย

https://konruay.com

ผมไปออกทริป กับ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เพื่อนสนิท เราก็ใช้คูปองส่วนลดของแมคโดนัลกันตามปกติ

 

“อิงวาร์ คัมพราด” (Ingvar Kamprad) เป็นนักธุรกิจชาวสวีเดน

ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้ว เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2018 ด้วยวัย 91 ปี เป็นผู้ก่อตั้งเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังระดับโลก อย่าง “อิเกีย” (IKEA) ท่านมีรายได้อยู่ที่ $58.7 billion

https://konruay.com

ท่านเริ่มทำการค้าขายมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ขายทุกอย่างที่ขายได้ เช่น  ขายปลา  ขายเมล็ดพืช  ขายต้นคริสต์มาส  ขายไม้ขีดไฟ  ขายการ์ดอวยพร  ขายดินสอปากกา  ขายของเบ็ดเตล็ดและของตกแต่งอื่นๆ  เป็นต้น

https://konruay.com

ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านใช้รถวอลโว่เก่าๆ  มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี  เวลาเดินทางก็ใช้บริการเครื่องบินโดยสารราคาชั้นประหยัด  เดินทางโดยรถบัส  หรือ  ขนส่งสาธารณะ พักโรงแรมราคาถูก  เวลาซื้อของทั่วไปท่านก็ใช้บริการร้านค้าของคนท้องถิ่น

https://konruay.com

บ้านที่อยู่ก็เป็นบ้านธรรมดาไม่ใช่คฤหาสน์หรูหราแต่อย่างใด  แม้ท่านจะเป็นถึงเจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังในระดับโลกก็ตาม  ท่านยังสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาๆ ติดดินมากๆ ชีวิตส่วนตัวของท่านเป็นคนที่มีนิสัยประหยัดมัธยัสถ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  ท่านใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา

“ลี กา ชิง” ( Li Ka-shing) เป็นอภิมหาเศรษฐีจากฮ่องกง วัย90

มีรายได้อยู่ที่ $ 37.7 billion  ท่านทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และ การลงทุนต่างๆอย่างมากมาย สิ่งที่ทำให้หลายคนประหลาดใจ คือ ท่านใส่นาฬิกาในราคาแค่ $400 เท่านั้น!!

https://konruay.com

ใครๆคงคิดว่าเป็นถึงมหาเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญ น่าจะใช้นาฬิกาที่แพงกว่านี้ ถ้าไม่ลงสื่อท่านคงรวยเงียบๆ ของท่านไป เพราะ คนคงดูไม่ออกถ้าดูจากภายนอก แต่ท่านก็ใส่ของท่านมาเกิน 10 ปีล่ะ “ท่านชอบของท่านแบบนี้” คอมพิวเตอร์ก็ใช้คอมเก่าๆหลายปีไม่พังก็ไม่เลิกใช้

“สตีฟ จอบส์” เป็นธุรกิจและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน

ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอปเปิท่านใช้นาฬิกา ในราคาเรือนล่ะ $180 เท่านั้น!!

https://konruay.com

สมัยวัยรุ่นเวลาไปเที่ยวก็ไปเที่ยว แบบราคาประหยัดขาลุยแบ็คแพ็คเกอร์  เดินทางโดยรถไฟ  รถประจำทาง  และ  นอนฟรี กินฟรีถ้าเป็นไปได้  เพราะ  ต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ในช่วงวัยรุ่นนั้น  ท่านยังไม่มีรายได้มากนัก  แต่ก็ยังอยากท่องเที่ยวเพื่อเปิดโลกกว้างได้ประสบการณ์ใหม่ๆ

 

 

“Charles Ergen” เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกา

เป็น Co-founder Dish Network มีรายได้มากกว่า $13.4 billion จากสมัยก่อนท่านเคยเริ่มขายแซทเทิลไลท์ จากหลังรถบรรทุกของตัวเองมาก่อนจนกระทั่งร่ำรวยมีฐานะ

สิ่งที่ท่านทำเป็นประจำทุกวัน คือ การทำแซนวิชจากบ้านไปกินในมื้อเที่ยง และ พกเครื่องดื่มจากที่บ้านไปดื่มด้วยทุกครั้ง

https://konruay.com

ในเรื่องการโดยสารทางเครื่องบิน ท่านก็ไม่เคยใช้บริการชั้นเฟิร์สคลาสเลยสักครั้ง แต่กลับใช้บริการในราคาชั้นประหยัดแทน  ทั้งๆที่มีเงินมากมายสามารถซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวได้ ที่พักในโรงแรมก็เลือกห้องราคาประหยัดถ้ามีคนช่วยแชร์หรือหารครึ่งได้ท่านก็ยินดีมาก

พนักงานในที่ทำงาน ก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยที่ท่านใช้ชีวิตติดดินเกินไป เรียกได้ว่าใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะความเป็นจริงเยอะมาก!!

“Charles Ergen”  กล่าวว่า  มารดาผมมาจากพื้นฐานครอบครัวที่ใช้เงินอย่างประหยัดและเห็นคุณค่าของเงินมาก เพราะ ท่านเคยอยู่ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่ตกต่ำมาก่อน ท่านรู้ซึ้งและเข้าใจดี

“Jim Walton” บุตรชายของ “Sam Walton” (ผู้เป็นเจ้าของห้าง ค้าปลีก“วอลมาร์ทในอเมริกา)

มีหุ้นในวอลมาร์ท อยู่ที่ $90 billion และ มีรายได้ส่วนตัวอยู่ที่ $42.7 billion

https://konruay.com

ที่อยู่ของท่าน ก็ยังอยู่ที่เดิมตั้งแต่ห้างวอลมาร์ท ได้เริ่มก่อตั้งขึ้น เมื่อปี 1970 ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่มีประชากรต่ำกว่า 50,000 คน ท่านยังทำงานหนักเหมือนเดิม และ ยังใช้รถคันเก่าๆ

https://konruay.com

พนักงาน “กล่าวว่า” ท่านเป็นเหมือนบิดาของท่านมาก ในการทำงานหนักประหยัดอดทน ถ้าเป็นไปได้พวกเขา ก็ไม่อยากไปอยู่ในต่ำแหน่งนั้นสักเท่าไหร่

“John Caldwell” เป็นนักธุรกิจชาวอังกฤษ

เป็นผู้ก่อตั้ง Phones 4U มีรายได้อยู่ที่ $2.6 billion

ปัจจุบันท่านปั่นจักรยานไปทำงานทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า 22 กิโล ท่านกล่าวว่า ท่านเป็นคนที่เห็นคุณค่าของเงินมาก คิดก่อนจ่ายออกไปทุกครั้ง

ทำให้ท่านเป็นคนประหยัดและรู้จักในการใช้จ่ายเงินอย่างมีคุณค่า ซึ่งครอบครัวท่านเองตั้งแต่รุุ่นคุณพ่อคุณแม่ก็สอนให้ระมัดระวังในเรื่องการใช้จ่ายเงิน เพราะ เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตบ้าง นี่จึงเป็นคีย์แห่งความร่ำรวยของท่าน

“ประหยัดในสิ่งที่สมควรจะประหยัดได้ ก็ควรที่จะประหยัด”

https://konruay.com

ท่านเคยให้สัมภษณ์กับนิตยสาร Forbes  กล่าวว่า

ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อสูทในราคาแพงเว่อร์!! หรือ ซื้อไวน์แพงๆ เพื่อที่จะอวดใคร หรือ สรรหาสิ่งต่างๆมาบำรุงบำเรอให้ตนเองรู้สึกพอใจเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น!!

ท่านไม่เคยเข้าร้านตัดผมเลยสักครั้ง เพราะ ท่านตัดผมเอง เวลาซื้อเสื้อผ้าก็ซื้อในช่วงลดราคา หรือ ซื้อเสื้อผ้าที่ไม่ผ่าน QC ที่วางจำหน่าย

 

“อามันซิโอ ออร์เตก้า” (Amancio Ortega) นักธุรกิจชาวสเปน

มีรายได้อยู่ที่ $77.6 billion เป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า Zara แม้ท่านจะมีฐานะที่ร่ำรวยมากแต่ท่านก็ไม่เคยถือตัว ยังกินอาหารเที่ยงกับพนักงานที่แคนทีนอย่างเป็นกันเอง เข้าร้านกาแฟท่านก็เข้าร้านเดิมที่เคยดื่มซื้อซึ่งไม่ใช่ร้านกาแฟดังหรือหรูแต่อย่างใด

https://konruay.com

ท่านเข้าร้านอาหารหรูหราน้อยมาก เพราะ โดยมากจะทำอาหารรับประทานกันเองที่บ้านส่วนตัวกับครอบครัวมากกว่าไม่ค่อยปรากฎตัวในที่สาธารณะสักเท่าไหร่ ท่านใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะ บ้านก็ยังอยู่ในพื้นที่เดิมๆที่เคยเกิดมาตั้งแต่รุ่นบิดา มารดา

ท่านใส่เสื้อสูทตัวเก่าแนวเดิมๆทุกวันไปทำงาน และ ไม่ค่อยซื้อเสื้อผ้าใหม่ใส่ ท่านไม่ค่อยชอบออกสื่อ แต่ก็ไม่ถือตัวแต่อย่างใด

 

“David Cheriton” เป็นนักธุรกิจ นักลงทุน จากแคนนาดา

เป็นโปรเฟสเซอร์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์  ท่านเคยลงทุนกับกูเกิลในช่วงแรกๆอีกด้วย  ปัจจุบันมีรายได้อยู่ที่ $6 billion

https://konruay.com

่านตัดผมด้วยตัวเอง ใช้บริการเครื่องบินราคาถูกชั้นประหยัด  ใช้จักรยานในการเดินทางไปไหนมาไหน   ใช้รถโฟล์กเต่า ตั้งแต่ปี 1986  ดื่มชาถุงท่านใช้ซ้ำถึง 2 ครั้งจึงค่อยทิ้ง

 

“มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักธุรกิจชาวอเมริกัน

เจ้าของ Facebook ชื่อดัง กับรายได้ $77.6 billion เขายังใส่เสื้อยืดธรรมดาที่ไม่ใช่แบรนด์หรูหราแต่อย่างใด

https://konruay.com

ยังใช้รถโฟล์คสวาเกนแฮทช์แบค ตั้งแต่ปี 2014 และ รถโตโยต้าในรุ่นธรรมดาที่ไม่นับรถหรูที่มีอยู่

 

