ผู้หญิงที่รวยที่สุดในโลก

Françoise Bettencourt Meyers เธอคือเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอางชื่อดัง อย่าง “ลอรีอัล” มันแน่นอนอยู่แล้ว  ผู้หญิงส่วนใหญ่รักสวยรักงาม  ไม่แปลกที่เธอจะเป็นอันดับหนึ่งของผู้หญิงที่รวยที่สุดในโลก ถึง $ 48.5 billion  ซึ่งตามมาด้วยลูกสาวของ “วอมาร์ท”  เจ้าของร้านค้าปลีกชื่อดังยักษ์ใหญ่ แรงดีไม่เคยตก  ทั้งคู่สลับกันขึ้นลงอันดับหนึ่งและสองมาโดยตลอด  ส่วนท่านอื่นๆนั้นจะเป็นใครกัน ทุกท่านโปรดติดตาม

Françoise Bettencourt Meyers

รายได้อยู่ที่ $ 48.5 billion  เธอร่ำรวยมาจากการรับมรดกตกทอดที่มาจากมารดาของเธอ ซึ่งก็คือแบรนด์เครื่องสำอางดัง อย่าง “L’Oréal”

จึงเป็นเหตุให้เธอกลายเป็นผู้หญิงผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก

กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้  ก่อนหน้านี้.. มีเหตุ..

การขึ้นโรงขึ้นศาลก่อนหน้าที่มารดาเธอจะเสียชีวิตลงอย่างสงบ ด้วยวัย 94 ปี  

เรื่องมีอยู่ว่า มารดาของเธอเป็นโรคความจำเสื่อม  เธอจึงขออำนาจศาลเพื่อเข้ามาดูแลธุรกิจ เพราะเธอเกรงว่า มารดาเธอจะถูกคนอื่นหลอกเอาเงินจนหมด  ซึ่งมีคนจ้องแสวงหาผลประโยชน์จากโรคความจำเสื่อมของมารดาเธอ  ได้มีการมอบทรัพย์สินให้ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดซึ่งมีมูลค่าสูงอย่าง “ปิกัสโซ” ที่ดินบนเกาะหรูเซเชลส์  บางคนถึงขนาด พยายามหลอกให้แม่ของเธอรับเป็นบุตรบุญธรรมอีกต่างหาก  

เมื่อปี 2015 ศาลฝรั่งเศลได้สั่งลงโทษเอาผิด คนจำนวน 8 คน ที่หาผลประโยชน์จากมารดาเธอ  ซึ่งมีทั้งผู้ดูแลทรัพย์สิน  คนใกล้ชิด และ  ช่างภาพ กลุ่มคนเหล่านี้หลอกเอาทรัพย์สินของมารดาเธอไปอย่างมากมาย บางคนอ้างว่าท่านมอบให้ด้วยใจเสน่หารักใคร่

L’Oréal  มีประวัติความเป็นมาอย่างไร  ผู้ที่ก่อตั้ง คือ นักเคมี ชื่อ Eugène Schueller (เชื้อสายเยอรมนี) เมื่อปี 1909  ในช่วงแรกได้ทำเฉพาะผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมเท่านั้น พวกน้ำยาย้อมผม และ ทำสีผม

ในปี 1978 “L’Oréal”  มีจำนวนพนักงาน 1,400 คน ซึ่งได้ประจำการอยู่ที่สำนักงานใหญ่  และ มีการจัดจำหน่ายไปทั่วโลกกว่า 130 ประเทศ   มีจำนวนพนักงานกว่า 50,500 คน และ จำนวน 24%  คือ พนักงานที่อยู่ในฝรั่งเศส 

ในปี 2007 “L’Oréal” ได้มีจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 60,850 คน และ สินค้าในเครือ “L’Oréal”  เช่น  Lancôme  , Urban Decay , Giorgio Armani , Biotherm , Diesel และ อื่นๆอีกมากมาย เรียกได้ว่าโกยเงิน!! โกยเงิน!! และ โกยเงิน!! เยอะไปไหน

https://konruay.com

 

โดย “Françoise Bettencourt Meyers” เธอเป็นคนที่ชอบเล่นเปียโน และ ชอบเขียนหนังสือมาก

Alice Walton

รายได้อยู่ที่ $ 46.7 billion   เธอร่ำรวยมาจากมรดกตกทอดที่ได้มาจากบิดา (Sam Walton) ที่เป็นเจ้าของธุรกิจค้าปลีก อย่าง “Walmart”

Alice Walton  เธอรักงานศิลปะมาก และ เป็นนักสะสมงานศิลปะ มาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เคยซื้อภาพของ “ปิกัสโซ” ในราคา $2   อีกทั้งเธอยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะเป็นของตัวเอง และ เธอเป็นคนที่ชื่นชอบการขี่ม้ามาก

ประวัติการทำงาน เธอเคยเป็นนักวิเคราะห์การลงทุน และ ผู้บริหารความเสี่ยงด้านการลงทุน มาก่อน เคยเป็นโบรกเกอร์หุ้น เธอเรียนจบด้านเศรษฐศาสตร์ และ ไฟแนนซ์

เธอเคยถูกตำรวจจับในข้อหาเมาแล้วขับหลังปาร์ตี้งานวันเกิดเธอ ซึ่งหลายคนกล่าวว่า ทำไมเธอไม่ให้คนขับรถ ขับให้ บางคนกล่าว..ตำรวจทำถูกต้องแล้ว  ทุกคนควรเคารพกฎหมายไม่เลือกคนรวย หรือ คนจน เหตุเกิดเมื่อปี 2011

 

Maria Franca Fissolo

รายได้อยู่ที่ $33.4 billion  เธอร่ำรวยมาจากการรับมรดกตกทอดมาจากสามีของเธอ “Michele Ferrero” (ที่เสียชีวิต) ซึ่งเขาเป็นเจ้าของธุรกิจช็อกโกแลตในเครือ “Ferrero SpA”  และมีแบรนด์ดังๆ อย่าง Nutella, Tic Tac, Kinder Eggs, Mon Cheri, Ferrero Rocher, Rafaello, Kinder Joy and Kinder Chocolates  ออกวางจำหน่ายกว่า 160 ประเทศ 

ก่อนหน้าที่สามีเธอเสียชีวิตเธอเป็น CEO ของ “Ferrero SpA” มาก่อนแล้ว  และ ในปัจจุบันบุตรชายเป็นคนบริหารงานทั้งหมด

Jacqueline Mars

รายได้อยู่ที่ $28.3 billion เธอร่ำรวยมาจากการรับมรดกตกทอดซึ่งได้มาจากบิดาและมารดา  

เธอทำงานในธุรกิจครอบครัวเกือบๆ 20 ปี   เธอเป็นคนชอบขี่ม้าในวันว่าง 
 “Mars,Incorporated”  เมื่อปี 2017  ทางบริษัท มีจำนวนพนักงานอยู่ที่ 80,000 คน โดยโรงงานที่ใหญ่ที่สุดอยู่ในเนเธอร์แลนด์ และ ไม่ได้ทำเฉพาะสายช็อกโกแลตชื่อดัง อย่าง M&M’s และ Snickers เท่านั้น ฯลฯ แต่ยังรวมไปถึงอาหารสัตว์อีกด้วย และ ยังมีช็อกโกแลตสำหรับผู้ที่เป็น Vegetarian อีกต่างหาก  เรียกได้ว่าตอบรับทุกสายการกินให้มีทางเลือกหลากหลายไม่หยุดยั้ง กรุบกริบๆกินเพลิน

 

“Jacqueline Mars” เคยถูกยึดใบขับขี่เป็นเวลา 6 เดือน และ ถูกปรับเป็นจำนวนเงิน $2500 โทษฐานขับรถโดยประมาทเพราะหลับใน จนทำให้เกิดอุบัติเหตุรถชนกัน มีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้น และ ผู้โดยสารท่านนั้นไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยเธอจึงต้องจบชีวิตลง และ เป็นเหตุให้หญิงตั้งครรภ์แท้งบุตร

 

เธอรอดพ้นจากการติดคุกเนื่องจาก เธอไม่มีประวัติเมาแล้วขับ ไม่พบสารเสพติดขณะขับขี่ เหยื่อผู้เสียหายให้การต่อศาลว่าทุกคนให้อภัยไม่เอาผิด เพราะเป็นอุบัติเหตุไม่คาดฝัน  ส่วนเธอ “Jacqueline Mars”  ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียหาย และ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนตราบาปที่รบกวนจิตใจเธอไปตลอดชีวิต .. “Jacqueline Mars” กล่าว..

 

 

Yang Huiyan   

https://konruay.com
https://konruay.com

รายได้อยู่ที่ $28.1 billion เธอร่ำรวยมาจากบิดา (Yeung Kwok Keung ) ที่ทำธุรกิจด้านอสังหาฯ ซึ่งเขาโอนหุ้นส่วนหนึ่งให้กับเธอ  เขากล่าวว่า ..แม้ในอนาคตเขาจะมีอายุยืนไปถึง 100 ปี “สมบัติทุกอย่างก็ต้องตกเป็นของบุตรสาวเขาอยู่ดี”  ผมมีความเชื่อมั่นและมีความภาคภูมิใจในบุตรสาวของผมมาก เธอเรียนจบที่อเมริกา ในขณะที่เรียนเธอเรียนอยู่ที่นั่นผมให้เธอ ไปหางานพาร์ทไทม์ทำไปด้วย เพื่อสร้างประสบการณ์อันดีให้กับตน  “ซึ่งหลายคนคิดว่าเธอร่ำรวยมากอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปหางานทำขนาดนั้นก็ได้

Susanne Klatten   

รายได้อยู่ที่ $25.1 billion เธอร่ำรวยมาจากมรดกตกทอดที่มาจากพ่อแม่ของเธอ (หุ้น BWM , SGL และ ALTANA AG  

เธอเรียนจบด้านธุรกิจไฟแนนซ์ เคยทำงานด้านโฆษณา และ การตลาด เธอชอบเล่นกอล์ฟและสกีที่ออสเตรีย

https://konruay.com

จู่ๆอยู่มาวันหนึ่ง  เธอได้ไปเจอกับผู้ชาย ที่โรงแรมหรูในออสเตรีย “เธอตกหลุมรักเขา” (ชายจากสวิส) อย่างจัง   จากนั้นฝั่งผู้ชาย ก็เริ่มขอเงินเธอ จำนวน £7 million ซึ่งเธอก็ให้เขานะ 

 

เธอกล่าวว่า  “เธอให้เพราะรักล้วนๆ”  จากนั่นเขาก็เริ่มมาขอเงินเธอบ่อยขึ้น  ซึ่งเธอปฏิเสธไปว่า ไม่ให้แล้ว   ชายคนนั้นกล่าวว่า “ถ้าไม่ให้”เขาจะเอารูปที่”แอบถ่าย”ระหว่างเธอกับเขาที่นอนด้วยกัน  ไปให้สามีเธอดูและเอาไปประจาน  จำนวนเงินที่เขาขอเธอไป คือ  £40 million  ซึ่งเธอคิดว่า”เธอโดนแบล็คเมล์”เข้าแล้ว 

 

“เขาไม่ได้รักเธอจริง” เขาแค่หลอกเธอเพื่อหวังเอาเงินเท่านั้น!!  เธอจึงตัดสินใจแจ้งความบอกตำรวจ  และ แกล้งจะนำเงินไปให้  ชายผู้นั้นถูกจับติดคุก 6 ปี รวมไปถึงชายอีกคนที่สมรู้ร่วมคิดในการก่อเหตุ ติดคุกถึง 7 ปี

ทั้งคู่เคยก่อเหตุหลอกลวง และ แบล็คเมล์ เอาเงินผู้หญิงไปหลายคน หลอกให้อีกฝั่งตายใจ  ให้หลงรัก  จากนั้นก็ขอเงิน  พอไม่ให้เงิน  ก็แบล็คเมล์ฝ่ายหญิง

และ ในช่วงวัยรุ่นมีคนพยายามลักพาตัวเธอและแม่ด้วยเช่นกัน

Laurene Powell Jobs 

 

https://konruay.com

รายได้อยู่ที่ $20.7 billion  เธอร่ำรวยมาจากมรดกของสามี ก็คือ “สตีฟ จอบส์” ซึ่งมาจากหุ้นของวอลต์ดิสนีย์ 4% และ หุ้นของ Apple 0.7%

 

เธอเรียนจบ MBA จากแตมฟอร์ด เป็นคนที่ฉลาด และ มีความสามารถเก่งในหลายด้าน เคยทำงานที่ Goldman Sachs 3 ปี เป็นนักธุรกิจ และ เป็นนักลงทุนที่ชาญฉลาด

Gina Rinehart

https://konruay.com
https://konruay.com

รายได้อยู่ที่   $18.6 billion  เธอร่ำรวยมาจากการรับมรดกตกทอดมาจากบิดา (Lang Hancock) ทำธุรกิจด้านเหมืองแร่ จำพวกเหล็ก

 