“วอร์เรน บัฟเฟตต์” นักลงทุนชื่อดังชาวอเมริกันที่หลายคนรู้จัก

ท่านร่ำรวยเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งรองจาก “บิล เกตส์” ท่านยังอยู่บ้านหลังเดิมที่โอมาฮา ตั้งแต่ปี 1985 ในราคา $31,500 อาหารเช้าท่านง่ายๆจากแมคโดนัลในราคาที่ไม่เกิน $3.17 และ ท่านใช้รถมือสองราคาถูกและคุณภาพดี

https://konruay.com

ท่านกล่าวว่า ก็ไม่รู้จะซื้อรถหรูมาทำไม แค่ขับจากบ้านไปที่ทำงานซึ่งก็ไม่ไกลเท่าไหร่คนขับรถก็ไม่มีเพราะขับรถเอง โดยตลอดทั้งปีท่านใช้รถ แค่ 5,633 กิโล เท่านั้น!! แต่ถ้าเทียบกับคนอเมริกันทั่วไป ต่อปีการใช้รถ จะเฉลี่ยอยู่ที่ 16,583 กิโล โดยประมาณ

 

“เจฟฟ์ เบซอล” เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกา

เป็นผู้ก่อตั้ง Amazon ซึ่งเป็นเศรษฐีเบอร์ 1ของโลก สมัยที่ท่านร่ำรวยเป็นเศรษฐีใหม่ๆ จนถึงปัจจุบัน ท่านก็ยังใช้รถยนต์เก่า อย่าง Honda Accord ตั้งแต่ ปี 1996 รถอีกคัน คือ รถเก่าอย่าง  Chevrolet Blazer ตั้งแต่ปี 1987

คนรวยจะมีนิสัยการใช้เงินเหมือนกันอยู่อย่างคือ ใช้เฉพาะจำเป็นจริงๆ และ ส่วนมากจะใช้เงินไปลงทุนในสิ่งที่จำเป็นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ มากกว่าการใช้ทิ้ง ต้องบอกว่านิสัยการใช้เงินของคนรวย นี่แข็งแกร่งมากนิสัยประหยัดไม่ฟุ้งเฟ้อเกินความจำเป็น

https://konruay.com

ปัจจุบัน “เจฟฟ์ เบซอล” มีรายได้เพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนมากๆ ตอนนี้อยู่ที่ $150.5 billion เป็นที่เรียบร้อย และ มีคนคาดการณ์ว่า ภายใน ปี 2030 หรืออีกแค่ 12 ปี ข้างหน้า ท่านผู้นี้จะกลายผู้ชายคนแรกที่รวยในระดับล้านล้านเหรียญ (Trillionaire) เพราะ มันจะมี Millionaire (เศรษฐีเงินล้าน) ก็คือระดับปกติ จากนั้นก็จะเป็น Billionaire ก็คือระดับ เศรษฐีพันล้าน และ ตามไปด้วย Trillionaire ก็คือ “เศรษฐีที่มีเงินระดับล้านล้าน”

จฟฟ์ เบซอล” จะเป็นชายคนแรกที่ร่ำรวยเป็น “เศรษฐีระดับล้านล้าน” ที่ไม่ใช่คนจากตระกูลเก่าแก่ ซึ่งกลุ่มนั้นก็เก่งในเรื่องการเงินเหมือนกัน มีนิสัยที่ประหยัดคล้ายกัน

สรุป คือ คนรวยระดับเบอร์ต้นๆของโลก จะมีนิสัยในการใช้จ่ายอย่างประหยัด และ เห็นคุณค่าของเงินมาก และ ใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะจริงกันเยอะ

 

 

“วอร์เรน บัฟเฟตต์”กับการใช้ชีวิต ทั้งเรื่องงาน และ การเลือกคบเพื่อน (คู่)

วอร์เรน บัฟเฟตต์กับแนวคิดทั้งในเรื่องการงาน เรื่องการใช้ชีวิต การเลือกคบเพื่อน และ การเลือกคู่ครอง เชื่อว่าหลายคน คงอยากรู้ทัศนะแนวคิดของท่าน อย่างแน่นอนว่า ท่านมีมุมมองในเรื่องเหล่านี้ย่างไร?

ท่านเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงมาก “รู้จักการคอนโทรลชีวิตของตนเองได้” ตลก ฉลาด เพื่อนเยอะ อารมณ์ดี   นิสัยในเรื่องการใช้จ่ายเงินของท่าน “การจ่ายเงินออกไปต้องมีเหตุผรองรับในทุกครั้ง” ความคิดของท่านเป็นนักธุรกิจเต็มขั้น และ เป็นนักลงทุนเต็มพิกัด ไม่เคยลงทุนเพราะอารมณ์  “ท่านเป็นนักอ่านทุกสิ่งที่ทุกอย่างที่ขวางหน้าอะไรที่เกี่ยวกับธุรกิจ ท่านอ่านแหลก” ท่านเก่งเลขจำ จำนวนตัวเลขได้หมด มีความจำเป็นเลิศ!!

วอร์เรน บัฟเฟตต์ท่านเป็นคนที่ขยันทำงานมาตั้งแต่เด็ก

“ท่านเคยเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์มาก่อน”  เคยขายหมากฝรั่ง โค้ก น้ำมะนาว เคยขายนิตยสารรายสัปดาห์ เคยรับจ้างหาลูกกอล์ฟในสนามกอล์ฟ และ มีตู้เกมหยอดเหรียญเป็นของตนเองเพื่อสร้างรายได้มากขึ้น

https://konruay.com

ท่านไม่กลัวการทำงานหนัก ไม่อายในการทำงาน “ขยันและมีความอดทนมาก” แถมยังอ่านหนังสือได้เยอะอีก แบ่งเวลาได้ดีเยี่ยม!!

ท่านเล่าให้ฟังว่า ในวัยเด็ก ท่านเป็นคนที่ชอบอะไรที่เกี่ยวกับตัวเลขมากๆ ชอบท่องจำตัวเลข ชอบสถิติต่างๆ “ท่านสามารถถอดสแควรูทในหัวได้”

หลายคนสงสัยว่าทำไม ท่านไม่ชอบใช้คอมพิวเตอร์ คำตอบ คือ “สมองท่านจดจำข้อมูลได้ดีในการเก็บรวบรวมข้อมูล” มีความรู้ในการทำสิ่งต่างๆ อย่างอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งคอมพิวเตอร์

เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกัน กล่าวว่า วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นคนที่มีมันสมองใน”การจดจำแบบเป็นภาพ” หรือ “การสร้างภาพในหัวเชื่อมโยงกันได้เก่ง” เอาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ได้ ซึ่งผมเองทำไม่ได้ขนาดนั้น เขาเป็นคนที่สามารถเรียนรู้อะไรใหม่ๆได้เร็ว ทั้งๆที่ไม่เคยเรียนสิ่งนั้นมาก่อน

https://konruay.com/

วอร์เรน บัฟเฟตต์เคยถูกปฏิเสธในการเข้าเรียนที่ฮาร์วาร์ดมาก่อน ตอนอายุ 19 และ เบนเข็มไปเรียนที่โคลัมเบียแทนจนได้เจอกับ “เบนจามิน เกรแฮม” ที่นั่น ซึ่งเป็นบุคคลที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ให้ความเคารพนับถือมาก เพราะ ท่านยกย่องในหลักปรัชญาแห่งการลงทุน ของ “เบนจามิน เกรแฮม” เป็นอย่างมาก

วอร์เรน บัฟเฟตต์เป็นบุคคลที่ชอบสะสมความรู้มาตั้งแต่เด็กเคยอ่านหนังสือของบิดาทุกเล่มจนหมด ที่เกี่ยวกับเรื่องการลงทุน ดังนั้น “คลังข้อมูลความรู้ในหัวท่าน”จึงมีค่อนข้างเยอะ จนสามารถนำไป”ประยุกต์ใช้ในระดับแอดวานซ์ได้” จนไม่จำเป็นต้องพึ่งอินเตอร์เน็ต หรือ คอมพิวเตอร์แต่อย่างใด เพราะ ข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างท่านแถบจะรู้หมดแล้ว “เนื่องจากท่านอ่านมาเยอะมาก”

https://konruay.com/

“ท่านเห็นคุณค่าในด้านการเรียนรู้” และ การพัฒนาตนเองทำให้เก่งขึ้น ฉลาดขึ้น เพราะ เวลาที่จะตัดสินใจในการลงทุนอะไร ข้อมูลในหัวท่านร้อมนำออกมาใช้เสมอ!!

วอร์เรน บัฟเฟตต์กับ อาหารที่ชอบ

https://konruay.com

ร้านอาหารที่ท่านรับประทานเป็นประจำ จะเป็น”ร้านธรรมดาในพื้นที่ท้องถิ่น”แถวนั้น ที่ท่านเคยอยู่อาศัยมาตั้งแต่เด็ก กับราคามิตรภาพเป็นกันเองและอร่อยปาก

https://konruay.com

อาหารที่ท่านชอบ ก็ประเภทสเต็กทีโบน เบอร์เกอร์ เฟรนฟราย เบคอน ชีส ไข่คน ไส้กรอก ข้าวโพด และ ท่านไม่ดื่มแอลกอฮอล์

https://konruay.com

วอร์เรน บัฟเฟตต์ให้คำแนะนำในการเลือกคู่ชีวิต

ในการเลือกคู่ครอง หรือ คู่ชีวิตที่ดี “อย่างมีคุณภาพ”ที่จะอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืนยาวนานถาวรไปจนตาย ท่านแนะนำว่า

https://konruay.com

“จงเลือกคนที่มีมันสมอง” ฉลาด บุคลิกภาพดี ไม่จำเป็นต้องเลือกคนที่หน้าตาเท่านั้น แต่เป็นคนมีอารมณ์ขัน ไม่เรียกร้องเอาจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมากเกินไป (กรณีหวังรวยผ่านการแต่งงานโดยมองที่ผลประโยชน์เป็นหลัก) หรือ เรียกร้องเยอะเกิน

https://konruay.com

วอร์เรน บัฟเฟตต์ได้ให้ความเห็นในเรื่องการใช้เวลาว่า “ถ้าคุณยังอยู่ในวัยเรียนควรเรียนให้ดี” เพราะเมื่อเวลาผ่านไปแล้ว หากคุณมองย้อนลับไป คุณจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองว่า”ไม่น่าจะเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นในชีวิต” และ น่าจะทำอะไรให้ดีกว่านี้ ที่”นับค่าได้”