“อ้างอิงจาก BRW” ความร่ำรวยของเธอเพิ่มขึ้น ทุก 30 นาที  ราวๆ $1,077,054 และ เธอได้ลงทุนเพิ่มในด้านมีเดีย อีกด้วย

 

 

เธอแต่งงาน ตอนอายุ 19 มีบุตร คน และ หย่าในปี 1981 หลังจากนั้น ปี ต่อมา เธอได้แต่งงานใหม่ มีบุตรอีก คนกับสามีใหม่และเขาเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจวาย ในปี 1990

 

เธอเรียนมหาวิทยาลัยที่ซิดนีย์ด้านเศรษฐศาสตร์แต่ไม่จบ ออกมาเสียก่อน เพื่อมาช่วยงานบิดา เธอเรียนรู้งานทุกอย่างจากพ่อของเธอ ซึ่งเขาเสียชีวิตลงในปี 1992  

นั่นเป็นเหตุให้ ระหว่างเธอกับแม่เลี้ยง “ต้องไปสู้กันในชั้นศาลเรื่องทรัพย์สินและมรดกบิดาของเธอ” ซึ่งได้ต่อสู้กันมายาวนานถึง 14 ปี กว่าจะจบและปิดเคสลงได้ 

 

ยูทูปเบอร์ดังกับยอดผู้ติดตาม 7-62 ล้านคน เผยไอเดียพร้อมรายได้

MichellePhan ยูทูปเบอร์ชื่อดัง กับ เจ้าของรายได้สูงสุด $50 million มาพร้อมกับยูทูปเบอร์ดังอย่า พิวดีพาย (PewDiePie) กับยอดคนติดตามมากที่สุดในโลกกว่า 62.4 ล้านคน เรามาดูด้วยกันว่าเรื่องรายได้พวกเขาจะทำเงินได้งดงามขนาดไหน บอกหมดกับเคล็ดลับไอเดียดีๆสำหรับท่านที่อยากเป็นยูทูปเบอร์ ที่นี่เรามีคำตอบให้กับทุกท่านค่ะ

Lilly Singh

เธอมียอดคนติดตามสูงถึง 13 ล้านคน รายได้ของเธออยู่ที่ $16 million อายุ 29 ปี เป็น Vlogger

Lilly Singh   เป็นยูทูปเบอร์ที่ดังมาก “จุดเริ่มต้นที่เธอมาทำยูทูปวีดีโอก็คือเธอเป็นโรคซึมเศร้า” เธอแค่อยากช่วยเหลือคนที่เป็นโรคซึมเศร้าเท่านั้น เพราะเธออยากเห็นพวกเขาหายดีและมีกำลังใจในการต่อสู้กับชีวิต นี่เป็นไอเดียที่มาของเธอ  

เธอเริ่มทำคลิปวีดีโอยูทูปขึ้นมา ในปี 2010 มีคนติดตามในช่วงแรกแค่ 1,000  คนเท่านั้น

คลิปวีดีโอยูทูปที่Lilly Singh” ถ่ายทำจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความตลกๆสนุกสนาน และ ถามตอบ คำถามสำหรับนที่อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับตัวเธอ

https://konruay.com

Lilly Singh เธอทำ Vlog ส่วนตัวด้วยเช่นกัน  เป็นลักษณะการใช้ชีวิตประจำวัน ว่าในแต่ละวันเธอทำอะไรบ้าง  ไปที่ไหน สถานที่อะไร  ในบางคลิปก็พูดถึงเรื่องที่เธอประสบปัญหาและกำลังต่อสู้กับปัญหานั้นอยู่   เธอทำคลิปเกี่ยวกับการร้องเพลง และ การเต้นรำ ซึ่งตรงส่วนนี้ส่งผลให้ “Lilly Singh” ได้เป็นนักแสดง  ใน Disney และ HBO ด้วยเช่นกัน   รวมไปถึง เธอยังเป็นนักพูดสร้างแรงบัลดาลใจให้กับผู้อื่นได้อีกต่างหาก

เธอสร้างวีดีโอยูทูปไม่ต่ำกว่า 600 วีดีโอ และ เธอเริ่มมาดังมากๆ ในปี 2014

ซึ่งจุดนี้เอง “เธอมีส่วนช่วยเหลือเด็กวัยรุ่นมากมายไม่ต่ำกว่าพันคน”  ให้หลุดจากปัญหาโรคซึมเศร้า  ว่าทุกคนก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างเธอ เพียงแค่ลุกขึ้นสู้ไม่ใช่แค่คุณที่เจอปัญหาเพียงคนเดียว  แต่มีหลายๆคนก็เจอปัญหาเช่นเดียวกันกับคุณ และมีหลายคนพร้อมที่จะเป็นกำลังใจให้  ซึ่งคุณอาจจะไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง เรียกได้ว่าเธอได้ใจแฟนคลับของเธอเป็นอย่างมาก ไม่แปลกที่เธอจะมาถึงจุดนี้ได้

Ryan ToysReview

มียอดคนติดตามมากกว่า 13.8 ล้านคน รายได้อยู่ที่ $14-18 million อายุแค่ 7 ขวบเท่านั้น!!

Ryan ToysReview   ได้ทำวีดีโอยูทูป “ถ่ายทำเกี่ยวกับการรีวิวของเล่นเด็ก” จุดบังเกิดไอเดีย คือ ตอนอายุ 4 ขวบ  เขาเป็นเด็กที่ชอบดูรีวิวของเล่นในยูทูปมาก เขาจึงพูดกับ คุณพ่อและคุณแม่ ของเขาว่า”อยากลองทำดูบ้าง”

Ryan ToysReview เป็นยูทูปเบอร์เด็กที่ดังมากในยูทูป เริ่มถ่ายทำวีดีโอยูทูปในปี 2015 ทำปีนั้นดังปีนั้นเลยสุดยอดมาก!!

MichellePhan

เธอมียอดคนติดตามมากกว่า 8.9 ล้านคน และเป็นยูทูปเบอร์ที่ทำรายได้สูงสุดกว่า $50 million อายุ 31 ปี

MichellePhan เป็นยูทูปเบอร์ชื่อดังในสายความงาม สอนเทคนิคการแต่งหน้า

เธอเริ่มทำยูทูปเมื่อปี 2006 ได้ยอดวิวมาในตอนแรกที่ 40,000 วิว แต่เธอมาดังจริงๆจังๆ ในช่วงปี 2009-2010 ในคลิปสอนแต่งหน้าแบบ “เลดี กาก้า” คลิปนั้นทำให้มียอดผู้ติดตามทะลุเป็นหลักล้าน

เธอทำคลิปวีดีโอยูทูปไม่ต่ำกว่า 385 วีดีโอ กับยอดวิวพันกว่าล้านวิว

MichellePhan ที่เธอทำเงิน และ สร้างรายได้ จากช่องยูทูปวีดีโอได้อย่างมากมายนั้น เป็นเพราะ เธอพ่วงแบรนด์เนมยักษ์ใหญ่มาเป็นพาร์ทเนอร์ให้เธอได้ เช่น Lancôme ในปี 2011 และ L’Oréal

แต่มีอยู่อย่าง คือ ก่อนหน้าไม่กี่ปี เธอเคยไปสมัครงานแผนกเครื่องสำอางค์ของ Lancôme แต่เธอกลับถูกปฏิเสธ เพราะว่าเธอไม่มีประสบการณ์ด้านการขาย ก็เลยไม่ได้ทำงานที่นั่น 

ซึ่งในปัจจุบัน MichellePhan ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เธอมีแบรนด์เครื่องสำอางค์เป็นของตัวเอง ซึ่งมีรายได้รวมอยู่ที่ $500 million

Mark Fischbach (Markiplier)

มียอดคนติดตามมากกว่า 20 ล้านคน รายได้อยู่ที่ $12.5 million อายุ 28 ปี

เขาทำเกี่ยวกับเกม จุดเด่นที่ทำให้คนติดตามเขาเยอะก็คือการแสดงออกทางด้านอารมณ์และความรู้สึก ทำให้คนอิน หรือ เกิดอารมณ์ร่วมไปกับเขาด้วย ประมาณว่าเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน ไม่อายที่จะทำอะไรแบบ บ้าบอๆ รู้สึกยังไงก็แสดงออกอย่างนั้น เช่น ร้องตะโกนโหวกเหวก  อารมณ์ลุ้น  โห่!!   เฮ้อ!!   ว้าว (ชนะ)   วี๊!!(สยอง)   แม่ม!! (เซ)

เขาเริ่มทำคลิปวีดีโอยูทูป มาตั้งแต่ปี 2012 เริ่มโด่งดังเป็นที่รู้จักมากขึ้นในปี 2014 และต่อเนื่องมาจนปี 2015 ยอดผู้ติดตาเขา ทะลุไปที่ 10 ล้านคน ..ซึ่งขอบอกว่าเก่งมาก..Thumbs Up

Logan Paul

เขามียอดคนติดตามมากกว่า 17 ล้านคน รายได้อยู่ที่ $12.5 million อายุ 26 ปี เป็น Vlogger

Logan Paul กล่าวว่า จุดที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในการเป็นยูทูปเบอร์ คือ

ให้เป็นตัวของตัวเอง ไม่ปลอม หรือ หลอกคนอื่น เป็นยังไงก็ให้เป็นอย่างนั้น ตัวจริงเากับต่อหน้ากล้องคนจะรับได้หรือไม่นั่น คือ “ตัวจริงเา”

ไม่ต้องกลัวที่จะตามล่าฝันของตัวเอง กล้าตัดสินใจ มีความมั่นใจในตัวเอง พยายามที่จะไม่ตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องที่สำคัญ

ถ้าอยากเป็นยูทูปเบอร์ดังๆ  ให้เริ่มทำตั้งแต่อายุยังน้อย  เขาเริ่มทำคลิปยูทูปวีดีโอ ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ  เริ่มจากที่ไม่มีประสบการณ์อะไรเลย “ประสบการณ์คือการลงมือทำเพื่อให้เกิดประสบการณ์”

วิธีทำเงินสร้างรายได้ส่วนหนึ่งของ “Logan Paul” มาจากการออกงานอีเว้นท์ เช่น สื่อภาพยนต์ หรือ ทีวี รายการโชว์ต่างๆ หรือ จากสปอนเซอร์

Logan Paul ปัจจุบันเขาคือ”ยูทูปสตาร์” แต่มี 1 คลิปวีดีโอที่เกือบทำลายชีวิตการเป็นยูทูปเบอร์ชื่อดังของเขา

เรื่องที่เาไม่ถูกยูทูปแบนบัญชี นี่ก็อีกหนึ่งประเด็น ที่มีคนวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก  ฟนคลับและผู้ติดตามเขาบางส่วนก็หายไป   “Logan Paul”  เจอกระแส ต่อต้านหนักมาก  ก็ไม่รู้ว่าเขาจะเรียก ความเชื่อมั่นจากแฟนๆกลับมาได้หรือไม่   แต่ก็มีแฟนคลับบางส่วนที่ยังคงติดตามและคอยปกป้องเขาอยู่ และ สปอนเซอร์บางที่ก็ยกเลิกบางที่ก็ไม่

ทาง CEO กูเกิล “Susan Wojcicki”  เธอให้สัมภาษณ์ว่าทำไม “Logan Paul” ไม่ถูกแบน เธอให้เหตุผลว่า กูเกิลจะแบนก็ต่อเมื่อเขาทำผิดทางเงื่อนไขต่างๆถึง 3 ครั้ง และต้องดูองค์ประกอบอื่นๆเพิ่มเติมด้วยไม่ใช่อยากจะแบนใครก็แบน แบบนั้นมันไม่ใช่ค่ะ

คลิปประมาณนี้ที่เป็นกระแสอยู่ค่ะ

เรื่องมีอยู่ว่า “เขากับเพื่อน” ไปประเทศญี่ปุ่นและเข้าไปในป่าที่มีคนญี่ปุ่น ฆ่าตัวตายมากที่สุด ใน “อาโอกิงาฮาระ”  ซึ่งเป็นสถานที่ ที่มีคนฆ่าตัวตายเป็นอันดับสองของโลก  

“Logan Paul”  ได้ทำคลิปนี้เพื่อนำไปลงในยูทูปโดยเฉพาะ   ซึ่งบังเอิญว่า  พอเขาเดินเข้าไปในป่าก็เจอกับคนที่ฆ่าตัวตายจริงๆ แบบจะจะ  ไม่มีการเตี๊ยม อะไรกันไว้ทั้งสิ้น เขาเจอคนแขวนคอตายจริง  แต่กริยาที่เขาสื่ออกมา หลายคนวิจารณ์ว่าไม่ค่อยเหมาะสมและไม่ค่อยให้เกียรติต่อผู้ที่เสียชีวิต บางคนก็บอกเป็นคลิ๊กเบทบ้าง 

เรียกได้ว่า โดนกระแสถล่มจากทั่วโลกเยอะมาก แม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเองในบางส่วนก็ไม่พอใจ รับไม่ได้กับพฤติกรรมของเขาหลายอย่าง 

เขาทำคลิปนี้ออกมาดังจริง  แต่ดังแบบทำลายตัวเองและออกมาในทางลบมากกว่า   แต่เขาก็ออกมากล่าวคำขอโทษและแสดงความเสียใจต่อแฟนๆและทางสื่อเป็นที่เรียบร้อยว่า”ไม่ได้เจตนา”

เรียกได้ว่าเป็นอุทาหรณ์อย่างหนึ่งสำหรับคนที่อยากเป็นยูทูปเบอร์ดัง ต้องระวังให้มากๆ  บางคนอาจคิดแค่เรื่องต้องให้ได้ยอดวิวเยอะๆเท่านั้น  สร้างสรรค์เกินขอบเขต คิดว่าทำแบบนี้แล้วดัง โดยไม่คำนึงถึงหลักจรรยาบรรณ ศีลธรรม หรือ ความรับผิดชอบต่อสังคม ทำไปแบบไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี  ก็อาจจะดับไป คือ ดับสนิทไปเลย ไม่ฟื้นคืนกลับมาได้ก็มี

ตัวอย่าง

Bashurverse ปัจจุบันอายุ 33 ยอดคนติดตามมากกว่า 1.8 ล้านคน เขาเริ่มทำยูทูปมาตั้งแต่เด็กๆ ยอดวิวต่อเดือนกว่า 20 ล้าน  เรื่องที่ทำให้หลายคนรับไม่ได้และเกิดกระแสต่อต้านอย่างหนัก คือเขาได้อัพโหลดวีดีโอ ที่พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์กับเด็กอายุ 15 ซึ่งขณะนั้นตัวเขาเองมีอายุได้ 18 ปี และมีอีกคลิปวีดีโอ ที่เขาพูดถึงการไปข่มขืนเด็กอายุ 10 ขวบ ซึ่งในขณะนั้นเขามีอายุ 23 ปี

เรียกได้ว่าเป็นการปิดฉากยูทูปเบอร์ไปโดยปริยาย

Dude Perfect

มียอดคนติดตามมากกว่า 30 ล้านคน รายได้อยู่ที่ $20 million

กลุ่มนี้ทำเกี่ยวกับกีฬาในด้านคอมเมดี้

Evan Fong (VanossGaming)

เขามียอดผู้ติดตามมากกว่า 23 ล้านคน รายได้อยู่ที่ $15.5 million อายุ 26 ปี

https://konruay.com

เขาทำด้านเกม เริ่มทำยูทูปวีดีโอเมื่อปี 2011 มาดังเปรี้ยงปร้างในปี 2013 และในปี 2015 เขามียอดผู้ติดตามทะลุ 11 ล้านคน โดยค่าเฉลี่ยคนที่เข้าชมวีดีโอของเขาอยู่ที่ 4-5 ล้านวิว

Evan Fong กล่าวว่า โดยพื้นฐานเขาเองไม่ใช่แฟนวีดีโอเกมมาก่อน มาทำในช่วงแรกๆคุณพ่อคุณแม่ ท่านก็ไม่เห็นด้วย เพราะท่านเป็นห่วง

Dan Middleton

เขามียอดคนติดตามมากกว่า 18.9 ล้านคน รายได้อยู่ที่ $16.5 million อายุ 26 ปี

เขาเริ่มทำยูทูปวีดีโอ เมื่อปี 2012 ทำเกี่ยวกับเกม ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยทำงานในเทสโก้มาก่อน

Dan Middleton   “เป็นยูทูปเบอร์ที่ดังมากที่สุดในโลกคนหนึ่ง”   ..สิ่งที่เขาทำในแต่ละวันคร่าวๆ คือ ตื่นขึ้นมาตอน 9 โมงเช้า มาถ่ายทำวีดีโอ  จากนั้นในช่วงบ่ายคือเป็นเวลาตัดต่อ และ อัพโหลดวีดีโอ เวลา 8.30 น. หลังจากนั้น เขาจะไล่เช็คคอมเม้นต์จากแฟนๆเพราะบางทีอาจได้ไอเดียเจ๋งๆหรือแนวเกม จากแฟนคลับของเขาก็ได้เช่นกัน

พิวดีพาย (PewDiePie)

เป็นยูทูปเบอร์ที่โด่งดังมานาน ด้วยวัย 26 ปี และมียอดคนติดตามมากที่สุดในโลกกว่า 62.4 ล้านคน มีจำนวนผู้เข้าชมมากกว่า 17 พันล้านวิว รายได้ในปี 2018 อยู่ที่ $20 million

เขาทำวีดีโอบล็อก แคสเกม  โดย “เฟลิกซ์ อาร์วิด อุลฟ์ เชลล์แบรย์” เป็นชื่อจริงของเขา  เขาได้สมัครยูทูปภายใต้ชื่อ “พิวดีพาย” ในปี 2010 (8ปีที่ผ่านมา) ในขณะนั้นเขากำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย แต่ได้ออกกลางคันเพราะไม่ชอบและไม่อยากเรียนแล้ว  ซึ่งที่บ้านเขาก็ไม่ได้เห็นด้วยแต่อย่างใด

เขาต้องออกไปหางานทำเพื่อเลี้ยงดูตัวเอง และมีความมุ่งมั่นที่จะเอาดีทางยูทูปให้ได้  ในเวลานั้นเขาทำงานทั้งขายฮอตดอก และ ขายรูป ไปด้วย

จากนั้นพอมาถึงปี 2012 เขามียอดผู้ติดตามทะลุ 1 ล้านคน และวิ่งทะลุเพดานเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

จนมากระทั่งเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา เขาโดนสปอนเซอร์ อย่าง Disney ยกเลิกสัญญา  อันเนื่องมาจาก เขาทำคลิปวีดีโอในเชิงดูถูกเหยียดหยามและต่อต้านชาวยิว และโดนแบลคลิสต์โฆษณาจากจ้าวใหญ่หลายจ้าว  จนกระทั่งทางยูทูปได้ถอดการผลิตเรียลิตี้โชว์ร่วมกับพิวดีพายไป 

ซึ่งในขณะเดียวกันเขาก็ได้ออกมากล่าวคำขอโทษ “ที่ทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ” เขาแค่อยากให้ทุกคนสนุกและขำเท่านั้น แม้ปัจจุบันยอดคนติดตามเขาจะไม่เยอะเหมือนสมัยก่อน แต่เขาก็ยังไปได้เรื่อยๆ

คำแนะนำจาก พิวดีพาย (PewDiePie) สำหรับคนที่อยากมีแชนแนลเป็นของตัวเองหรืออยากเป็นยูทูปเบอร์ ว่าต้องทำอย่างไร

เขาออกตัวก่อนเลยว่า “เขาอาจจะไม่รู้ทุกเรื่องในสิ่งที่เขากำลังให้คำแนะนำดังต่อไปนี้” มันอาจจะเวิร์คหรือไม่เวิร์คก็ได้  “อย่าลืมว่านี่คือความคิดเห็นส่วนตัวของผมนะครับ”

ในบางครั้งผมก็คิดๆนะว่า  ผมคือใครที่บังอาจจะไปแนะนำคุณ เพราะคำถามนี้ ถ้าไปถามคนอื่นก็อาจได้คำตอบที่ต่างกันออกไป เช่น ทำยังไงให้ช่องยูทูปของเราจะดังและเป็นที่รู้จัก หรือมียอดวิวเยอะๆ มีผู้ติดตามเยอะๆ 

แต่เอาเถอะ  มีหลายคนถามผมเข้ามาเยอะมาก ผมขอตอบ ให้เลยก็แล้วกัน

สิ่งที่ผมกำลังพูดต่อไปนี้  ไม่ต้องถึงกับยกนิ้วให้ ว่าดีหรือเจ๋ง  โปรดอย่าคิดหวังไปไกลขนาดนั้นนะครับ

ผมก่อตั้งยูทูปและมีแชนแนลเป็นของตัวเองมาได้ 8 ปีแล้ว บางอย่างมันอาจเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยก็ได้    แต่ก็ลองดูครับ

เริ่มที่อุปกรณ์

พิวดีพาย”  กล่าวว่า  คุณต้องมีอุปกรณ์ในการทำ ในการถ่ายคลิปวีดีโอ หรือ ทำการตัดต่อวีดีโอ มีไมโครโฟน ซึ่งในหลายคนอาจคิดว่าต้องใช้อุปกรณ์เทพ หรือ เจ๋งๆมาทำ

พิวดีพาย  (PewDiePie)  ตอบว่า  “ไม่จำเป็นครับ” ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้ คุณมีอะไรก็ใช้อันนั้นล่ะ ผมก็เริ่มมาจากอุปกรณ์ที่ตัวเองมี ใช้ไมโครโฟนเก่าแถมหักอีกต่างหากแต่ก็ยังใช้ได้อยู่  ที่หลายคนท้อใจไป เพราะเขาลงทุนซื้ออุปกรณ์แพงๆมาใช้  แต่ผลตอบรับกลับมา มันไม่ได้อย่างใจคิด ก็เลิกไปครับ

“คุณอย่าลืม และ ท่องไว้เลย” ว่า เรามือใหม่ หัดขับ  มันต้องใช้เวลา ที่ต้องการ การฝึกฝน ในเรื่อง สกิล และ ทักษะ

“ดังนั้นอย่าไปเริ่มต้นด้วยของแพงครับ” มันเกินไปหน่อยเพราะคุณยังไม่รู้เลยว่าจะร่วงหรือจะรุ่งกันแน่ การใช้อุปกรณ์แพงๆมาทำยูทูปวีดีโอ  มันไม่ได้การันตีว่าคุณจะได้ยอดวิวดี หรือ มีคนมาติดตามช่องคุณนะครับ เริ่มจากใช้เงินน้อยๆทำไปก่อนจะได้ไม่ต้องเจ็บตัวมาก ถ้ามันไม่ใช่

แรกๆเว็บแคมผมยังไม่มีเลย และ ผมก็ยังไปดูคนอื่นเขาอยู่ ว่า เขาทำยังไงกัน ผมก็ทำตามเขานั่นล่ะ ง่ายดี

https://konruay.com

พิวดีพาย (PewDiePie) กล่าวว่า  การที่ผมมาทำยูทูปวีดีโอนั้น ก็เพราะ ผมเป็นคนชอบดูยูทูป “ดูไปนานๆก็อยากมาทำเองบ้าง”   มาเริ่มคิดไอเดียเป็นของตัวเอง ในช่วงแรกๆ ช่องของผมก็ยังไม่โตนะครับ  มียอดวิวแค่ 100 วิวเอง เท่านั้นผมก็ภูมิใจสุดๆ แล้ว

จากนั้นผมมาเริ่มคิดต่อว่า   ทำไมช่องผมไม่โตซักที  “ผมเลยลองทำอะไรที่มันแปลกฉีกแนวดู” ได้ผลตอบรับกลับมาดีมาก ซึ่งเกินความคาดหมายของผมครับ

ยูทูปเบอร์หลายคนก็ประสบความสำเร็จในด้านนี้นะครับ แต่เป็นแบบไม่ยั่งยืน เพราะเขาไม่รู้วิธีการรักษาแฟนคลับของเขาเอาไว้  ในที่สุดคนก็ค่อยๆหายไปครับ

ลองถามตัวเอง   คนที่มาแชนแนลคุณ เขามาเพื่ออะไรครับ 

พิวดีพาย  “ตอบว่า”   เขามาเพื่อดูคุณโดยเฉพาะไงครับ เพราะเขาชอบคุณไง  “มีเท่านี้เลยจริงๆไม่มีเทคนิคเทพอะไรมาก” เขาชอบคนลักษณะอย่างคุณ สไตล์อย่างคุณ บุคลิกอย่างคุณ “ซึ่งสำคัญกว่าตัวคอนเท้นท์เลยด้วยซ้ำ”

ส่วนตัวผมก็ไปดูแชนแนลคนอื่นเหมือนกัน  เพราะ  ผมชอบคนลักษณะนี้ สไตล์นี้ ผมถึงไปดู  ผมคิดว่าดูยูทูปสนุกกว่าดูทีวี  มันมีความเรียลมากกว่า เพราะมันไม่มีผู้กำกับหรือต้องเล่นตามบทเป๊ะๆ  ผมชอบดูอะไรที่มันเป็นธรรมชาติมากกว่า ได้อารมณ์กว่า  นี่คือเสน่ห์อย่างหนึ่งของยูทูป และ ผมตามอ่านคอมเม้นท์ของทุกคนเลยครับ

ผมจะมีออฟฟิซยูทูปแยกต่างหาก บ้านคือที่สถานที่พักผ่อน ทำงานเสร็จคือจบครับ ไม่เอามาปะปนกัน ไม่ใช่อัพโหลดวีดีโอยูทูปตลอดเวลา เพื่อทำเงิน ในตรงนี้ผมอาจคิดผิดก็ได้นะครับ