“วอร์เรน บัฟเฟตต์” กับ ชีวิตในการทำงาน

ตารางเวลาที่ท่านทำงานเป็นประจำทุกวัน นอกเหนือจากที่ต้องบินไปดูงาน หรือ มีประชุมนอกสถานที่

ท่านเริ่มเข้างานตอน 8.30 . ในตอนเช้า ท่านจะใช้เวลาในการอ่านข่าวสาร หรือ รายงานต่างๆราวๆ 2 ชม. ในบางช่วงก็รับสายโทรศัพท์ถ้ามีคนโทรเข้ามา ถ้ามีนัดพูดคุยที่ออฟฟิซท่านก็ใช้เวลาราวๆชั่วโมงกว่าๆ ไม่ก็บางที มีไปรับประทานอาหารเที่ยงด้วยกัน จากนั้นก็เลิกงานกลับบ้านตอน 5.30 . และ โต๊ะทำงานที่ท่านใช้อยู่ปัจจุบัน ก็เป็น”โต๊ะทำงานเก่าของบิดา”

https://konruay.com

“การบริหารงานของท่าน” ท่านไม่ชอบบริหารงาน “แบบตีปิงปอง” คือ คนนี้ว่ายังงั้น คนนั้นว่ายังงี้โต้กันกลับไปกลับมาในการทำงาน หากใครที่ร่วมงานกับท่านแล้วข้อมูลไม่พร้อมในการให้คำตอบ เวลาที่ท่านถามคำถามแล้วตอบไม่ได้ ท่านจะเงียบ จากนั้นท่านจะตัดสินใจไปเลย

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ”  ท่านไม่มีใครเป็นที่ปรึกษาในการลงทุน” หรือ ทำธุรกิจ “แต่”คนที่เป็นที่ปรึกษาตัวจริงของท่าน คือ “คนที่อยู่ในกระจก เวลาที่ท่านยกกระจกขึ้นมาส่องหน้าตัวเอง”

วอร์เรน บัฟเฟตต์ชีวิตความสัมพันธ์ กับ เพื่อน และ คนรอบข้าง

ท่านเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะมาก และ มีความสัมพันธ์กับเพื่อนในทางที่ดี ท่านเลือกคบเพื่อนที่มีความซื่อสัตย์ และ มีความจงรักภักดีต่อกันและกัน “ไม่ขายเพื่อน” ท่านจะไม่พูดแง่ลบ หรือ “พูดลับหลังเพื่อนในทางที่ไม่ดี”  ท่านรู้วิธีออกห่างจากคนที่ไม่เหมาะในการสร้างมิตร

ท่านชอบสร้างมิตรกับบุคคลที่สมควรจะได้รับมิตรภาพอันดีๆต่อกัน ท่านสามารถบริหารเรื่องความสัมพันธ์กับบุคคทั่วไปได้ดี ท่านเป็นคนที่รู้จักในการพูดคุยดีลงานในทางธุรกิจ และ “ท่านไม่ชอบวิพากษณ์วิจารณ์ใคร”

https://konruay.com

ท่านเป็นคนที่รู้จักตนเองดีว่าชอบอะไร และ ไม่ชอบอะไร รู้จักจุดอ่อน จุดแข็งของตนเองเป็นอย่างดี

รู้ว่าชอบคนประเภทไหน ท่านชอบคนซื่อสัตย์ “คนไหนที่ไม่ซื่อสัตย์อาจไม่สามารถทำธุรกิจร่วมกันหรือเป็นเพื่อนกันได้” ท่านชอบคนที่ไม่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง “ไม่เห็นแก่ตัวแต่เห็นแก่คนอื่น”

“ใครมาขอคำปรึกษาท่านตอบให้หมด” ขอให้ถาม ถ้าถามมาท่านก็ตอบให้  ซึ่งมีนักเรียนคอลเลจมาขอคำปรึกษาท่านเยอะพอสมควร “ท่านก็ยินดีให้คำแนะนำ” เพราะ ท่านชอบสอน และ ให้คำแนะนำอยู่แล้ว

https://konruay.com

“จุดที่ทำให้ท่านประสบความสำเร็จในธุรกิจ และ การเป็นนักลงทุนที่ยิ่งใหญ่” 

คือ “การโฟกัสในสิ่งที่ทำ”อย่างไม่ละสายตา ซึ่ง”บิล เกตส์” ผู้ที่เป็นเพื่อนสนิทของท่านก็คิดเห็นอย่างเดียวกันว่า”การโฟกัส” จึงเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จอย่างแท้จริง!!

https://konruay.com

ลูกชาย“วอร์เรน บัฟเฟตต์”เล่าเรื่องการเป็นลูกคนรวย

วอร์เรน บัฟเฟตต์ลูกชายเล่าว่า.. ในช่วงวัยเด็กพวกผมไม่รู้ตัวเลยว่าเกิดมาในครอบครัวคนที่มีฐานะร่ำรวย  คุณพ่อท่านมีชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่าย สมถะ ไม่ฟุ้งเฟ้อ พี่สาวผมก็ไม่รู้เช่นกันว่า “ท่านรวยมาก” อาชีพที่คุณพ่อทำพวกเราก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่ามันคืออะไรกันแน่  การวิเคราะห์หลักทรัพย์ (Security Analysis) คืออะไร? ไม่รู้จัก!! แต่พวกเราคิดกันว่า ท่านน่าจะเป็น รปภ.” (พนักงานรักษาความปลอดภัย = Security Guard)

พวกเรามารู้ตัวกันอีกทีว่า”คุณพ่อรวยมาก”ก็ อายุ 20 ต้นๆกันแล้ว

Howard Buffett (บุตรชายคนที่ 2) ผู้เป็นเจ้าของฟาร์มข้าวโพด

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ” พูดถึงบุตรชายคนที่ 2 ว่าเขาเป็นคนที่ชอบในการทำฟาร์มมากๆ ชอบที่จะได้ลงไปคลุกฝุ่นสัมผัสกับท้องทุ่ง ผืนดิน กลิ่นไอธรรมชาติ “เขามีความสุขในแบบฉบับของเขาเอง” เป็นคนที่ทำงานหนัก

https://konruay.com

เขาเก่งมากในเรื่องการเกษตร เพียงวัย 5 ขวบ ก็เริ่มทำการเพาะปลูก “เขาเคยเปลี่ยนสวนหลังบ้านให้กลายเป็นฟาร์มข้าวโพดมาแล้ว”

พอโตขึ้น เขาคิดจะซื้อที่ดินมาทำฟาร์มส่วนตัว  เขาก็มาขอยืมเงินจากผม  ผมก็ให้เงินเขาไปลงทุน แต่มีเงื่อนไข “ต้องจ่ายเงินคืนทุกเดือนตามน้ำหนักตัว” ถ้าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นก็จ่ายเพิ่ม  ถ้าน้ำหนักตัวลดลงก็จ่ายลดลง  จะขึ้นลงตามน้ำหนักตัวของเขา เพราะ “เขาตัวใหญ่ผมอยากให้เขาได้ลดน้ำหนักไปในตัวด้วย”

https://konruay.com

แน่นอน ผมจะไม่ให้เงินเขาไปเฉยๆแน่ “ผมคงไม่สปอยล์บุตรขนาดนั้น” ผมอยากสอนให้เขาเห็นคุณค่าของเงินผ่านการทำงานมากกว่า “ไม่ใช่เป็นลูกคนรวยแล้วอยากได้อะไรต้องได้” พ่อแม่ตามใจจ่ายให้หมด

“ผมไม่เชื่อเรื่องการหวังรวยจากการรับมรดกพ่อแม่” คุณสามารถรวยด้วยตัวเองได้ สร้างเองได้

วอร์เรน บัฟเฟตต์” กล่าวว่า ไม่จำเป็นที่บุตรจะต้องมานั่ง”เทียบตัวเองกับผู้ที่เป็นบิดาในความสำเร็จ” บุตรควรเทียบกับตัวเองในเกมชีวิตที่เป็นของตัวมากกว่า เพราะ “เกมชีวิตของแต่ละคนมีความแตกต่างกันออกไป”ซึ่งไม่เหมือนกัน

ผมจะสอนบุตรเสมอว่า “ให้ค้นหาในสิ่งที่ตนเองรักที่จะทำ” เหมือนกับผมที่ชอบในเรื่องการหาเงิน  รักในการทำเงินให้มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  “ทุกคนล้วนมีเส้นทางที่เป็นของตัวเองครับ”

Howard Buffett บุตรชายคนที่ 2 ขับรถแทรกเตอร์เองในทุ่งกว้างในการเก็บเกี่ยวผลผลิต

https://konruay.com

ปัจจุบันพวกเราทุกคนทราบดีว่าอาจจะไม่ได้รับส่วนมรดกทั้งหมดจากผู้เป็นบิดา

แรกๆก็รู้สึกกันนะครับ เพราะ ถ้าเรามีเงินเยอะๆ เราก็สามารถทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิม

สิ่งที่ผมเห็นในตัวบิดาของผมในเรื่องการลงทุน ก็คือ “ท่านรับมือในช่วงที่หุ้นร่วงหนักๆได้ดี” เพราะ ขณะนั้นทุกคนจะเกิดความกลัว ตกใจ จนรีบขายหุ้นทิ้ง!! แต่บิดาผมไม่ใช่ครับ ท่านจะซื้อในยามที่คนหวาดกลัวมากๆ นี่คือ “จุดที่แตกต่าง”

จากการที่ผมสังเกตมีน้อยคนจะทำได้ เพราะ บิดาผมเชื่อว่าถ้าหุ้นมันร่วงลงไป มันก็มีเวลาขึ้นกลับไปได้เหมือนกัน (ที่พูดกรณีนี้ คือ หมายถึงหุ้นที่ดี ที่มีการติดตามมานาน รอแค่จังหวะในการเข้าซื้อนะคะ) แต่ถ้าดูทรงแล้วมันไม่น่าขึ้นจริงๆตรงนั้นค่อยมาวิเคราะห์กันอีกที

https://konruay.com

ในความเป็นจริงชีวิตคุณพ่อท่าน “เป็นอย่างไรท่านก็เป็นอย่างนั้นไม่เคยเปลี่ยน” ไม่เคยใช้เทคโนโลยี  บนโต๊ะทำงานก็ไม่มีอะไร  ไม่ใช้อินเทอร์เน็ต ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่คิดจะเก็บข้อมูลอะไรไว้ในคอมพิวเตอร์  ทำพาวเวอร์พ้อยท์ก็ไม่เป็น  ส่วนใหญ่ทำงานผ่านเอกสาร ไม่มีอีเมลแอดเดรส  มือถือก็ไม่ค่อยใช้ ส่วมากไว้รับสาย  วอยซ์เมลก็ไม่รู้ว่าใช้ยังไง