พยายามทำยูทูปให้เป็นงานอดิเรกให้ได้  แล้วเราจะมีไอเดียใหม่ๆออกมาเรื่อย   พยายามทำงานให้เสร็จ คือ จบไปเลยไม่นำมาคิดมากหรือเก็บไปกังวลต่อ  แต่ในบางครั้งผมเองก็ทำยากเหมือนกันเพราะต้องคิดคอนเท้นท์ใหม่ๆตลอดเวลา 

ส่วนตัวผมคิดว่ายูทูปมันไม่ได้ยั่งยืนไปตลอด แต่ยังไงผมก็ทำให้เต็มที่ในเวลานี้ครับ

ทำยังไงให้คนรู้จักยูทูปแชนแนลของคุณเยอะๆ

พิวดีพาย (PewDiePie) ให้ความเห็นว่า  “คุณต้องหาคนมาช่วยโปรโมทให้ ในช่วงแรกๆครับ” เช่น ญาติ พี่น้อง เพื่อน ใครที่มีช่องยูทูปอยู่แล้ว หรือ เป็นยูทูปเบอร์อยู่แล้ว ให้เขาช่วยโปรโมท หรือ ไปโพสตามเว็บต่างๆ มันก็ง่ายขึ้นเยอะเลยทีนี้

ผมเคยช่วยคนรู้จักโปรโมทช่องยูทูปให้เขาเหมือนกัน  เป็นการช่วยให้เขาเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น  แต่ตัวเขาเองจะไปได้ไกลหรือไม่มันคือฝีมือเขาล้วนๆ นะครับ เพราะคนจะติดตามไม่ติดตาม ไม่ใช่มาจากตัวผมเพียงอย่างเดียว  แต่มาจากตัวของคนๆนั้นล้วนๆ หรือหากคุณ จนปัญญาหมดหนทางแล้วจริงๆ ไม่มีใครเลย

ก็ครับ..แบบนี้เลย “มึนๆเข้าไปเลยครับ” ใครที่ทำคอนเท้นท์ที่คล้ายกับคุณ หรือ เป็นแนวเดียวกันกับคุณ ไปคอมเม้นท์และฝากลิงค์คุณเลยครับ  เพราะผมก็เคยทำมาก่อน 555++ ผมไม่อายครับ

มีอีกเรื่องที่ผมอยากบอก คือ “อย่าไปเชื่อใครง่ายๆ” ในวงการนี้  มันมีการโกหก หลอกลวง เรื่องผลประโยชน์ด้วยเช่นกัน ผมเจอมาเยอะมาก โปรดระวัง หากคุณทำด้านเกม อย่าไปเซนต์สัญญากับ Network ต่างๆ ให้ทำเฉพาะกับยูทูปก็พอ และ เวลาคุณจะเซ็นต์สัญญาอะไร ควรปรึกษาทนายบ้างก็ดี เพราะผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร คอนแทคงานกับใครก็ควรดูดีๆให้รอบคอบ  และ ควรมีฝ่ายบัญชี ดูแลเรื่องบัญชีดีๆครับ

“พิวดีพาย”  สุดท้ายที่ผมจะฝาก  “อย่าคิดว่าทำยูทูปแล้วจะดังหรือได้เงินเยอะ”  คุณควรทำเพราะคุณรักที่อยากจะทำมากกว่า ถ้าไม่สนุกไม่รักทำได้ไม่นานครับ  มันจะกลายเป็นความเครียดไปซะเปล่า แล้วไม่อยากทำต่อ  ถ้าคุณคิดว่าคุณรักและชอบ ทำไปเลยครับไม่มีอะไรจะเสียแม้คนดูจะไม่เยอะก็ตาม

ผมยังจำความรู้สึกครั้งแรกได้ดี  เพียงแค่ 100 วิวเท่านั้น ที่มีคนเข้ามาดูคลิปของผม  แค่นี้ผมก็ปลื้มแล้ว  เพราะมันมาจากความเต็มใจที่ผมตั้งใจทำให้พวกเขาดู  นั่นแหละคือความสำเร็จของผมครับ “ทำให้คนดูมีความสุข”

คำแนะนำจาก Alisha Marie สำหรับคนที่อยากประสบความสำเร็จในการเป็นยูทูปเบอร์

เธอมียอดคนติดตามมากกว่า 7.3 ล้านคน รายได้อยู่ที่ $250,000 อายุ 25 ปี เธอเป็น Vlogger

เริ่มทำยูทูปตั้งแต่ ปี 2008 แต่ไม่ได้อัพโหลด จนกระทั่งปี 2011 เธอถึงอัพโหลดลงยูทูป

Alisha Marie   ได้ให้คำแนะนำว่า   ถ้าคุณอยากเป็นยูทูปเบอร์หรือมีแชนแนลเป็นของตัวเอง ประเด็นที่สำคัญ คือ คุณควรทำเพราะรักที่อยากทำจริงๆ ไม่ใช่เอาเงินเป็ที่ตั้ง  แต่คุณอยากทำคลิปวีดีโอยูทูปเพื่อแชร์ให้คนดูเป็นที่ตั้ง และ “ไม่ได้ทำเพื่อหวังจะดังเท่านั้น”  เพราะคุณอาจเจอคนที่เกลียด และไม่ชอบคุณก็ได้ หรือ คุณอาจเจอคอมเม้นท์ประเภทกลายเป็นฝันร้าย (หลอน สยองขวัญ) ก็ได้เช่นกัน

คุณควรทำยูทูปวีดีโอให้เป็นงานอดิเรก ทำเพราะชอบ และหลงใหลที่จะทำ

คุณควรใช้ กล้อง DSLR  นะคะ ถ้าไม่มีแนะนำให้เก็บเงินซื้อ   ส่วนไฟสตูดิโอต้องมี  ถ้าไม่มีก็ใช้แสงจากธรรมชาติหาที่สว่างๆเข้าช่วย

โปรแกรมตัดต่อดิฉันใช้ Final Cut Pro และ iMovie

Alisha Marie  แนะนำว่า   เราอย่าไปก๊อปปี้ใคร ให้เป็นตัวของตัวเอง มีสไตล์ หรือสร้างแนวทางเป็นของตัวเองดีกว่า และ การใส่เพลง หรือ ใส่เสียงตลกลงไป  ไม่ได้บอกว่าคุณจะดังและมีคนชอบ หรือ ลูกเล่นต่างๆก็เหมือนกัน  “ทำง่ายๆสร้างความแตกต่าง” แบบมีเอกลักษณ์เฉพาะตนดีกว่า มีรูปโปรไฟล์  สวยสะดุดตา

เรื่องการเช็คดูยอดวิวในแต่ละวันว่าอยู่ที่เท่าไหร่แล้ว  ดิฉันไม่เคยคิดจะทำเลย เพราะมันจะทำให้คุณเครียด   จะให้ไปเช็คทุกวันคงเป็นไปไม่ได้   ที่ทำได้ ก็แค่อัพโหลดวีดีโอ อย่างสม่ำเสมอ และ เป็นตัวของตัวเองดีที่สุด   แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จในการเป็นยูทูปเบอร์แล้วค่ะ จาก ..  “Alisha Marie” 

Joe Sugg

 

มียอดคนติดตามมากกว่า   8.2 ล้านคน รายได้อยู่ที่ $ 2.3 million อายุ 27 ปี เป็น Vlogger

เขาเริ่มทำยูทูปวีดีโอ มาตั้งแต่ ปี 2011 และในปี 2013 เขามียอดผู้ติดตามทะลุล้าน  ซึ่งในความจริงเขาเป็นคนขี้อายเลยด้วยซ้ำ  แต่ที่เขาทำเพราะใจรักล้วนๆ  ทำอย่างสม่ำเสมอ  ครีเอทีฟ และ ไม่ได้ทำเพราะเงินเป็นตัวขับเคลื่อนแต่อย่างใด    “Joe Sugg”  กล่าวไว้ดังนี้แหละ

 

แจ็ค หม่า (อาลีบาบา) ชายผู้ไม่แพ้ แม้ถูกปฏิเสธและล้มเหลวเป็นพันๆครั้ง

แจ็ค หม่า” ผมเคยเจอความผิดพลาด ล้มเหลวมาแล้วเป็นพันๆครั้ง กว่าจะมาเป็น “อาลีบาบา” ได้  ถ้า”แจ็ค หม่า”พ่ายแพ้ไปตั้งแต่วินาทีแรกที่เจอการปฏิเสธ เขาคงไม่มีวันที่ประสบความสำเร็จในชีวิต กับ รายได้ $49.4 billion อย่างแน่นอน เขาคือชายผู้ไม่แพ้อย่างแท้จริง

ทำความรู้จักกับ “แจ็ค หม่า”

แจ็ค หม่า” ได้ศึกษาต่อในด้านครู  ซึ่งผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาเป็นครูเลยครับ ผมเกลียดการเป็นครู และ “ผมก็ไม่อยากเป็นครู” เพราะ คนมักจะดูถูกหากรู้ว่าใครเป็นครู ในเวลานั้นตลอดเวลา 4 ปีที่ผมเรียนอยู่ ผมคิดกับตัวเองว่าถ้าไม่เป็นครูแล้วผมจะเป็นอะไร ผมจะทำอะไรต่อดี เพราะจบครูออกมาก็ต้องมาเป็นครูเพราะรัฐจ่ายเงินให้

พอ “แจ็ค หม่า” เรียนจบ เขาได้เป็นครูมหาวิทยาลัยที่แห่งหนึ่ง เป็นคนเดียวที่ได้รับเลือก นอกนั้นก็ไปสอนเด็กมัธยมแทน ผมเป็นครูที่มีรายได้น้อยมากครับ ได้แค่ $10 ต่อเดือนเท่านั้น จากนั้นผมนั่งคิดพิจารณาในสิ่งที่ผมเรียนมาจาหนังสือ ว่าครูที่ดีต้องสอนคนด้วยประสบการณ์จริงประมาณ 10-15 ปีขึ้น ออกไปหาประสบการณ์แล้วค่อยกลับมาเป็นครูใหม่ ถึงจะเรียกว่าเป็นครูที่แท้จริงได้ นั่นคือ ความคิดของผมในเวลานั้น

หลังจากนั้น แจ็ค หม่า” ได้ไปที่อเมริกา ได้รู้จักอินเอร์เน็ตที่นั่น ในเวลาเดียวกันผมก็มองหางาน ผมไปสมัครงานเยอะมาก รู้สึกเหมือนไม่มีใครต้องการผมเลยครับ ผมถูกปฏิเสธเยอะมาก มีอยู่ครั้ง ผมไปสมัครงานโรงแรม ซึ่งก็ไม่ได้ เขาบอกผมว่า”หน้าตาผมไม่ผ่าน”

ในเดือนธันวาคม ปี 1994 ที่ซีแอตเทิล “ผมได้รู้จักอินเอร์เน็ตครั้งแรก” โดยคำแนะนำจากเพื่อน ให้ผมลองค้นหาคำดู คำอะไรก็ได้ ผมเสริช คำว่า “เบียร์” ก็มีเบียร์ปรากฎขึ้นมาเยอะแยะเลยครับ แต่ที่น่าแปลกใจคือ ไม่มีข้อมูลของคำว่า “เบียร์” มาจากประเทศจีนเลย แต่ของที่อื่นมีครับ

ไอเดีย” เริ่มจากตรงนี้ละครับ ผมคิดว่าถ้าใส่ข้อมูลทางธุรกิจจีนลงไปในเว็บไซต์บ้างคงจะดีไม่น้อย ถ้าคนค้นหาเจอ ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีได้เหมือนกัน ซึ่งผมไม่รู้ว่าอินเอร์เน็ตมันจะกว้างใหญ่ไพศาลและยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้

แจ็ค หม่า อาลีบาบา” กับอุปสรรคและความล้มเหลวที่ต้องฝ่าฟัน

ช่วงที่ “แจ็ค หม่า” เริ่มต้นก่อตั้ง “อาลีบาบา” พวกเรามีกันทั้งหมด 18 คนครับ ส่วนมากจะมาจากนักเรียนของผมเอง

ซึ่งทุกคนนั้น ล้วนเป็นนักเรียนที่ไม่ได้จบมาจากโรงเรียนชั้นนำของประเทศ  ซึ่งผมก็เช่นกัน  ผมเป็นคนที่เรียนหนังสือไม่เก่ง เข้าสอบเพื่อเรียนต่อสอบไม่ผ่านตั้งหลายครั้ง ใช้ความพยายามถึง 3 ปี จึงสามารถเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้

ผมเคยสอบไม่ผ่านขณะเรียนมัธยมต้นถึง 2 ครั้ง และ มัธยมปลายถึง 3 ครั้ง , ผมเป็นคนที่ไม่ถนัดเรื่องเลขเลยอ่านชาร์ตสถิติก็ไม่ได้ , ผมเคยเรียนอนุบาลซ้ำชั้น ถึง 7 ปี , ผมเคยถูกปฏิเสธจากฮาวาร์ดถึง 10 ครั้ง , ผมอยากเป็นตำรวจผมก็ไม่ได้เป็นและถูกปฏิเสธกลับมา เขาบอกว่าคุณยังใช้ไม่ได้ ยังไม่ดีพอ คุณสมบัติไม่ผ่าน