Peter Buffett (บุตรชายคนที่ 3)

กล่าวถึง ผู้เป็นบิดาว่า ท่านเป็นคนจริง “ท่านไม่พยายามที่จะเป็นเหมือนใคร” หรือ ทำตามอย่างใคร “ท่านเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองมาก” ไม่คิดนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครว่า ทำไมเราไม่เก่ง เรื่องนั้น เรื่องนี้

แต่ท่านจะเป็นคนที่ชอบทำอะไรก็จะทำแต่สิ่งนั้นตลอด หรือ “โฟกัสเฉพาะเรื่องที่ตัวเองชอบ” “ถนัด” และ “ทำได้ดีเท่านั้น!!”  ท่านเป็นคนที่หาเงินเก่งมากมาตั้งแต่เด็ก คงเป็นงานถนัดของท่าน

https://konruay.com

ตัวผมเองก็ไม่รู้มาก่อนว่าเราเป็นลูกเศรษฐีที่มีฐานะร่ำรวย

บิดาผมท่านใช้ชีวิตปกติธรรมดามาก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ท่านก็ไม่พยายามเปลี่ยนตัวเองตามกระแสสังคมเพื่อให้คนมาชอบ ท่านเป็นตัวของตัวเองมาก ท่านชอบใช้ชีวิตแบบนี้ ท่านก็ทำแบบนี้มาโดยตลอด มีที่นอนมีข้าวกิน เคยเป็นยังไงก็เป็นอย่างนั้น ไม่ว่าท่านจะมีเงินเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็ตาม “ท่านก็ยังเป็นคนเดิมเสมอไม่เปลี่ยน”

สิ่งที่ผมได้จากครอบครัวในการเรียนรู้ คือ ให้ฟังเยอะๆ เป็นผู้ฟังที่ดี เพราะ “ทุกคนเป็นครูในการเรียนรู้ผ่านเรื่องราวของพวกเขาได้” เราอาจได้บางสิ่งบางอย่างกลับมาในทางที่ดีก็ได้

https://konruay.com

หลายคนแปลกใจที่ผมเกิดในครอบครัวเศรษฐี แต่กลับ”เข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาล”ธรรมดาใกล้บ้าน  ช่วงพักเที่ยงผมเดินกลับไปกินข้าวเที่ยงที่บ้านทุกวัน จนถึงชั้นมัธยม และ คุณครูที่สอนภาษาอังกฤษก็เป็นคนเดียวกันกับที่สอนมารดาผม รวมไปถึงพี่ชาย และ พี่สาวผมก็จบจากที่นั้น

ปัจจุบันผมก็ไม่ได้ทำธุรกิจ หรือ เป็นนักลงทุนเหมือนบิดา เพราะ “ผมรักในเส้นทางสายดนตรี” ผมเป็นนักดนตรี

https://konruay.com

การประสบความสำเร็จในชีวิตผม คือ “การได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก” ยามตื่นเช้าขึ้นมาก็มีความตื่นเต้น ปิติ ยินดี อิ่มเอมใจ และ มีความสุข

“ซึ่งเป็นความสุขที่หาซื้อไม่ได้ ด้วยทรัพย์สินเงิน”

ผมเรียนรู้มาจากบิดา ในเรื่องการที่ เราต้องรับผิดชอบดูแลชีวิตของตัวเองให้ได้ อยู่ๆจะไปขอเงินจากบิดา ท่านไม่ให้คุณง่ายๆนะครับ ในกรณีบิดาผมท่านจะบอกเลยว่าให้ไปขอกู้กับธนาคาร

ตรงนั้นทำให้ผมเริ่มคิดในการรับผิดชอบตัวเองอย่างจริงจัง เพราะ พี่สาวผมก็เคยขอยืมจากท่านมาเพื่อต่อเติมห้อง ท่านก็ไม่ให้ “ท่านอยากให้พวกเรายืนด้วยตัวเองให้ได้” ท่านไม่มาทำอะไรให้พวกเราทั้งหมดนะครับ

https://konruay.com

เราต้องคิดตัดสินใจเองหมด เรียนรู้ด้วยตัวเอง มีประสบการณ์เอง “ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆนะครับต่อให้เป็นลูกคนรวย” ใครที่คิดฝันว่าเป็นลูกเศรษฐีพันล้านแล้ว “จะได้ใช้เงินกระจายไม่มีนะครับ” เงินต้องหาเองครับ เงินบิดาส่วนบิดา เงินลูกส่วนเงินลูก กระเป๋าใครกระเป๋ามันครับ “ช่วยบุตรได้แต่ไม่ถึงขั้นทำลายบุตรครับ”

https://konruay.com

แต่สิ่งหนึ่ที่ผมเห็นมาเกือบตลอดชีวิตผม คือ “บิดาผมท่านรักงานของท่านมาก”

*** ข้อมูจากบทสัมภาษณ์ เมื่อปี 2011 และ เมื่อปี 2015 วอร์เรน บัฟเฟตต์ ท่านได้มอบหุ้นให้กับบุตรคนละ $600 million ซึ่งในก่อนหน้านั้น ทุกคนได้รับหุ้นไปแล้วอยู่ที่คนละ $90,000 ที่บิดามอบให้ในช่วงแรกๆ ส่วนบุตรคนที่ 3 เขาได้รับตอนอายุ 19 ปี ถ้าเขายังไม่ขายหุ้นและถือต่อจนมาถึง ปี 2010 ราคาจะอยู่ที่ $72 million แต่บุตรคนที่ 3 ขายเอาเงินออกมาตั้งแต่เริ่มแรก ถ้าปล่อยหุ้นนั้นมาถึงปัจจุบัน อาจทะลุเป็น $100 million ก็ได้ ***

วอร์เรน บัฟเฟตต์ให้คำแนะนำเรื่องการใช้เงิน

มีเศรษฐีหลายคน อาจสะสมรถเก่า หรือ ของรักของหวงที่ตนเองชอบ สะสมรถสปอร์ต ซื้อคฤหาสน์หรูๆ แต่ในพจนานุกรม ของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ท่านไม่มีเรื่องพวกนี้เลย ไม่สน ไม่แคร์

https://konruay.com

วอร์เรน บัฟเฟตต์ท่านเป็นคนที่ชอบสะสมธุรกิจมาก ชอบซื้อธุรกิจ “ชอบลงทุนในธุรกิจ” ท่านจะจับตามองธุรกิจที่ชอบก่อนว่ามีอะไรบ้าง “จากนั้นก็จะตามเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ” ด้วยความใจเย็นและอดทน ไม่รีบ!! รอจนกว่าจะถึงจังหวะราคาที่เหมาะสมที่ท่านตั้งไว้ ท่านก็เข้าซื้อ ท่านจะลงทุนเฉพาะธุรกิจที่ตนเองเข้าใจและรู้จักดีเท่านั้น!!!

https://konruay.com

วอร์เรน บัฟเฟตต์” กล่าวถึง นิสัยการใช้เงิน

ถ้าใครก็ตามมีนิสัยการใช้เงินที่แข็งแกร่งวินัยดี “เขาจะมีอนาคตที่ดีไปตลอดชีวิต” ผมเคยได้ยินเรื่องนิสัยการใช้เงินที่ล้มเหลวของใครบางคน ที่พบในปัจจุบัน ปัญหาหนี้สิน ปัญญาหนี้บัตรเครดิต

สิ่งเหล่านี้สามารถเข้ามาทำลาย หรือ เข้ามากระทบกับชีวิตในครอบครัวคุณได้

“นิสัยการใช้เงินอย่างถูกต้อง” มันคือรากฐานชีวิตที่สำคัญเลยทีเดียว เพราะ “มันเป็นนิสัยที่ดีที่จะติดตัวคุณไปตลอดชีวิตไม่มีวันสูญหาย”

ยิ่งถ้าคุณทำมาแต่เนิ่นๆตั้งแต่เด็ก ได้รับคำแนะนำ หรือ “การอบรมสั่งสอนในทางที่ดีก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กมาก” และ ไม่ใช่แค่”เรื่องนิสัยการใช้เงิน”เท่านั้น แต่รวมไปถึงใน”เรื่องไฟแนนซ์”อีกด้วย

https://konruay.com

“บิล เกตส์” ถูกเลี้ยงมาอย่างไร?

บิล เกตส์” ถูกเลี้ยงมาอย่างไร? ในวัยเด็ก เป็นคนที่เลี้ยงยากเหมือนกับเด็กทั่วไป อย่างบางครอบครัวหรือไม่วิลเลี่ยม เกตส์” ผู้เป็นบิดา ท่านมาให้ “คำตอบ” แล้ว บิล เกตส์สอนลูกอย่างไร? ในวันนี้ ก็มี”คำตอบ” ให้ด้วยเช่นกันค่ะ

บิล เกตส์เป็นเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญ ที่เคยร่ำรวยติดอันดับ 1 ของโลก มายาวนานกว่า 15 ปี (ในสมัยก่อน) ทำไมบิล เกตส์ถึงกล้าคิด กล้าทำ กล้าดรอปตัวเองออกจากที่เรียน แล้วมาเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองได้ ทำไมถึงกล้า!!?

เล่าเรื่องโดย บิดาของ บิล เกตส์

การเลี้ยง บิล เกตส์ในช่วงวัยรุ่นนั้น ผมไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องความขัดแย้ง หรือ ความไม่เข้าใจกันในช่วงวัยที่ต่างกันเท่าไหร่  เพราะ บิล เกตส์เขามีแบบฉบับที่เป็นตัวของเขาเอง “มีบุคลิกที่เป็นตัวของตัวเอง”

https://konruay.com

ในช่วงวัยระหว่าง 10-11 ปี ที่บ้านผม ก็อนุญาตให้เขาพาเพื่อนมาเล่น หรือ มาทำกิจกรรมที่บ้านได้ ผมไม่ปิดกั้นในการคิด หรือ เวลาที่เขาตัดสินใจจะทำอะไรด้วยตัวเอง ซึ่งตรงนี้ก็ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับบุตร คือ สนับสนุนบุตรไปในทางที่ดี และ อยู่ในสายตาเรา

และไม่ว่าบิล เกตส์จะคิดทำอะไร ผมจะทำให้เขาตระหนักได้ว่า “ครอบครัวพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ” ผมจะทำให้เขารู้สึกถึงความรักและห่วงใย  แม้ในบางครั้ง เราอาจมีเรื่องที่ขัดแย้งกันบ้าง แต่ในที่สุดเขาก็จะคิดได้และเกิดความเข้าใจ

https://konruay.com

แม้ในปัจจุบัน บิล เกตส์จะมีครอบครัวไปแล้ว แต่ผมและบุตร เราก็หาเวลาพบปะพูดคุยกันอยู่เสมอ สิ่งที่ผมเห็นใน บิล เกตส์ ในช่วงวัยเด็ก นั่นก็คือ “เขาเป็นเด็กที่เก่งและเด่นมาก ในเรื่องคณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์” ทุกอย่างดูเหมือนง่ายไปหมดสำหรับเขา

บิล เกตส์เป็นเด็กที่มีอิสระทางความคิดมาก มีความเป็นของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ผมก็เซอร์ไพรส์เหมือนกัน

ส่วน”บิล เกตส์เล่าให้ฟังว่า “ผมประหลาดใจเหมือนกันที่ครอบครัวผม” อนุญาตให้ผมรับงานในช่วงที่เรียนมัธยม ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดโอกาสที่ดีในการทำงานให้กับผมมาก ตอนแรกผมก็คิดนะว่า”ครอบครัวอาจจะไม่สนับสนุน” ผมเข้าใจเลยว่า ไม่ว่าจะอย่างไร “บิดาและมารดา” ท่านพร้อมที่จะสนับสนุนผมเสมอ แม้สิ่งที่ผมทำไปอาจจะผิดพลาดหรือล้มเหลวก็ตาม

https://konruay.com

บิล เกตส์เล่าต่อไปว่า บิดาผมท่านมีส่วนช่วยได้มากในรื่องธุรกิจ เวลามีการเซ็นสัญญาต่างๆในด้านกฎหมาย ดีที่บิดาผมเป็นนักกฎหมายผมไม่ต้องเสียค่าบริการอะไร

จริงๆ ผมก็ได้ต้นแบบที่ดีมาจากบิดาของผม” ท่านเป็นคนที่ทำงานหนักมาก มีความเฉลียวฉลาด เป็นคนที่มีความตั้งใจสูงไม่ว่าจะทำอะไร มีความเป็นผู้นำสูง ถ้าท่านได้ทำอะไรสักอย่าง ท่านมักจะเป็นผู้นำกลุ่มเสมอ

ท่านใช้ชีวิตอย่างพอเพียง  “ท่านสอนผมในหลายสิ่งหลายอย่างมาตั้งแต่เด็ก” ทั้งในเรื่องการเป็นนักคิด อะไรที่ไม่ถูกต้อง ท่านก็มาช่วยแนะนำแก้ไขให้ใหม่ในสิ่งที่ถูกต้อง

https://konruay.com

ในสมัยวัย 8 ขวบ ผมได้ทำเรื่อง ที่ท้าทายความสามารถของตนเองมาก ก็คือ “การแข่งขันการท่องจำ” กับเด็กคนอื่นว่าใครท่องจำได้ดี กติกา มีอยู่ว่า ให้อ่านหนังสือ 3 บท เป็นจำนวน 2,000 คำ ในหนังสือเล่มเดียวกัน ซึ่งผมจำได้หมด ทุกถ้อยทุกคำ ทุกตัวอักษรไม่มีตกหล่นผมชนะ” ครับ

ทางครอบครัวผม ไม่เคยห้ามในการซื้อหนังสืออะไรเลย อยากอ่านหนังสืออะไร อยากได้เล่มไหนซื้อให้หมด รวมไปถึงการพาผมไปห้องสมุดอีกด้วย เพราะ บิดาของผม “ท่านสอนให้ผมรู้จักการอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็กๆ”

https://konruay.com

บิดาผม ท่านสนับสนุน ให้ตั้งคำถาม”ในสิ่งต่างๆได้ ถ้าผมอยากถามอะไร” อยากรู้เรื่องอะไร ผมถามได้หมดท่านเปิดโอกาสให้ถาม” และ รู้จักคิด วิเคราะห์ได้ เพราะ ในบางครั้งผมฟังบิดามารดาดิสคัสกันในเรื่องต่างๆ ผมก็คิดตาม และ “ท่านสอนให้รู้จักการทำสิ่งต่างๆได้ด้วยตัวเอง” ช่วยเหลือตัวเองเป็น และ พึ่งตัวเองได้

ที่มากไปกว่านั้น คือ “ท่านสอนให้ผมมีความมั่นใจในตัวเอง” กล้าคิด กล้าทำ มาตั้งแต่เด็ก

ผมรู้สึกขอบคุณมากๆ ที่ผมรู้จักตัวเองมาตั้งแต่ อายุ 13 รู้ตัวว่า”เองชอบคอมพิวเตอร์” จริงๆผมใช้เวลา ถึง 5 ปี ถึงได้รู้จักความชอบของตัวเอง อย่างจริงๆจังๆ ดีที่ผมรู้จักตัวเองได้เร็ว เพราะ บางคนอาจยังค้นหาตัวเองไม่เจอ “ว่าอยากเป็น”  “อยากทำอะไร” จนกระทั่งอายุล่วงเลยเกิน 20 ปีไปแล้ว หรือ มากไปกว่านั้นเลยก็มี และ ที่บ้านก็สนับสนุนผมมาโดยตลอด

https://konruay.com

นี่จึงเป็นจุดสำคัญ ที่ทำให้ผมกลายเป็น”เด็กที่มีความมั่นใจในตัวเอง” เพราะ ผมรู้ดีว่ามีคนซัพพอร์ทผมอยู่ แม้สิ่งที่ผมทำอาจมีความล้มเหลวหรือผิดพลาดไปบ้าง ซึ่งมันก็แน่นอนอยู่แล้วครับ!! ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้จากตรงนี้ คือ “การสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก” ทำให้ ผมกล้าคิด กล้าทำ และ ผมได้กำลังใจที่ดีมาจากครอบครัวผม อย่าลืมนะครับว่า “ความมั่นใจในตัวเองเป็นรากฐานที่สำคัญ”ในการทำทุกสิ่ง

“ซึ่งสมัยนี้ดีกว่าสมัยก่อนมาก”  ข้อมูลความรู้ต่างๆก็เข้าถึงง่าย มีมากมายหลากหลายผ่านสื่อต่างๆบนอินเตอร์เน็ต “ช่วยประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย” ซึ่งไม่เหมือนกับสมัยก่อน

ยิ่งถ้าคุณมีความมั่นใจในตัวเองสูงๆ มีแรงบันดาลใจ มีแรงจูงใจ หรือ กำลังใจที่ดีอย่างถูกต้อง ที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต “บางทีฐานะทางบ้านไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่เลยครับ” เพราะ สมัยนี้ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น “ถ้าคุณรู้จักมองหาโอกาส” ถ้าใครรักในการเรียนรู้ กล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆเหมือนผม “คุณได้รับโอกาสนั้นแน่ๆ”

https://konruay.com

คุณต้องเรียนรู้เยอะๆ อ่านเยอะๆในสิ่งที่คุณจะทำ พอคุณได้ไอเดียออกมาแล้ว คุณก็จ้างๆ คนเก่งๆ ที่เป็นมืออาชีพมาร่วมงานกับเรา กรณีที่ตั้งเป็นบริษัทได้แล้วนะครับ คือ ยังไงก็พยายามหาคนเก่งๆมาร่วมงานกับเราให้ได้ แม้คุณจะเพิ่งเริ่มต้นทำก็ตาม “การสร้างทีมจำเป็นมาก” ที่จะรวมพลังกันออกไปต่อสู้กับโลกภายนอก “หาทีมที่ไปกับเราให้ได้ครับ”

“บิล เกตส์”สอนลูก

เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด เช่น เล่นเกมมากเกินไป การใช้เวลาว่างไม่เกิดประโยชน์ ผมจะมีลิมิตเวลาให้

พอเริ่มมีเทคโนโลยี หรือ มือถือเข้ามา ผมจะสอนให้เขารู้จักการนำมาใช้ในทางที่ถูก เพื่อเกิดประโยชน์

ผมจะไม่อนุญาตให้บุตรได้ใช้มือถือ จนกว่าเขาจะถึงวัยที่เหมาะสม “แม้” ในเด็กรุ่นเดียวกันจะเริ่มใช้มือถือไปแล้วก็ตาม ผมค่อนข้างจะเข้มงวดในเรื่องนี้มาก และ จะไม่ปล่อยให้บุตรได้อะไรมาง่ายๆ คือ ผมจะเป็นคนที่ไม่ตามใจบุตรมากจนเกินไป

บิล เกตส์สอนบุตรให้มีความรับผิดชอบ  เช่นตัวอย่าง “ในวัยเด็กผมรับผิดชอบล้างจานทุกเย็น”

https://konruay.com

บิล เกตส์กล่าวต่อไปอีกว่า “ผมเปิดโอกาสในบุตรผมมีอิสระในการเลือก” และ ตัดสินใจในเส้นทางชีวิตของเขาเอง ไม่ใช่คิดว่ามีบิดารวยล้นฟ้า แล้วจะไม่คิดทำอะไรด้วยตัวเอง ผมก็ไม่สนับสนุนครับ นั่นเป็นการทำลายชีวิต และ อนาคตของเขาเอง คือ “ทุกคนต้องรู้จักทำงานรับผิดชอบชีวิตเอง” ไม่ใช่รอเงินมรดกจากครอบครัวอย่างเดียว ผมจะไม่สอนให้เขาทำเช่นนั้นแน่นอนครับ!!!

มีคนถามทั้ง บิล เกตส์และ บิดา : รู้สึกอย่างไรที่บิล เกตส์เรียนไม่จบ และ ดรอปฮาร์วาร์ดออกมา ถ้าสิ่งที่ บิล เกตส์ทำในขณะนั้นไม่รุ่ง เป็นการเสี่ยงเกินไปหรือไม่ ?

คำตอบ : จากบิดาบิล เกตส์กล่าวว่า  แน่นอนความคาดหวังผู้เป็นบิดามารดาต่อบุตรทั้งหลายในทุกครอบครัว “ย่อมปรารถนาให้บุตรเรียนจบ” เพราะ รักและห่วงใยหวังดีต่อบุตร และ ได้ดีกรีกลับมา  ..ลองฟังจาก บิล เกตส์ดูสิครับว่า เขาคิดอย่างไร?