ผมเคยไปสมัครงานที่ KFC ก็ถูกปฏิเสธกลับมา คนอื่นรับหมดยกเว้นผมคนเดียว , ผมเคยถูกปฏิเสธจากบริษัทต่างๆ มาไม่ต่ำกว่า 30 แห่ง , ผมเคยถูกปฏิเสธวีซ่าออสเตรเลียถึง 7 ครั้ง และ ผมมีฝันเยอะมากแต่ไม่เคยทำสำเร็จ

แจ็ค หม่า” กล่าวว่า เราไม่ต้องพยายามที่จะเป็นคนที่ทำอะไรได้ดีและเก่งที่สุดก็ได้ “แต่” เราควรเป็นคนแรกที่กล้าทำในเรื่องที่คนอื่นเขาไม่กล้าทำ และ เราควรฝึกเรียนรู้ที่จะมีชัยชนะในเรื่องยากๆให้ได้ครับ

ธุรกิจไม่ใช่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่ต้องการผู้ชนะแค่คนเดียว” แบบนั้นผมก็แพ้แล้ว เพราะ ธุรกิจมาจากคนที่กล้าเริ่มต้นใหม่เมื่อเขาล้มเหลว และ ทำจนสำเร็จ

ธุรกิจแม้พ่ายแพ้มาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ผมก็ไม่เลิกลาง่ายๆ เพราะ “สิ่งเหล่านั้นทำให้ผมเข้มแข็งและแกร่งขึ้นครับ” และ “ไม่ใช่พวกเราเก่งหรือฉลาดกว่าคนอื่น” แต่สิ่งที่พวกเรามีคือความเป็นเอกภาพของ อาลีบาบา” พวกเรามีเป้าหมายอย่างเดียวกัน เจอปัญหาอะไรมาพวกเราช่วยกันแก้ไขปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้นครับ พวกเราไม่เคยท้อ

แจ็ค หม่า อาลีบาบา” กับนักลงทุนปฏิเสธ

อาลีบาบา” ในช่วงแรกๆก็ไม่มีใครอยากมาร่วมงานร่วมทุนกับเรา เขาคิดว่าน่าจะเป็นพวกโกหกหลอกลวง ขายฝัน  อีกทั้งผมโดนหาว่าบ้า “บ้าก็บ้าแต่ไม่งี่เง่านะครับ”

แจ็ค หม่า” เล่าต่อว่า คนในสมัยก่อนคิดอยากจะลงทุนเฉพาะกับบริษัทใหญ่ๆเท่านั้น!! แต่ผมขอ ”คิดต่าง” คือพวกเราเน้นช่วยเหลือคนในกลุ่มระดับล่างเพื่อให้พวกเขามีงานทำ เพื่อเขาจะมีรายได้เข้ามาเลี้ยงดูครอบครัว ดังนั้น กลุ่มคนที่ฉลาดมากๆ เขาไม่มาลงทุนกับพวกผม ธนาคารยังปฏิเสธพวกผมเลยครับ

แจ็ค หม่า”  ผมเคยไปพรีเซ้นต์งานให้กับพวกนักลงทุนหลายท่านฟัง พวกเขาไม่สนใจไอเดียหรือแนวคิดของผมเลยครับ คือกลุ่มผมเป็นกลุ่มที่ไม่มีใครเอา ไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีเครดิต เป็นกลุ่มคนปลายแถว รั้งท้ายคนอื่น เป็นกลุ่มที่ถูกปฏิเสธมาในแต่ละบริษัท แล้วเรามารวมตัวกันที่นี่ครับ

ชีวิตคนในกลุ่มผม เราไม่มีทางเลือกอะไรมาก ไม่มีที่ไป แต่ผมมีความเชื่อว่า”ในอนาคตเราต้องดีกว่าเดิมผมมีความหวังใจลึกๆ” ถ้าใจเราไม่แพ้ซะอย่าง

แจ็ค หม่า” กับความประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

ซอฟต์แบงค์ของทางญี่ปุ่น ผู้ถือหุ้นใน อาลีบาบา ถึง 37% ลงทุนไปที่ $20 million ในขณะนั้น

โดยทาง “Masayoshi Son” กล่าวว่า ที่ตัดสินใจในการลงทุนกับ “แจ็ค หม่า” ก็เพราะว่าเขามีความเป็นผู้นำสูง มีพลังในการนำคน และ เด็กรุ่นใหม่วัยหนุ่ม-สาวของจีนในการร่วมทีมกับเขาได้  แม้ว่า ในเวลานั้นเขาจะไม่มีแผนธุรกิจ ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี “แต่ผมสัมผัสถึงแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยขุมพลังที่มุ่งมั่น ว่าต้องสำเร็จแน่ ผมจึงตัดสินใจลงทุน” 

แจ็ค หม่า” กล่าวว่า  ในสมัยก่อนประเทศจีนไม่รู้จักอินเทอร์เน็ต” ไม่รู้จักอีคอมเมิร์ซ ซึ่งตัวผมมีแค่วิสัยทัศน์เท่านั้น 

อยู่มาวันหนึ่ง ผมเจอคนที่ทำงานให้กับ GE เป็นเวลา 30 ปี มาช่วยแนะนำผมในเรื่องการเทรนนิ่งคนในการทำงาน คือ เราต้องฝึกทักษะใหม่หมดให้กับคนที่ไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน มีหลายเรื่องเลยครับที่เราต้องทำ เพื่อการพัฒนารับองค์ความรู้ให้ผู้คนจนพวกเขาเองเกิดความชำนาญและเชี่ยวชาญ ถือว่าเป็นการเทรนงานครั้งยิ่งใหญ่มาก

เรามีการพูดถึงเรื่องเป้าหมายและวิสัยทัศน์ในการทำงานบ่อยครั้ง การขับเคลื่อนธุรกิจให้ไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพ พวกเราเน้นในเรื่องการพัฒนาบุคลากรมากๆ และนี่คือ ส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

“แจ็ค หม่า” รายได้ปัจจุบันอยู่ที่ $49.4 billion ซึ่งเป็นบุคคลที่ร่ำรวย อันดับ 1 ของจีนและเอเชีย และอยู่ในอันดับที่ 18 ของโลก มีอายุเพียง 54 ปีเท่านั้น (เกิด 15 ตุลาคม ปี 1964)

ทำไม แจ็ค หม่า ถึงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

แจ็ค หม่า” สนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ และ คนระดับล่างระดับกลาง ผมสนับสนุน SMEs ผมสนับสนุนผู้หญิงให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น เพราะ เท่าที่ผมเห็นผู้หญิงจะทำงานได้ดีกว่าผู้ชายในเรื่องงานบริการและมีความอดทนที่สูงมาก เราไม่แข่งขันกันที่ความแข็งแรงของร่างกายแต่เราแข่งขันกันตรงที่ “การมีใจบริการเพื่อผู้อื่นอย่างมีความสุข เรามีซีเนียร์เมเนเจอร์ เป็นผู้หญิงถึง 37% ครับ

ปัจจุบัน “แจ็ค หม่า” มีทีมงานเด็กรุ่นใหม่ของจีนกว่า 70,000 คน “อาลีบาบา” มีทนาย ไม่ต่ำกว่า 300 คน มียูสเซอร์ประมาณ 800 ล้านคน อนาคตอาจกลายเป็น พันล้านคน สายงานที่ “อาลีบาบา” กำลังต้องการ คือ คลาวด์คอมพิวติ้ง  ในอนาคตเราจะมี AI ของ”อาลีบาบา”เกิดขึ้น รวมไปถึง แมชชีนเลิร์นนิง ครับ

ผมเองคิดระบบทุกอย่างให้เป็นระดับโลกครอบคลุมหมดทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อ ขาย และ การขนส่ง การแพ็คสินค้า เพื่อให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็วที่สุด พยายามลดขั้นตอนอะไรที่มันล่าช้าลงให้ได้มากที่สุด

ปัจจุบันผมสร้างงานให้กับชาวจีนถึง 33 ล้านคน ผมคาดหวังว่าธุรกิจดิจิดอลจะเฟื่องฟูในระดับโลกมากกว่านี้ และ ทุกคนสามารถช้อปได้ทุกพื้นที่ทั่วโลก

แจ็ค หม่า” ถ้าผมทำสำเร็จได้ “ผมมั่นใจว่าพวกคุณก็ทำสำเร็จได้เช่นกัน” ผมไม่ใช่คนเก่งฉลาดสุด ครอบครัวผมยากจนและลำบาก ไม่มีเงิน เรียนจบไม่สูง ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยี ผมเป็นคนตัวเปล่าแทบจะไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้าผมทำได้ ผมเชื่อมั่นว่าพวกคุณก็สามารถทำได้เหมือนผมเช่นกันครับเพราะ นี่คือบทพิสูจน์มาแล้ว

แจ็ค หม่า” ในข้อดีและจุดแข็ง เขาเป็นคนชอบสร้างมิตรและสนใจที่จะมีเพื่อนใหม่ๆเสมอ ชอบพูดคุยกับผู้คน เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ปรับตัวเก่ง มนุษยสัมพันธ์ดี ชอบเข้าสังคม กล้าแสดงออก มีความเป็นผู้นำ และ คิดบวก

แจ็ค หม่า” เลือกผู้ร่วมงาน

แจ็ค หม่า”  มักจะบอกกับคนทั่วๆไป “ถ้าหากคุณจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังและมีชื่อเสียง” ผมรบกวนและขอร้องคุณสักนิด ช่วยให้เกียรติคนอื่นที่เขาไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเช่นคุณด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

และ ผมก็จะบอกกับคนที่ไม่ได้จบจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง “ว่า” คุณเองก็ต้องให้เกียรติตัวเองด้วยครับ  เพราะ เราทุกคนต่างก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้เช่นกัน และ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถาบัน

แต่ขึ้นอยู่ที่”ตัวคุณเอง” แน่นอนผมก็อยากร่วมงานกับคนที่จบจากสถาบันดีๆ  แต่ทว่าสิ่งที่ผมจะพิจารณาในการเลือกทีมงานเข้ามาร่วมงานนั้น ก็คือ ผมจะมองหาคนที่มีวิญญาณนักสู้ คนที่ชอบเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ คนที่พัฒนาได้ ไม่หยุดนิ่ง นิ่งเฉย หรือ เฉื่อย

นี่คือคนที่ผม “แจ็ค หม่า” จะเลือกเข้ามาร่วมงานด้วย ไม่ใช่คนที่มาจากสถาบันดังที่มีชื่อเสียงครับ ผมจะเลือกคนที่เปิดรับการเรียนรู้ได้ดี กล้าทำในสิ่งใหม่ๆ ไม่กลัวความล้มเหลว ทำงานหนักและมีความอดทนสูง

แจ็ค หม่า”  ได้กล่าวต่อไปอีกว่า   “ผมมั่นใจว่าทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหรือความพิเศษที่แตกต่างกัน เราไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกันครับ”

สมัยก่อน ผมยังเด็กผมชอบคอมเพลนตลอด คิดแง่ลบตลอด ชีวิตผมมันทำไมแย่ยังงั้นยังงี้  ไม่เคยทำอะไรสำเร็จซักอย่าง เจอแต่ความล้มเหลว บลาๆๆ  พอมาถึงจุดหนึ่ง ผมเริ่มคิดได้ การคอมเพลนโทษนั่น โทษนี่มันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาหรือทำอะไรให้ดีขึ้นเลย มีแต่ทับถมตัวเองเปล่าๆ และปัญหาก็ยังอยู่เหมือนเดิม

ที่นี้  “ผมมาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่” ผมเริ่มต้นในการแก้ไขปัญหา ต่อสู้กับปัญหา และ สร้างโอกาสหาโอกาสให้ตัวเองครับ

ที่ๆผมพูดๆอยู่  คือผมอยากฝากถึงทุกคนครับ อย่ากลัวปัญหา ความผิดพลาด หรือ ล้มเหลว อย่าเป็นคนที่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ  ผมอยากบอกทุกคนครับว่าผมเคยผิดพลาด ล้มเหลวมาแล้วถึง 1000 กว่าครั้ง กว่าจะมาเป็น “อาลีบาบา” ในปัจจุบันได้ “คุณยังสู้อยู่ไหมครับ”

มีคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับตัวผม “เรื่องความสำเร็จของ แจ็ค หม่า ” และ “ผู้ชายที่เปลี่ยนโลก” แต่โทษทีครับ ถ้าให้ผมเขียนหนังสือเป็นของตัวเอง ผมคงเขียนเรื่อง “หนึ่งพันความล้มเหลวกว่าจะมาเป็นอาลีบาบา”

แม้เวลานี้เราจะเข้าสู่ปีที่ 19 แล้วของความสำเร็จ มันไม่ง่ายเลยครับ เราทำสิ่งผิดพลาดมามาก ล้มเหลวมาก็เยอะชนิดที่หลายคนคงคาดไม่ถึง เราเจอเรื่องหินๆ ชนิดที่ว่าหืดขึ้นคอมาก็เยอะครับ