บิล เกตส์ตอบว่า  จริงๆผมมีแผนไว้อยู่แล้วว่า”ถ้าผมทำแล้วไม่รุ่ง” หรือ ไม่ประสบความสำเร็จ “ผมคงต้องกลับไปเรียนต่อให้จบ” เพราะ “ผมเป็นคนที่ชอบเรียนอยู่แล้ว” ผมรักการเรียน “ตรงนี้ผมต้องขอบคุณทางครอบครัว ที่ดูแลในเรื่องค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆให้กับผม”

แต่ที่นี้ “เรื่องมีอยู่ว่า” ถ้าหากเทียบกับโอกาสที่เข้ามา ที่เราต้องเป็นคนแรก หรือ “เจ้าแรก”ที่จะทำในเรื่องนี้ ผมถือว่า “ผมไม่ควรพลาด” หรือ “ปล่อยให้โอกาสดีๆนั้นลุดมือไป” การได้ทำในสิ่งใหม่ๆ ริเริ่มในสิ่งใหม่ๆมันน่าตื่นเต้นมาก ผมต้องทำครับ!!

https://konruay.com

กลยุทธ์การตลาดในแบบ “สตีฟ จ็อบส์”

กลยุทธ์การตลาดในแบบ ”สตีฟ จ็อบส์”   คือ “การมอบคุณค่าดีๆของตัวผลิตภัณฑ์สินค้า” ไปยังลูกค้า หรือ ผู้บริโภค เพราะ  ในโลกที่เต็มไปด้วยความอึกทึกครึกโครมที่มีความยุ่งเหยิง อาจทำให้โอกาสที่ใครหลายคนจะจดจำ”Apple” ได้ไม่มากนัก แม้แต่ตัวบริษัท

ดังนั้น  “เราต้องมีความชัดเจนในเรื่องนี้  คือ  จะต้องทำให้หลายๆคนจดจำเราได้”

https://konruay.com/

Apple” เราเป็นแบรนด์ที่ดีที่สุดในโลก   ไม่น้อยไปกว่าแบรนด์ดัง   อย่าง Nike , DISNEY , Coke , Sony ฯลฯ  ซึ่งแบรนด์เหล่านี้   เป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่  และ  แข็งแกร่งด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งมีกระจายไปทั่วโลก

แม้แต่แบรนด์ใหญ่ ๆ เหล่านี้   ยังต้องเอาใจใส่ ในเรื่องการลงทุน   เพื่อขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

ในบางครั้ง Apple” ยังขาดเรื่องเหล่านี้อยู่   ที่เราต้องพัฒนา   วันนี้ผมไม่ได้มาพูดประเด็นที่ว่า “ทำไม Apple” ดีกว่า Windows”  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบต่างๆรวมไปถึงเรื่องความเร็ว

 

ผมใช้เวลาถึง 20 ปี   ในการพิสูจน์ตัวเองจนเป็นที่ยอมรับในเรื่องความเจริญเติบโต

ผมได้  ตัวอย่าง หรือ ต้นแบบ   “การตลาดของ “Nike” ที่ขายรองเท้า” ทั้งๆที่ไม่ใช่กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์เลยด้วยซ้ำ

เมื่อทุกคนพูดถึงแบรนด์Nike” มันให้ความรู้สึกมากกว่าคำว่า”รองเท้า”ไปเลย

ลองไป”ดูการตลาด”เขานะครับ    ผมไม่เคยเห็นเขาพูดถึงเรื่องรองเท้าเลย  และ  ไม่เคยเปรียบเทียบตัวเองว่าแบรนด์ Nike “ ดีกว่า “Reebok”

คำถาม คือ Nike” เขาทำการตลาดได้ย่างไร ?    เขาสร้างความรู้สึกให้กับนักกีฬาได้อย่างไร ?   ในขณะที่นักกีฬาสวมใส่รองเท้าแล้ว  “ให้ความรู้สึก ถึง เกียรติอันทรงพลังที่ยิ่งใหญ่”       ”ให้ความรู้สึก ถึง ความภาคภูมิใจ”

นี่คือ “กลยุทธ์ด้านการตลาดที่สำคัญเลยครับ”

 

Apple”  เคยลงทุนในด้านโฆษณามาเยอะมาก     กว่าผมจะมารู้เคล็ดลับ กลยุทธ์การตลาด ในเรื่องนี้    ซึ่งในปัจจุบันผมทำการยกเลิกโฆษณา    ไปกับเอเจนซี่หลายที่เรียบร้อย

ผมเหลือไว้แค่หนึ่งที่เท่านั้น!!    ที่คิดว่าดีที่สุด    “เขาถามผมว่า”

คุณคิดว่า “Apple” คือใคร  ?   และ จุดยืนของApple” คืออะไร ?    “Apple” อยู่ตรงจุดไหนของโลกนี้ ?    และ  คิดว่า Apple” สามารถสร้างผลงานออกมาดีกว่าคนอื่นได้หรือไม่?

คำตอบ   คือ “Apple” เรา คือ “คุณภาพ” ผมเชื่อว่า คนที่มี “Passion”  สามารถเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นได้      ผมอยากทำงานกับคนที่มี  “Passion” ร่วมกันกับผม   และ Apple”พร้อมที่จะให้โอกาสทุกคน   “เราเห็นคุณค่าของทุกคน แม้อยู่ในตำแหน่งงานเล็กๆรวมไปถึงลูกค้าด้วย”  และ ใครที่เครซี่มากพอ  “กล้าที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนโลก” เขาก็ทำได้จริง

https://konruay.com

สิ่งที่ผมจะทำ คือ สร้างแบรนด์ “Apple” ให้ติดตลาด “จัดแคมเปญต่างๆ ขึ้นมา” ผมกะใช้เวลาไม่เกิน 7 ปี   ต้องทำให้คนรู้สึกว่า ถ้าพูดถึง”Apple” คุณกำลังพูดถึง ”แบรนด์คุณภาพ” เราต้องปรับเปลี่ยนหลายอย่าง  “การตลาดก็เปลี่ยน”   เราจะออกจากจุดเดิมๆที่ทำอะไรไม่เหมือนเดิม  เชื่อผมเถอะว่ามันได้ผลแน่ๆ   เราจะแปลงโฉมใหม่หมด

Apple” เราตั้งมั่นในตั้งปณิธานที่ว่า  “เราคือแบรนด์คุณภาพ”   

เราต้องทำให้โลกรับรู้ครับ  คนที่สร้างเกียรติประวัติในการเปลี่ยนโลก  มีมาให้เห็นทั้งมีชีวิตอยู่  และ  ไม่มีชีวิตอยู่

ราต้องทำให้คนรู้สึกว่า   ถ้าใครจะให้คอมพิวเตอร์ต้องเป็น MAC!! เท่านั้น   “ผู้ที่สมควรได้รับเกียรติ คือ คนที่”คิดต่าง”จากคนอื่น”   มีพลังพอที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้

https://konruay.com/

วามตั้งใจของผม   คือ  เราเลือกทำในสิ่งที่เราทำได้ดี  “ผมไม่เชื่อว่าบริษัทเดียวจะทำสิ่งต่างๆได้ครอบจักรวาล”  แต่เราเน้นเรื่องพาร์ทเนอร์ในการทำธุรกิจกับคนเก่งๆแทนในด้านนั้น   ผมอยากให้ลูกค้าได้ประสบการณ์ที่ดีในการใช้สินค้า และ บริการเราครับ!!

การตลาดไม่ใช่เรื่องวิทยาศาสตร์แต่เป็นศิลปะ “ มีเดียอาจสื่อสารภาพลักษณ์ ของApple” เรา ได้ไม่ดีเท่าที่ควร  นี่คือ ความคิดผมนะ   

ปีนี้ผมหยุดโฆษณาทางทีวีไป   เพราะ  มันคล้ายกับโฆษณาชวนเชื่อยังไงไม่รู้ครับ    และ “ Apple” จะไม่โฆษณาผ่านนิตยสารดังๆด้วย  “แต่” เราจะให้พวกเขาเขียนลงในนิตยสารของตนเองว่า”Apple“ ดีอย่างไร  ลงในหน้าแรกให้ได้

https://konruay.com/

คิดง่ายถ้าผู้อ่านเห็นเราในหน้าแรก    โดยที่ตัวเราเองไม่ได้จ่ายเงินลงโฆษณาเอง   แต่เป็นคุณภาพสินค้าที่ดี  และ  การเติบโตของApple“ ที่พวกเขาอดเขียนถึงเราไม่ได้

คุณคิดว่าลูกค้าจะให้ความน่าเชื่อถือใน”Apple“ มากขึ้นไหมครับ    เพราะ   ผมเคยจ่ายเงินค่าโฆษณาไปแล้ว  ได้ลงใน หน้า 7   

ลูกค้ายังมีความรู้สึกตอบสนองไม่มากเท่าที่ควร

 

ุดหลักๆที่ผมเชื่อมั่น  คือ  “การทำให้ PR ดีกว่าการทำโฆษณา”   เพราะ”Apple”   เคยเสียเงินค่าโฆษณาเยอะมาก!!    

แต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมา    ทำโบชัวร์ยังดีเสียกว่าครับ

ทั้งหมดนี้ ผมหวังว่าทุกคนจะเดินไปข้างหน้า    พร้อมกับผมนะครับ    เราจะทำสิ่งนี้ร่วมกัน คือ ทำสินค้าออกมาดีมีคุณภาพ”   “การตลาดต้องดี”  และ   “การกระจายสินค้าต้องดี”

ทีนี้ ้าคุณจะทำการตลาด คุณลองถามตัวเองดูสิว่า

1. กลุ่มลูกค้าคุณคือใคร?   และ  ทำไมถึงเป็นกลุ่มนั้น ?    ลองตอบตัวเองดูครับ

2. ทำไมลูกค้าถึงต้องเลือกซื้อแบรนด์คุณ    สินค้าคุณ   หากเทียบกับสินค้าแบรนด์ต่างๆมากมายบนท้องตลาด?    ลองตอบตัวเองดูครับ

3. คุณวางแผนในการจัดส่งหรือการกระจายสินค้าออกไปอย่างไร?    ลองตอบตัวเองดูครับ

https://konruay.com/

ทีนี้ผมขอ ยกตัวอย่าง Apple” ให้นะครับ

ผมของตอบใน  ข้อ (1)  ให้

Apple” เคยมีประสบการณ์ ที่ไม่รู้ว่ากลุ่มลูกค้าของตัวเองคือใครมาก่อน

สิ่งที่ผมทำ คือ ผมเขียนวงกลม วงแล้ว  ใส่ชื่อคู่แข่งลงไปตามที่มีหลักๆ  จากนั้นเปรียบเทียบว่าเรามีอะไรที่”เหมือน” หรือ  “ไม่เหมือน”เขาบ้าง