แจ็ค หม่า” กับคำแนะนำและแนวคิด

ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มอายุ 20-30 ปี ให้คุณไปทำงานที่บริษัทที่ดีๆหัวหน้าที่ดี เพื่อรับการศึกษางานและเรียนรู้งานหาประสบการณ์ให้ตัวเองครับ เพราะ วัยนี้เป็นวัยที่แอ๊คทีฟสูง ความสดมันยังมีอยู่ครับ และ มีไฟในการทำงาน

ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มอายุ 30-40 ปี หากคุณคิดอยากออกมาทำธุรกิจหรือเป็นเจ้าของกิจการ ทำเลยครับ

ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มอายุ 40-50 ปี คุณควรรู้จักตัวเองแล้วนะครับ คุณชอบทำอะไร มีความรักและถนัดงาน ด้านไหน ให้ทำสิ่งนั้นไปเลยครับ กลุ่มอายุในช่วงนี้ไม่เหมาะที่จะมาเริ่มต้นลองถูกลองผิดแล้วเพราะมันอัตรายครับ

ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มอายุ 50-60 ปี คุณควรนำประสบการณ์ที่มีอยู่ และ ศักยภาพที่เต็มเปี่ยมไปช่วยพัฒนาสังคมและประเทศชาติครับ

ถ้าคุณอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ให้เป็นช่วงเวลาของคุณกับครอบครัวครับ

แจ็ค หม่า” เลี้ยงลูก

ถ้าถามผมว่าคาดหวังอะไรกับลูก ผมจะตอบว่า ผมอยากเห็นลูกของผมมีสุขภาพที่ดีแข็งแรง และ มีความสุข ให้เขาทำในสิ่งที่เขาอยากทำ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องมาขึ้นอยู่กับผมผู้เป็นพ่อ เช่น การเลือกอาชีพ “ผมให้ลูกผมเลือกอาชีพในสิ่งที่เขาเองอยากเป็นจริงๆ” และ ไม่ได้มาจากสิ่งที่ผมผู้เป็นพ่ออยากให้เขาเป็น คือ “เขามีสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตด้วยตัวเขาเองครับ” ไม่ใช่มาทำตามใจผมไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องเรียนและเรื่องงานนะครับ

แจ็ค หม่า”  กล่าวว่า   ..สิ่งที่ครอบครัวพึงกระทำต่อบุตร คือ ให้การสนับสนุนบุตรในทางที่ดีในทุกๆเรื่อง  คอยให้กำลังใจเขาและเป็นที่ปรึกษาให้กับเขาได้  ส่งเสริมการเรียนรู้และให้การศึกษาที่ดีต่อบุตร ลูกผมอยากเรียนอะไร ผมสนับสนุนเขาเต็มที่ครับ เพราะนั่น คือ อนาคตที่ดีของเขาครับ

ถ้าลูกคนไหนอยากจะมานั่งในต่ำแหน่งผม จะมาเป็น “แจ็ค หม่า 2” ผมจะบอกเขาเลยครับว่า ถ้าลูกตั้งใจจะมาทำงานแบบเดียวกับพ่อนั้น ลูกต้องเต็มใจที่จะมารับภาระที่หนักอึ้งและเหนื่อยมากๆ  ลูกต้องเผชิญกับความโด่ดเดียว และ มีความรับผิดชอบที่สูงมาก เพราะนี่คือ คุณสมบัติของผู้นำ ลูกต้องมีทั้ง IQ และ EQ ที่ดี และ อีกอย่างที่สำคัญคือการมีส่วนช่วยเหลือสังคมและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

วิธีคลายเครียดของ ”แจ็ค หม่า” คือ การร้องเพลงในห้องน้ำ และ การวาดรูป

ชอบอ่านหนังสือ และ ชอบพูดคุยกับคนเจอตัวเป็นๆ

นที่ ”แจ็ค หม่า” อยากเจอตัวเป็นๆในการพูดคุยด้วยก็คือ “อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” และ “คาร์ล มากซ์”

แจ็ค หม่า (อาลีบาบา)” ไปอิสราเอลเพื่อเสริมทัพความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี 

แจ็ค หม่า” พวกเราได้ลงทุนไปทั่วโลกรวมไปถึงประเทศอิสราเอลด้วยครับ เรามีอยู่ ธุรกิจที่ไปลงทุนที่นั่น เรามีสตาร์ทอัพใหม่ๆเกิดขึ้น มีชาวยิวพูดภาษาจีนได้ และ มีชาวจีนที่ไปเรียนต่อในอิสราเอล

ผมน่าจะมาที่ประเทศอิสราเอลให้เร็วกว่านี้ เพราะ ที่นี่เต็มไปด้วยคนที่มีสติปัญญา อิสราเอลสามารถสร้างจากสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เหมือนกับ ”อาลีบาบา” ของผมเลยครับ ที่นี่เต็มไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ ผู้ปราดเปรื่องทางปัญญา ปัญญาที่ไม่มีใครสามารถแย่งชิงเอาไปได้ และการมีมันสมองแบบยิว คนที่นี่ให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษา และ เรื่องสติปัญญามากครับ

แจ็ค หม่า” และทีมงานได้ไปศึกษาพัฒนาทักษะที่อิสราเอล เพื่อ เสริมทัพความแข็งแกร่งในด้านเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญ “แจ็ค หม่า” กล่าวว่า ในอนาคต หุ่นยนต์ (AI) มาทำงานแทนคน ได้อย่างแน่นอนครับ ผมได้ลงทุนในเรื่องนี้ด้วย เพราะ AI จะทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ในแง่ การจดจำได้ดี ไม่หลงลืมข้อมูล ไม่มีคำว่าเหนื่อย การคำนวณประมวลผลเร็ว ไม่เรียกร้อง หรือ มีอารมณ์เหนื่อยท้อ  พูดง่ายๆคือทำแต่งานอย่างเดียวครับ

เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับบุตรหลานของท่านนะครับ ในเรื่องอนาคตที่ AI จะมาทำงานในตำแหน่งของคุณหรือบุตรหลานคุณไม่ได้ เพื่อบุตรหลานของท่านจะไม่ถูกแย่งงาน ต้องสอนให้เด็กมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และ เป็นนักประดิษฐ์ในสิ่งต่างๆให้ได้นะครับ

บทส่งท้าย

ผมขอบคุณทุกๆปัญหาที่เข้ามาเสมอ ถ้าไม่มีอุปสรรคปัญหา ผมก็ไม่มี “อาลีบาบา” ผมกล้าพูดได้เลยว่า ในทุกวันเราเจอข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเสมอ ในทุกวันจริงๆครับ ไม่มีวันไหนที่ไม่มีข้อผิดพลาดที่เราต้องแก้ไข

ตัวผมถูกปฏิเสธจนชิน  จนคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติ  “อาลีบาบา” เกิดที่อพาร์ทเม้นท์ของผม  พวกเราต้องมีทีมงาน  ที่ต้องช่วยกันและกันนะครับ ผมทำคนเดียวไม่ได้  หลายคนชอบฟังเรื่องราวคนที่ประสบความสำเร็จ  “คนที่ประสบความสำเร็จโดยส่วนใหญ่คือคนที่เคยล้มเหลวมาก่อน”  ฟังแล้ว งง ไหมครับ เพราะเขาลงมือทำไงครับ เขาทำจริงเจอปัญหาจริง เจอของจริง เขาล้มจริง เจ็บจริง เรียนรู้จริง จากนั้นเขาสามารถเอาชนะความล้มเหลวนั้นได้ จนประสบความสำเร็จไงครับ นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า “คนที่ประสบความสำเร็จมาจากคนที่เคยล้มเหลวมาก่อน”

ดังนั้น ผมจะสอนทีมงานหลายๆคนเสมอ  ให้เราเรียนรู้ผ่านความล้มเหลวนั้นซะ อย่าหนี อย่ากลัว อย่าหลบ และ ในธุรกิจไม่มีทางลัดครับ คุณควรศึกษาแนวคิด ทัศนคติ ลักษณะชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จว่าเขาทำอย่างไรถึงชนะปัญหาต่างๆเหล่านั้นได้ ดีกว่าครับ

ผมเข้าใจดีนะครับว่า “การถูกปฏิเสธบ่อยๆซ้ำๆทุกท่านรู้สึกอย่างไร”  เจ็บปวดใจมากแค่ไหน  จนกลายเป็นสูญเสียความมั่นใจไปเลย ผมเจอมาเยอะมาก  “ถ้าคุณมีฝันคุณต้องสู้จนกว่าจะชนะครับ”  คุณไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับ “บิล เกตส์” หรือ “แจ็ค หม่า”  คุณจะท้อและผิดหวังซะเปล่า คุณควรเปรียบเทียบและแข่งขันกับตัวเองดีกว่าครับ

ผมจะบอกอะไรให้ การที่ผมฝ่าฟันในทุกๆปัญหาและอุปสรรค์มาได้ เพราะ “ผมเป็นคนคิดบวกครับ”  ผมโดนหลายๆคนดูถูกเรื่อง “อาลีบาบา” ว่าเป็นไอเดียที่งี่เง่ามาก ผมผ่านการดูถูกมาสารพัดครับ  คิดเล่นๆนะครับ ถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไง “จะสู้หรือจะถอย” ปัญหาและความล้มเหลวเป็นสิ่งที่มาวัด หรือ เป็นบทพิสูจน์ตัวคุณเองครับ ไม่มีใครเชื่อเลยว่าผม “แจ็ค หม่า” จะมาถึงจุดนี้ได้  “คุณเองก็ทำได้เช่นกันครับ”

ขอบคุณและสวัสดีค่ะ

วางแผนการเงินเพื่อเกษียณจะได้ไม่ลำบากตอนแก่

ปัจจุบันในไทยมีคนแก่  ถึง 28 % ไม่มีเงินใช้จ่ายส่วนตัว พบว่าสาเหตุหลักๆมาจากคนไทยวางแผนการเงินช้าเกินไป  เพราะเริ่มต้นเฉลี่ย จะออมเงินกัน ก็ล่วงเลยไปที่ตัวเลข อายุ 42 ปีแล้ว

ทำไมเราถึงต้องมีการวางแผนการเงิน เพื่อยามเกษียณ เพราะว่าหากวันใดวันหนึ่งเราไม่ได้ทำงานแล้ว หรือ ถูกเลิกจ้างหรือปลดเกษียณอายุงานไปแล้ว อย่างน้อยเรายังมีเงินเก็บเตรียมพร้อมเอาไว้ใช้จ่าย ดูแลตัวเองยามแก่ชรา เพราะลำพังเงินจากภาครัฐคงไม่เพียงพอสำหรับคนที่ไม่มีสวัสดิการอะไรมาซับพอร์ท 

บางท่านอาจชะล่าใจ คิดว่าเส้นทางนี้ยังอีกยาวไกล 

กราบเรียนทุกท่าน โปรดเตรียมตัวให้พร้อม ตั้งแต่อายุยังน้อยๆดีกว่า ได้เปรียบกว่า เพราะ บางคนเขาเริ่มต้นมาตั้งแต่อายุ 20 เลยด้วยซ้ำ

อายุ 20 ลงทุนแบบไหนดี

หากเราอายุน้อยๆ “ลงทุนก่อน่อมได้เปรียบกว่า” เพราะะเวลามันติดปีก แป๊ปๆ 30 แป๊ปๆ 40 แป๊ปๆ 60 ล่ะ  หากเราคิดจะไปลงทุน  เงินมันต้องการเวลาที่จะงอกเงยเหมือนกัน

บางท่านอาจคิดว่าอายุน้อยๆจะเอาเงินที่ไหนมาเก็บออม  ก็ทำงานรับจ้าง งานออนไลน์  หรือ งานพาร์ทไทม์เพิ่มได้ค่ะ  หรือ อ่านเรื่องนี้เป็นไอเดียก็ได้ อายุน้อยก็รวยได้

พอเราได้เงินมาแล้วก็นำเงินนั้นไปลงทุนต่อ  ควรออมให้ได้ดอกเบี้ยขั้นต่ำซัก 7-10 % ขึ้นไปให้ได้นะคะ ลองค้นหาดูค่ะ ถ้าอายุ 20 เริ่มออมไปจนถึงอายุ 60 สบายเลยแบบนั้น

จากนั้นก็พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปในสายงานที่จะทำงานในอนาคต เพื่อให้ได้เงินเดือนก้อนโต  และ เพิ่มศักยภาพการออมในอนาคตได้อีก

ดังนั้น จะเป็นการดีที่เราไม่ต้องไปเริ่มเก็บเงินเมื่อตอนอายุมากแล้ว เพราะช่วงนั้นเวลาก็เหลือน้อยเต็มที  ปัญหาสุขภาพอาจมาเยี่ยมเยือนได้อีก และ อย่าไปคิดว่าไม่เป็นไรอายุยังไม่เยอะมีเวลา รอก่อนก็ได้ และ ไม่มีเงินเลยตอนนี้ ช้าก่อนรีบไปไหน ฯลฯ

จากการสำรวจ ของ Gallup poll” ในเรื่องการวางแผนเพื่อการเกษียณ

พบว่า “คนที่มีอายุก่อนที่จะถึง 25 ปี” คนกลุ่มนี้เริ่มต้นลงทุนวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณไว้แล้วถึง 26% และ “กลุ่มคนอายุระหว่าง 25-30 ปี” พบว่ามีแค่ 20% เท่านั้นที่เก็บเงินเพื่อยามเกษียณ

“แปลว่า”กลุ่มคนที่วางแผนการเงินตั้งแต่เนิ่นๆ มีมากกว่า เพราะ การลงทุนเก็บออมเงินเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับเวลา

ข้อแนะนำการวางแผนเพื่อเกษียณจะได้ไม่ลำบากตอนแก่

1.หาข้อมูลความรู้ในการลงทุนที่ดี 

ที่เหมาะสมกับตัวเองกับระดับความเสี่ยงที่รับได้  โดยเปรียบเทียบกับผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาว ดูว่าความเสี่ยงอยู่ในระดับไหน อย่างรอบคอบ

ตีไปคร่าวๆ หากเราเริ่มต้นที่อายุ 20 (คืออายุที่ริ่เก็บออม) + 40 ปี (คือจำนวนปีหรือระยะเวลาที่ลงทุน) = อายุ 60 ปี พอดี

ปล . โปรดระวัง ด้วยความปรารถนาดี

“กรุณาอย่าไปลงทุนในเรื่องที่เราไม่รู้เด็ดขาด” และ ขอโปรดระวังโฆษณาชวนเชื่อที่ชอบอ้างเรื่องการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่ไม่สมเหตุสมผล ท้ายที่สุดโอนเงินไป บริษัทและตัวบุคคลเหล่านั้นหายสาบสูญ บินเข้ากลีบเมฆ ตามตัวไม่เจอ บางรายหลอกเหยื่อให้ตายใจว่ามีเงินคืนให้ ในระยะเวลาอันสั้นและรวดเร็ว และได้เงินคืนจริง แต่หลังจากนั้น หลอกเหยื่อให้โอนเงินเพิ่มก้อนใหญ่กว่าเดิม อ้างเรื่องเพื่อได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น จากนั้นก็หายตัวปิดบริษัท ตามตัวไม่เจอเช่นกัน มีเยอะมาก

2.สร้างวินัยในการออมเงินหรือลงทุน    

ให้เป็นธรรมชาติที่สองจนติดเป็นนิสัยส่วนตัว

3.อย่าพยายามสร้างหนี้โดยไม่จำเป็น

ไม่มีหนี้ดีที่สุด เพราะ ติดหนี้ก็มีดอกเบี้ยที่เพื่อขึ้นเรื่อยๆ เป็นอุปสรรค์ในการออมเงิน

4.มองหากองทุนหรือหุ้นเพื่อเกษียณอายุ 

สิ่งนี้เริ่มต้นก่อนสบายก่อน ได้เปรียบก่อน ไม่ต้องรอใครมาอนุมัติ เราพร้อมก่อนทำไปก่อนได้เลย ไม่ต้องไปขึ้นกับใครในการตัดสินใจ ถ้าดีทำไปเลยค่ะ

5.ตั้งเป้าหมายที่เราทำได้จริงโดยไม่คิดที่จะล้มเลิกกลางคัน 

พอได้เงินปุ๊ปจ่ายให้ตัวเองก่อนเลย คือ หักออกมาก่อนว่าเท่าไหร่ เพื่อเงินส่วนนี้จะนำไปออม ไปลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยขึ้นในอนาคตได้   อย่าไปทำขั้นตอนสุดท้าย แบบนั้นไม่มีเงินเหลือเก็บแน่ๆ  เพราะบางคนเงินมันไม่มีเหลือเก็บได้ง่ายๆขนาดนั้น ยิ่งคนที่ขาดความระวัง ยิ่งแล้วใหญ่ เงินหายเกลี้ยงภายในวันเดียว “คนรวยจะเก็บก่อนใช้เสมอ”

อีกอย่าง 

ท่านลองกำหนดอายุที่จะเกษียณว่าอายุเท่าไหร่ดี เช่น เกษียณที่อายุ 60 หรือ 65 เอาแบบคร่าวๆ

จากนั้น คิดต่อไปว่าจะอยู่ไปอีกกี่ปีแล้วอำลาจากโลกนี้ เช่น โบกมือบ๊ายบายโลกในช่วงอายุ 85 หรือ  100 ปี

โดยค่าเฉลี่ยคนที่เสียชีวิตทั่วๆไป จะอยู่ที่ราวๆ 71-77 ปี แต่ก็มีล่วงเลยไปถึง 100 ปี ได้เหมือนกันในบางคน

สมมุติหากเราจะวางแผนที่เกษียณ อายุ 60 ปี และ อายุยืนไปถึง 100 ปี แปลว่า ท่านจะใช้ระยะเวลาถึง 40 ปีที่เหลืออยู่บนโลกนี้

ในระยะเวลา 40 ปีนั้น ท่านจะใช้เงินเดือนละกี่บาท ท่านก็คิดคำนวณได้ตามความเหมาะสมของตัวเอง เพราะการใช้ชีวิตแต่ละท่านไม่เหมือนกันค่ะ

ตัวอย่าง

หากท่านจะใช้เงินเดือนละ 70,000 ท่านก็คูณ 12 เดือน คูณ 40 ปี = 33,600,000 นี่คือเงินทั้งหมดที่ท่านต้องมี ตอนอายุ 60 ปี

แต่ ถ้าจะใช้จ่ายเดือนละ 100,000 x 12 x 40 = 48,000,000 นี่คือเงินทั้งหมดที่ท่านจะต้องมี ตอนอายุ 60 ปี

หากท่านห็นตัวเลขแล้วไม่ต้องตกใจว่าจะทำไม่ได้นะคะ ท่านลองอ่านเรื่องนี้ดูควบคู่ได้ค่ะ ออมเงินอย่างฉลาดไม่มีคำว่าจน

6.ตั้งเป้าหมายและเวลาในการลงทุนออมเงินเพื่อใช้จ่ายในยามเกษียณ

เช่น อายุ 20 – 30 ปี ต้องออมเป็นจำนวนเท่าไหร่กี่เปอร์เซ็นต์ และ อายุ 40 อยู่ที่เท่าไหร่ โฟกัสไปที่เป้าหมาย หมายมั่นปั้นมือว่าต้องไปให้ถึงให้ได้ เช่น ขั้นต่ำ 20% ของเงินเดือน หรือ มากกว่านั้น และ มีจำนวนปีในการออมเงินลงทุนที่ชัดเจน

สมมุติ

เราเริ่มต้นที่อายุ 30 ควรออมให้ได้มากกว่า 22% หรือ มากกว่า และ ไปให้ได้ถึง 42% ให้ได้

หรือ ถ้าเราเริ่มต้นที่อายุ 40 ควรออมให้ได้มากกว่า 33% หรือ มากกว่า และ ไปให้ได้ถึง 59% ให้ได้ ถึงจะปลอดภัย

ตัวอย่าง 

ในบางโครงการที่ลงทุนไป (ไม่ใช่ประกันนะคะโปรดอย่าเข้าใจผิด) เขาให้ใส่เงินออมลงไปในแต่ละปี แต่เขาจะมีลิมิตจำกัดวงเงินเอาไว้ว่าห้ามเกินเท่านี้นะ   แบบปลอดภาษี และ จะได้รับเงินคืนอีกทีเมื่อเราอายุถึง 55 ปี เราจะเลือกรับเป็นแบบรายเดือน หรือ ราย 3 เดือนก็ได้  ดอกเบี้ยได้ไม่ต่ำกว่า 10 %

ตัวอย่างระยะเวลาในการลงทุน อย่าง  “Property Equity Fund”  

ลงทุน 1 ปี จะได้ผลตอบแทนอยู่ที่ 6.33%

ลงทุน 3 ปี จะได้ผลตอบแทนอยู่ที่ 12.27%

ลงทุน 5 ปี จะได้ผลตอบแทนอยู่ที่ 18.48%

และทุกการลงทุนมีความเสี่ยงต้องเลือกดูดีๆนะคะ

ข้อมูล เป็นตัวอย่างเบื้องต้นไกด์ไลน์ให้คร่าวๆ แต่ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตของแต่ละท่านอีกที หากท่านใดที่รับความเสี่ยงไม่ได้เลยหรือไม่มีความรู้อะไร เราขอแนะนำประกันสังคม กับ กองทุนออมแห่งชาติ  เพราะ ยังดีกว่าที่เราไม่ได้ทำอะไรให้กับตัวเองเลยค่ะ

และต้องดูว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องอนาคตมากน้อยแค่ไหน ?

ถ้าเราให้ความสำคัญกับเรื่องอนาคต และ เรารู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น  เราจะมีการวางแผนในเรื่องนั้นเป็นพิเศษ  เราเชื่อว่าทุกท่านทำได้ค่ะ

ที่นี้ ทุกท่านลองจิตนาการเล่นๆกันดู เวลาที่เราไม่ได้ทำงานแล้ว และ ไม่มีเงินเตรียมพร้อมเอาไว้ยามเกษียณ  ทุกท่านคิดว่าจะทำอย่างไร   ใครจะมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้  เราต้องกินต้องใช้  มีค่าใช้จ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ป่วยไม่สบายมีค่ารักษา ค่ายา  และ ค่าหมอ 

โปรดอย่าลืม เมื่อปลดเกษียณอายุงานและไม่ได้ไปทำงานแล้ว “แต่” ค่าใช้จ่ายยังเดินหน้าอยู่ ไม่ได้หยุดตาม หรือ เราจะรอให้ลูกหลานมารับผิดชอบส่วนนี้จริงๆหรือ?

นี่จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่เราต้องมีการวางแผนในเรื่องการเงินเพื่อยามเกษียณอายุงาน โดยที่เราจะได้ไม่เป็นภาระของสังคม ลูกหลาน หรือ คนอื่นๆ ทั้งๆที่เราควรจะทำได้ดีกว่านี้ ส่วนท่านที่ทำดีอยู่แล้ว เราขอชื่นชม ท่านเก่งมากค่ะ และ ท่านที่กำลังพยายามทำอยู่เราก็ขอเป็นกำลังใจให้เช่นกันค่ะ

ทุกคนล้วนต่างมีภาระ และ มีความจำเป็นที่ต้องใช้เงินทั้งสิ้น อย่าเอาภาระตัวเองไปให้คนอื่นมากเกินไป ปรารถนาที่จะรับผิดชอบตัวเองให้ได้  อยู่แบบภาคภูมิใจในชีวิต

ในบางคนอาจอยู่เพื่อปัจจุบันเท่านั้น ไม่คิดเรื่องอนาคต เพราะ มองว่ามันยังไกลตัวอยู่ เก็บออมเงินเอาไปลงทุนน่ะเหรอ  มันมองไม่เห็นไม่ได้ใช้อะไร อาจเสียชีวิตไปก่อนก็ได้ นึกภาพไม่ออก อยู่ไปนานๆ มานึกได้อีกที

เวลานั้นก็ไม่ทันกาลแล้ว มารู้ซึ้ง คิดได้..ก็มาพูดกับตัวเอง  “รู้งี้” ทำมาตั้งนานแล้ว ไม่ต้องเหนื่อย เครียด คิดมาก เพราะ เวลาตรงหน้าจะให้มันถอยหลังกลับไปเริ่มต้นใหม่ก็ไม่ได้แล้วเช่นกัน  และ โปรดอย่าคิดว่า ไม่มีเงินมากพอที่จะเหลือเก็บออมไว้ใช้ยามเกษียณ  ค่าใช้จ่ายมันเยอะ หรือ ชั่วโมงนี้ขอสนุกไว้ก่อนก็แล้วกัน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง 

ลองลดข้ออ้างลงก่อนดีกว่าไหม แล้วหาช่องทางออมเงินให้ตัวเองดู  จงรักตัวเองเยอะๆ ถ้ารายได้น้อยลองหาอาชีพเสริมทำเพิ่มดูหรือพัฒนาทักษะเพื่ออัพเงินเดือนเพิ่มค่ะ

คำแนะนำจาก “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ในเรื่องการลงทุน

คำพูดของ วอร์เรน บัฟเฟตต์” มักพูดไว้เสมอว่า

หากคุณลงทุนอะไร คุณต้องเข้าใจและรู้จักในธุรกิจนั้นเป็นอย่างดี

ซึ่งหมายถึง ในเชิงลึก ถึงขนาดที่ว่าเราทราบความเคลื่อนไหว และความเป็นไปของธุรกิจนั้นบวกกับการมีวิสัยทัศน์ว่า ธุรกิจนั้นอนาคตอีก 10-20 ปี จะเป็นอย่างไร? พอนึกออกไหมครับว่าธุรกิจที่คุณลงทุนไปอีก 10 – 20 ปี จะยังอยู่ไหม?  มีหลายธุรกิจที่ดูดีเจริญเติบโตรุ่งเรืองมากในอนาคต แต่มันคือธุรกิจอะไรล่ะ?