จุดแข็งจุดเด่น เรา คือ อะไรที่เหนือกว่า เรียกว่ามีจุดขายหรือไม่

จากนั้นมาวิเคราะห์จริงๆจะพบว่า กลุ่มลูกค้า“ Apple” คือ “กลุ่มลูกค้าระดับบน” กลุ่มหน่วยงาน และ บริษัทต่างๆ บุคคลที่มีระดับการศึกษาสูง ซึ่งมีเยอะเลยครับ เพราะ กลุ่มนี้เขาต้องการคุณภาพ ”ความเสถียร” และ “รูปลักษณ์” ที่ทำงานได้ดี

โดย“ Apple” มียอดขายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 50,000 ชิ้น    กลายเป็น 100,000 ชิ้น  และ  กลายเป็น 300,000 ชิ้นในที่สุด   ซึ่งถือว่าได้ผลมากครับ   สำหรับกลยุทธ์ในด้านการตลาด

ต่อมา ก็วิเคราะห์ต่อไปว่า  เราจะไปแตะลูกค้ากลุ่มอื่นได้อย่างไร?  เป็นการขยายตลาดออกไปอีก และ ควรรู้จักพฤติกรรมกลุ่มลูกค้าด้วยครับ

https://konruay.com/

สตีฟ จ็อบส์”   กล่าวส่งท้ายว่า  “การตลาดที่ดี”  คือ  การให้ความรู้ความเข้าใจในด้านผลิตภัณฑ์ของเราต่อลูกค้าได้ดี   สามารถตอบคำถามลูกค้าได้ดี 

ที่สำคัญมากที่สุด  คือ  ”ให้ลูกค้ารู้สึกจดจำเราได้เสมอ”

https://konruay.com

อบคุณและสวัสดีค่ะ

 

ทำไมคนรวยยิ่งรวยขึ้น

ปัจจุบันช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยจะกว้างห่างออกไปเรื่อยๆทำไมคนรวยบางคน ยิ่งรวยเอาๆ รวยได้เรื่อยๆไม่มีหยุด คนจนบางคนยิ่งจนลงเรื่อยๆ เป็นเพราะอะไร ซึ่งในบางท่านอาจมีคำถามนี้ ?

เป็นไปได้ไหมว่า สาเหตุ ที่คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง” คือ

คนจนบางคนมองเห็นทุกอย่าง”เป็นอุปสรรค”ไปหมด  แต่  คนรวย“จะมองหา”โอกาสและเห็นโอกาส”อยู่รอบตัวเสมอ  หรือคนจนบางคนมักสนใจแต่รายได้ตรงหน้าแต่ ” คนรวยจะสนใจรายได้ในอนาคต

เรามาดูด้วยกัน คนรวยในกลุ่ม Top 1% ของแต่ละประเทศทั่วโลก 10 อันดับ ดังต่อไปนี้

1. อเมริกา มีคนรวยที่อยู่ในกลุ่ม Top 1% ถึง19.1ล้านคน

2. ญี่ปุ่น มีคนรวยที่อยู่ในกลุ่ม Top 1%    ถึง4.5ล้านคน

3. อังกฤษ มีคนรวยที่อยู่ในกลุ่ม Top 1% ถึง 3.3 ล้านคน

4. ฝรั่งเศส มีคนรวยที่อยู่ในกลุ่ม Top 1% ถึง 2.8 ล้านคน

5. เยอรมนี มีคนรวยที่อยู่ในกลุ่ม Top 1% ถึง 2.8 ล้านคน

https://konruay.com

6. จีน มีคนรวยที่อยู่ในกลุ่ม Top 1%  ถึง 2.7 ล้านคน

7. อิตาลี มีคนรวยที่อยู่ในกลุ่ม Top 1% ถึง 1.9 ล้านคน

8. ออสเตรเลีย มีคนรวยที่อยู่ในกลุ่ม Top 1% ถึง 1.7 ล้านคน

9. แคนาดา มีคนรวยที่อยู่ในกลุ่ม Top 1% ถึง 1.6 ล้านคน

10. เกาหลีใต้ มีคนรวยที่อยู่ในกลุ่ม Top 1% ถึง 1 ล้านคน

ทำไมคนรวยยิ่งรวยมากขึ้นกว่าเดิม ?

1. คนรวยยิ่งรวยมากขึ้น เพราะ “เขารู้จักนำเงินไปลงทุน ให้เติบโตสร้างผลตอบแทนมากขึ้น”

สมมุติตัวอย่าง  หากคนรวยมีเงิน 10,000 และ คนที่ยังไม่รวยก็มีเงิน 10,000 ทั้งคู่มีอายุเท่ากัน คือ 25 ปี

คนรวยเลือกที่จะเอาเงิน 10,000 ไปลงทุนให้ผลตอบแทน 10 % ส่วนคนที่ยังไม่รวยบางคน เลือกที่จะเอาเงินไปฝากได้ดอกเบี้ย 3 %

หลังจากนั้นเป็นเวลา 24 ปี ผ่านไป ลองมาดูกันสิว่า “จำนวนเงินที่ลงทุนไปพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่” หรือ อาจนับไปอีก 20 ปี ข้างหน้า แล้วมาดูอีกทีสิว่าเงินทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่?

https://konruay.com

สรุป คนรวยที่ลงทุนที่สร้างผลตอบแทน ที่ 10 % จะมีจำนวน % “เงินได้มากกว่าของคนที่ยังไม่รวย อย่างเห็นได้ชัดเพราะ คนรวยบางคนจะรู้จักนำเงินไปลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ตัวเองเพิ่มขึ้น และ ในด้านที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ วินัยทางการเงิน และ นิสัยของคนรวยจะมองไปยังอนาคตเสมอ

“เราเชื่อว่าทุกท่านมีนิสัยคนรวยได้นะคะ” เพียงแต่ว่าเราปลุกเขย่ามันขึ้นมาหน่อยให้มาทำงาน

 

2. คนรวยยิ่งรวยมากขึ้น เพราะ การวางตแหน่ง และ บทบาทหน้าที่ของตนเอง ในสายงานหรือธุรกิจ ที่โตขึ้นไปได้เรื่อยๆ แบบไม่ตัน

หลายคนที่จบการศึกษามา แต่สิ่งที่แตกต่าง” คือ “เรื่องการมองอนาคตว่าจะสร้างรายได้ให้กับตัวเองมากขึ้นได้อย่างไร นี่คือ “สิ่งที่คนรวยคิด”

“คนรวยจะพาตัวเองให้ไปอยู่ในตำแหน่ง” หรือ บทบาทที่สร้างโอกาสให้กับตัวเองมากขึ้น และ การเติบโตในหน้าที่การงาน หรือ ธุรกิจที่ทำอยู่ได้มากขึ้น

https://konruay.com

ฉะนั้น “กรุณาอย่าเลือกตำแหน่งที่ดับอนาคตตัวเอง” แต่ถ้าเป็นธุรกิจก็อาจเป็นสายพิเศษเฉพาะทางไปเลย คู่แข่งน้อยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง หรือ “ทำงานประเภทยากๆไปเลย” คู่แข่งไม่เยอะ เพราะ ต้องใช้สกิลพิเศษในการทำงานซึ่งน้อยคนจะทำได้ หรือ “เก่งแบบหาตัวจับยากไปเลยก็ได้” เรียกว่า “กลุ่มอัจฉริยะ”

https://konruay.com

ดังนั้น  “คนรวยจึงวางตัวเองในตำแน่งที่จะโตขึ้นไปอีก” นี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนรวยยิ่งรวยมากขึ้น

 

3. คนรวยยิ่งรวยมากขึ้น เพราะ เชื่อในเรื่องการลงทุนในระยะยาว หรือ คิดถึงผลตอบแทนในระยะยาวเสมอ

ยกตัวอย่าง “ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ท่านตั้งใจจะรวยเป็นเศรษฐีให้ได้ ตอนอายุ 30 (ซึ่งท่านก็ทำได้จริง)

https://konruay.com

นับตั้งแต่อายุ 30 ปี ไปจนกระทั่ง อายุ 87 ปี ท่านมีรายได้เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งในปี 2018 ท่านมีรายได้อยู่ที่ $92.5 billion หากสำรวจดูในปี 2015 ท่าน “วอร์เรน บัฟเฟตต์จะมีรายได้อยู่ที่ ราวๆ $72 billion เท่านั้น!!  นี่จึงเป็นตัวอย่าง “คนรวยที่รวยมากขึ้นอย่างชัดเจน” เพราะ รายได้ท่านมีแนวโน้มสูงขึ้นทางเดียว

 

ทีนี้ลองสังเกต ในช่วงอายุ ระหว่าง 39 – 44 ปี ของท่าน “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ซึ่งมีรายได้ในขณะนั้น คือ $34 million  และมีการดรอปลงมาที่ $19 million แปลว่า เงินท่านหายไป ถึง $15 million

โดยประเด็นมันอยู่ตรงนี้ คือ จากเงิน $19 million ของท่านที่ดรอปลงมา  ท่านสามารถทำเงินก้าวกระโดดข้ามช๊อตกลับไปได้ที่ $67 million 

แสดงว่าท่านทำเงินเพิ่มขึ้นเป็น $48 million เป็นบวก จาก $34 million ที่ลดลงมาเหลือ $19 million เป็นลบ จากนั้น ก็ถีบตัวกลับขึ้นไปที่ $67 million ซึ่งถือว่าเก่งมากๆ

https://konruay.com

เพราะ “ถ้าหลายๆคนเจอเหตุการณ์แบบนี้”  คนที่ลงทุนไปแล้วเงินหาย หรือ “ลดลง” หรือ เกิดเหตุบางสิ่งบางย่างที่มากระทบกับธุรกิจ หรือ สายงานขึ้น

อาจทำให้”บางท่านเกิดอาการตื่นตระหนก” วิตกกังวล กลัว “คิดหนัก” เครียดจัด!! ไม่สบายใจ หรือ “บางคนอาจถึงขั้นร้ายแรงอยากฆ่าตัวตายไปเลยก็มี”

 

ต่ทว่า ท่าน “วอร์เรน บัฟเฟตต์ท่านไม่หวั่นไหวอะไร ยังกินอิ่มนอนหลับได้เหมือนเดิม เพราะ “ท่านเชื่อในหลักการลงทุนระยะยาว”

ซึ่ง  ในสมัยก่อน “มาซาโยชิ ซัน” (Masayoshi Son) ท่านเป็นนักลงทุนชาวญี่ปุ่น เป็น CEO SoftBank

https://konruay.com

ท่านได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ท่านเคยสูญเงินในการลงทุนไปถึง $70 billion แต่ท่านก็สามารถพลิกกลับมาร่ำรวยได้เหมือนเดิม

 

หากเราดูจากสถิติ  ของปี 1982 ในกลุ่มคนรวย จาก Forbes 400 รายได้ของคนรวยกลุ่มนี้รวมทั้งสิ้น  จะอยู่ที่ $93 billion เท่านั้น!!

https://konruay.com

แต่ถ้าเทียบ ปี 2018 จาก Forbes 400 รายได้รวมทั้งสิ้นของกลุ่มคนรวยนี้ จะอยู่ที่ $2.5 trillion  เรียกได้ว่า “เพิ่มขึ้นเป็นดับเบิ้ลหลายเท่าตัวภายใน 36 ปี”

มีการาดการณ์ว่า ในปี 2050 จาก Forbes 400 รายได้รวมทั้งสิ้นของคนรวยกลุ่มนี้ จะเพิ่มมากขึ้นโดยประมาณ คือ $80 trillion

 

ถ้าิดต่อจากนี้ ไปอีก 32 ปีข้างหน้า หมายถึง  ในปี 2050 เราจะมีส่วนร่วมในรายได้ตรงนี้ เท่าไหร่ดี? รายได้เราจะเพิ่มขึ้นเป็นกี่เท่า?

เพราะ “โอกาสรวยมีได้ทุกคน ถ้าใจเรายังสู้อยู่” ถ้าคนรวยยังรวยมากขึ้นได้ “คุณก็ทำได้เช่นกัน!!”

https://konruay.com

และ “การที่คนรวยยิ่งรวยมากขึ้นนั้น” เพราะ เขามีองค์ประกอบโดยรวมที่ทำให้เขารวยได้เรื่อยๆ เช่น คิดบวก มีความเข้มแข็งและแข็งแกร่งในด้านจิตใจ มีหลักปรัญาที่ดี มีแนวคิด วิธีการ การนำข้อมูลความรู้ไปใช้ได้ดี ฯลฯ

 

4. คนรวยยิ่งรวยมากขึ้น เพราะ คนรวยบางคนเขารับมือกับ ความล้มเหลว ความผิดหวัง หรือ แรงกดดัน และ ปัญหาได้ดี

คนรวยจะไม่ยอมปล่อยให้อะไรมากระทบในชีวิตการทำงาน หรือ ธุรกิจของเขาได้ เช่น การหย่าร้าง “การไม่ติดกับดักในอดีตที่กล่าวโทษตัวเองว่าเคยทำผิดในเรื่องแย่ๆมาก่อน”

คนรวย”ให้ความผิดพลาดเป็นครูสร้างชีวิต สอนให้แก้ไขไม่ใช่แก้ตัว” ล้มเหลวได้แต่ไม่ใช่จะตลอดไป หรือ เคยทำในเรื่องงี่เง่ามานับครั้งไม่ถ้วน  แต่!!เรื่องในอดีตยังไงก็ช่างมันก็ปล่อยมันไป เริ่มใหม่ เอาใหม่ สู้!!  “จงลืมสิ่งที่ผ่านพ้นแล้วโน้มตัวไปข้างหน้า” นี่คือคนรวย

https://konruay.com

คนรวยเขาจะไม่จมอยู่ในความทุกข์นาน เป็น 3 ปี 4 ปี หรือ ตลอดชีวิต!! เขาจะลุกขึ้น!! แล้วเดินไปข้างหน้า “เขาให้โอกาสตัวเองได้เริ่มต้นใหม่เสมอ”

https://konruay.com

“คนรวยจะเดินไปข้างหน้า”  มีความเป็นผู้นำสูง เพราะมันคือหน้าที่ความรับผิดชอบและสปิริตในการทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ รู้จักแยกเรื่องส่วนตัว และ การทำงานไม่นำมาปนกัน และ อีกอย่างคือ “คนรวยจะบริหารความเสี่ยง แรงกดดัน และ ความเครียดได้ดี”

5. คนรวยยิ่งรวยมากขึ้น เพราะ เขารู้จักความสามารถ หรือ ทักษะที่สำคัญของตนเองที่ทำได้ดี จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ

เช่น ท่าน “ วอร์เรน บัฟเฟตต์ รู้ว่าตนเองชอบทำอะไร อยากเป็นอะไร และ ทำอะไรได้ดี

“ บิล เกตส์” ก็ ไมโครซอฟท์    ในเรื่องโซเชียลมีเดีย ก็ “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” หรือ อย่าง ” แลร์รี เพจ ก็ “กูเกิล” เป็นต้น

https://konruay.com

“ทุกท่านมีเรื่องที่ตนเองถนัด” และ ทำได้ดีกันอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความสามารถพิเศษที่โดดเด่น เช่น การขาย การพูด ไฟแนนซ์ อสังหาฯ การลงทุน เฮดจ์ฟันด์ นักประดิษฐ์ ฯลฯ “สิ่งเหล่านี้นำมาแปลงเป็นตัวเงินได้” เหมือนกับคนรวยหลายๆคนเขาทำกัน

6. คนรวยยิ่งรวยมากขึ้น เพราะ เขารู้จักในการคบหาคนที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น

ยกตัวอย่าง “วอร์เรน บัฟเฟตต์ท่านคบหากับ “Charlie Munger” เพราะ ท่านคิดว่าเขาเก่งกว่าและฉลาดกว่าตัวท่านเยอะ  โดยทาง Charlie Munger” กล่าวว่า “ในเรื่องการลงทุนนั้น หากคุณรับไม่ได้ในอนาคต” ในภาวะตลาดที่คุณกำลังลงทุนอยู่ หุ้นตัวนั้นอาจดิ่งลงไปถึง 50% ก็ได้ ถ้าคุณยอมรับในตรงนี้ไม่ได้ “แปลว่าคุณ” ไม่เหมาะที่จะเป็นนักลงทุน เพราะนักลงทุนที่แท้จริง “เรามองเรื่องการลงทุนในระยะยาวเป็นหลัก”

***ปล. ที่ท่านพูดแบบนี้ หมายถึง หุ้นที่เลือกสรรมาดีรอบคอบที่สุดแล้วนะคะ ***

บิล เกตส์” เป็นเพื่อนสนิทกับ ท่าน “วอร์เรน บัฟเฟตต์ ให้ผลดีทั้งคู่ คือ ช่วยกันเสริมสร้างจุดอ่อน จุดแข็ง ซึ่งกันและกัน และ ได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ความคิดเห็นกันในเชิงธุรกิจในหลายๆแง่มุม เพราะบางคำถามของท่าน “วอร์เรน บัฟเฟตต์ ทำให้ “บิล เกตส์” ถึงกับอึ้งไปได้เหมือนกัน เพราะ “เป็นคำถามที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน” ซึ่งถือว่าดีมากๆ และ ไม่มีใครคิดถึงคำถามแบบนั้นได้

https://konruay.com

บิล เกตส์” เป็นเพื่อนกับSteve Ballmer” (อดีต CEOไมโครซอฟท์)

Steve Ballmer” กล่าวว่า  ในช่วงแรกๆ ครอบครัวผมก็ไม่มีใครเห็นด้วยที่มาทำงานที่ไมโครซอฟท์ เพราะ ทางครอบครัวผมมองว่า ใครจะมาสนใจในเรื่องคอมพิวเตอร์ ใครอยากจะมาใช้คอมพิวเตอร์กัน นั่นคือคำกล่าวเมื่อ ปี 1980

บิล เกตส์” กล่าวว่า การที่ผมขอร้องให้ “Steve Ballmer” มาร่วมงานด้วย เป็นเพราะว่า “ผมต้องการทักษะ” หรือ สกิล ที่แข็งแกร่ง จาก“Steve Ballmer” ในเรื่องการขาย+กับการตลาดที่เก่ง และ การบริหารที่โดดเด่น เราได้เรียนรู้ไปด้วยกันในหลายเรื่องที่เขาเก่งกว่าผม ซึ่งผมไม่มีในด้านนั้น

เพราะ “บิล เกตส์” ในช่วงแรกๆ สกิลในเรื่องการเข้าหาคนยังมีไม่มากนัก นี่คือเป็นจุดอ่อน จึงต้องการหาคนที่มีจุดแข็งเก่งๆในด้านการเข้าสังคมมาช่วย

ดังนั้น แนวคิดที่ว่าทำไมคนรวยถึงรวยเอาๆ และ มากขึ้นไปเรื่อยๆเพราะ คนรวยจะอยู่ในกลุ่มสังคมที่ไม่หยุดนิ่ง กลุ่มที่ชอบพัฒนาตนเอง” ซึ่งจะมีพลังในการขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้าเสมอ

“เราจึงสามารถเรียนรู้ในการพัฒนาตนเองได้” เพื่อ ให้เป็นได้อย่างเขา เพราะ คนรวยระดับพันล้าน ($) เขาจะมี”เลเวล” ความรู้ ความคิด ความเข้าใจในเรื่องธุรกิจมาก!!  มีประสบการณ์ในด้านการเงินสูง มีวิธีคิด และ “วิธีสร้างรายได้ต่างจากบุคคลทั่วไปแน่ๆ”

https://konruay.com

หากทุกท่านอยากรวยมากขึ้นไปเรื่อยๆ เหมือนคนรวยที่รวยเอาๆ ให้เราท่องไว้เลยว่า “พัฒนา” “พัฒนา” “พัฒนา” และ หาเพื่อนร่วมทางที่สนับสนุนกันและกัน ที่จะรวยไปข้างหน้าในอนาคต  ดังสุภาษิตที่ว่า “สองหัวดีกว่าหัวเดียว”

7. คนรวยยิ่งรวยมากขึ้น เพราะ รู้จักนำเงินที่ได้มาไปสร้างผลกำไร ในการลงทุนต่อไปอีก

หมายถึง “คนรวยจะรู้จักในการดับเบิ้ลเงินตัวเองให้มีเพิ่มมากขึ้น” จะไม่นิยมนำเงินไปวางไว้เฉยๆหรือให้อยู่นิ่งๆ โดยไม่สร้างมูลค่าอะไร คือ “เงินนั้นต้องสร้างผลตอบแทนกลับมาให้ได้มากที่สุด” นี่จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง ที่“คนรวยยิ่งรวยมากขึ้น”

https://konruay.com