ธุรกิจอะไรที่ส่งผลต่อสังคมและคนในระดับโลก ลองมองหาดูกันครับ

วอร์เรน บัฟเฟตต์” ่าวว่า

ผมเคยอ่านเอกสารมามากมาย ถึง 2,000 ธุรกิจ แต่ธุรกิจที่ไปรอดแบบยั่งยืนจนถึงลูกถึงหลานคือส่งผ่านรุ่นสู่รุ่น เหลือรอดมาแค่ 3 ธุรกิจ เท่านั้น

คำถาม ถ้าเราจะเลือกผู้ชนะแค่ 3 อันดับเท่านั้น!! จากผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งหมดถึง 2,000 ธุรกิจ ได้อย่างไร มันไม่ง่ายเลยครับ

เป็นเรื่องง่ายที่ใครๆก็พูดได้  “ถ้าหากพูดกันถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมาแล้ว หากย้อนหลังกลับไปมันมีตัวเลขโชว์ให้เห็นๆ  แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายหากมองไปข้างหน้า หรือ ในเรื่องอนาคต” ไกลๆ ซัก 10-20 ปี เพราะ เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราต้องมองให้ทะลุถึงผลกระทบที่ธุรกิจเหล่านั้นจะไปไม่รอด ซึ่งมีปัจจัยอะไรบ้าง และ จะเอาชนะคู่แข่งในสายธุรกิจเดียวกันได้หรือไม่

จุดแข็งของธุรกิจนั้นคืออะไร ที่ทำให้พวกเขามีชัยชนะในโลกธุรกิจสายนั้น หรือ กับคู่แข่งขันคนอื่นๆที่จะอยู่รอดแบบมั่นคงและเติบโต

วอร์เรน บัฟเฟตต์” ่าวว่า

การลงทุนเพื่อ”ขาดทุน หรือ ล้มเหลว” มันทำง่ายครับ  ตัวอย่าง ในสมัยปี 1920 มีธุรกิจสายการบินถึง 400 แห่ง ได้ล้มหายตายจากไปกันหมด 

มาถึงปี 1991 มีนายทุนทุ่มเงินไปกว่า Billion Dollar ก็ไม่สามารถทำเงินได้เลยครับ ขาดทุนอย่างหนัก

เราต้องคิดพิจารณาเลยนะว่าอะไรคือผลกระทบหรือจุดอ่อนในเชิงธุรกิจ ที่ทำให้ไม่ได้กำไรหรือเติบโตเท่าที่ควร

วอร์เรน บัฟเฟตต์” กล่าวว่า

ผมขอยกตัวอย่างให้ดูนะครับ เช่น ทีวี ช่วงแรกๆที่ออกมาใหม่ๆ มันเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เลยครับ ในสมัยก่อน

พอมาสมัยนี้ ก็เรื่องอินเตอร์เนต เทคโนโลยี ผมว่ามันจะโตขึ้นมากเลยครับ เช่น การซื้อของออนไลน์ ของ อเมซอ

ผมยอมรับว่า “เจฟฟ์ เบซอส” เป็นนักธุรกิจที่เก่งมาก มีวิสัยทัศน์กว้างไกล แต่ผมไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัวนะครับ

ีกอย่าง คุณลองวิเคราะห์ดู ว่า ถ้าคนขาดอินเตอร์เน็ตจะเป็นไปได้ไหม คนขาดมือถือตรงหน้าจะเป็นไปได้ไหม  ผมช่วยสกีนยกตัวอย่างให้ แต่ผมไม่ได้ลงทุนนะครับ คือ มาจากการวิเคราะห์ของผมเองล้วนๆ

วอร์เรน บัฟเฟตต์” กล่าวว่า

“คุณไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญหรือรอบรู้ในทุกเรื่อง แต่ให้รู้ในเรื่องที่ตัวเองจะทำ” แล้วพาตัวเองเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตตรงนั้น และ ผมทำแบบนี้มาตลอด

กฎการลงทุนของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์”

คุณต้องมีหลักการหรือกฎเกณฑ์ที่มั่นคง ในการลงทุนที่ชัดเจน เพราะ ถ้าเป็นเทคนิคมันเปลี่ยนแปลงได้ และ การลงทุนระยะยาวดีกว่าระยะสั้น มองหาบริษัทที่เราสะดวกใจรับมือหากธุรกิจนั้นเป็นขาลงยาวนานถึง 10 ปี  เราพร้อมรับมือ ถึงขนาดกินอิ่ม นอนหลับ ได้หรือไม่ และ ให้คุณดูแลพาร์ทเนอร์ประหนึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน

การลงทุนที่ผิดพลาดของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์”

ผมถูกสอนโดย “เบนจามิน เกรแฮม” ว่า ให้ซื้อหุ้นราคาถูก เหมือนได้ฟรี แต่นั่นยังไม่พอ เราควรดูที่ธุรกิจหรือบริษัท ควบคู่กันไปด้วย บวกกับราคาที่เหมือนได้มาฟรี

ตัวอย่าง ข้อผิดพลาดในการลงทุนของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์”

วอร์เรน บัฟเฟตต์” เล่าให้ฟังว่า

ผมเคยเน้นซื้อหุ้นราคาถูกอย่างเดียว ซื้อมา ผ่านไปเป็นเวลา 20 ปี ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยครับ เสียเวลาและโอกาสมากแถมเสียเงินอีกต่างหาก เพราะโลกของหุ้นยิ่งเวลานานขึ้น เงินยิ่งงอกเงยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  มันมีดอกเบี้ยทบต้น ไปเรื่อยๆ “แต่” ผมก็ไม่ คอมเพลนอะไร แต่นั่นล่ะ เป็นเรื่องโง่ ที่ผมทำไปได้

มีอีก ผมเคยซื้อหุ้น US Air เมื่อปี 1989 แค่นั้นล่ะครับ วันถัดไปตัวแดงทันที ผมได้ทำเรื่องโง่ อีกแล้วครับ  ยังดีที่ออกมาทัน ไม่ทันเจ็บตัวเท่าไหร่

วอร์เรน บัฟเฟตต์” กล่าวต่อไปอีกว่า

ผมเคยซื้อหุ้น Sinclair มานานแล้วครับ ที่ $6 billion เงินผมหายเกลี้ยงไปหมดเลยครับ เรื่องนี้เป็นบทเรียนราคาแพงมาก 

แต่ทุกสิ่งสอนให้ผมเป็นคนคิดให้ดีและคิดให้รอบคอบ ก่อนตัดสินใจจะซื้อหุ้นทุกครั้ง และ ทุกการตัดสินใจทุกอย่างในชีวิต มันมีผลหมดครับ ดังนั้น คิดให้ดีและรอบคอบ ไม่ใช่คลิ๊กๆ โดยไม่คิด แบบนั้นเจ๊งแน่นอนครับ ถ้าปราศจากการวิเคราะห์ให้ดี

ฉะนั้นการวางแผน เก็บเงินเพื่อยามเกษียณอายุงานไม่ยาก เราเชื่อว่าทุกท่านทำได้และหลายท่านก็ทำได้ดีด้วย

เราขออวยพรให้ทุกท่านมั่งมีศรีสุขเจริญๆในหน้าที่การงานการเงินกันทุกคนรวมถึงธุรกิจที่ทำด้วย

“กราบสวัสดีและขอบพระคุณค่ะ”

“เจฟฟ์ เบซอส” สอนลูก

“เจฟฟ์ เบซอ” กล่าวว่า.. ผมสอนลูกให้เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง และ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นนักแก้ไขปัญหา สอนลูกให้กล้าทำในสิ่งต่างๆ ผมรักคณิตศาสตร์ ผมสนับสนุนเขาเรื่องคณิตศาสตร์เป็นอย่างดีครับ  อีกอย่างผมยินดีมีลูกที่มีนิ้วมือเพียงแค่ นิ้้วก็พอ  หากเขาเป็นเด็กที่กล้าคิดกล้าทำ ผมจะไม่ห้ามเขาครับ

 

เจฟฟ์ เบซอ” และ “Mackenzie (ภรรยา)” ทั้งคู่มีบุตรทั้งสิ้นด้วยกัน คน และ รับบุตรบุญธรรมเพิ่มอีก คน ซึ่งเป็นเด็กหญิงจากประเทศจีน

ภรรยาเจฟฟ์ เบซอ Mackenzie สอนลูก

เธอให้สัมภาษณ์กับ “นิตยสารโว้ก” เกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร และ การพัฒนาความรู้ของเด็ก ว่า เราจัดโปรแกรมพาเด็กๆไปท่องเที่ยวทุกวันหยุด สนับสนุนพวกเขาด้านวิทยาศาสตร์  ให้มีการทดลองแบบง่ายๆ สามารถทำที่บ้านและในครัวได้ เพื่อตัวเด็กจะได้ทั้งความรู้และความสนุกสนานควบคู่กันไป

ตัวอย่าง การทดลองวิทยาศาสตร์จากห้องครัวสำหรับเด็ก เช่น

 

ภูเขาไฟระเบิดจากเบกกิ้งโซดา

ภูเขาไฟระเบิดที่ไม่อันตรายแต่อย่างใด แถมยังน่าตื่นเต้นสำหรับเด็ก ๆ ก็คือ ภูเขาไฟจากเบกกิ้งโซดา และ น้ำส้มสายชู ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่หาได้ไม่ยาก 

ทดลองง่าย ทำในครัวได้เลย

 

ผลึกน้ำตาลสีรุ้ง

เป็นการฝึกให้เด็กเป็นคนช่างสังเกต และ ฝึกให้พวกเขารู้จักการอดทนรอคอย  ยิ่งไปกว่านั้นเด็ก ๆ ยังสามารถรับประทานผลึกน้ำตาล ที่มีสีสันสวยงาม ที่ได้จากการตกผลึกด้วยฝีมือของพวกเขาเอง ฯลฯ

ให้พวกเขาเรียนภาษาจีนกลาง (แมนดาริน) เพิ่มเติม

ให้พวกเขาเรียนคณิตศาสตร์ แบบสิงคโปร์ (The Singapore Math) เพราะคณิตศาสตร์แบบสิงคโปร์จะทำให้เด็กพัฒนากระบวนการคิดได้เป็นอย่างดี และ

พัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรียกได้ว่าเป็น “การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ที่ไม่ใช่แค่การท่องจำ แต่เป็นการเข้าใจ หรือ ไม่ใช่แค่การเฉลยคำตอบแต่ อย่างเดียว แต่เป็นการสอนวิธีคิด โดยบอกที่มาที่ไปได้ด้วย

 

 

เพราะจากการทดสอบของ PISA ในกลุ่มเด็กที่มีอายุ 15 ปี ทั่วโลก ในส่วนวิชาคณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์ และ สมรรถนะในการอ่าน พบว่าประเทศสิงคโปร์จะอยู่ในอันดับต้นๆของโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเรียนการสอนของสิงคโปร์นั้น มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูงมาก

 

Mackenzie (ภรรยา)” ยังกล่าวต่อไปอีกว่า

ดิฉันสอนให้พวกเขาเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และ ส่งเสริมด้านกีฬา และ การคบเพื่อนที่ดี

ซึ่งเธอมั่นใจว่าลูกของเธอต้องเข้าใจในเรื่องพวกนี้ได้ และ สามารถเขียนหรือเล่าออกมาได้ว่าต้องทำอย่างไร เป็นภาคปฏิบัติ

ดิฉันไปรับไปส่งลูก ไปโรงเรียนทุกวันค่ะ  และ พวกเราตื่นขึ้นมากินข้าวเช้า พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้ง คน เราคำนึงถึงอาหารเช้าต้องมีประโยชน์และดีต่อสุขภาพค่ะ

เจฟฟ์ เบซอส” สอนลูก

เขาบอกว่า

อายุ ขวบ ผมฝึกให้ลูกใช้มีดทำครัวเป็น สามารถปอกผลไม้ หั่นผัก ช่วยทำอาหารได้

อายุ 7-8 ขวบ ผมฝึกให้ลูกช่วยงานช่าง รู้จักการใช้งานเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ได้ดี

และ อีกอย่าง

เจฟฟ์ เบซอส” จะสอนลูกให้เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง และ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ไม่ขี้กลัว

สอนลูกให้เป็นคนกล้าคิดกล้าทำ แม้เด็กจะทำอะไรที่ผิดพลาด หรือ ล้มเหลวไปบ้าง แต่นั่นคือกระบวนการเรียนรู้เป็นอย่างดี เพราะ สิ่งเหล่านั้นเป็นการฝึกเด็กในเรื่องการแก้ไขปัญหาต่างๆได้

 

ซึ่ง ผมจะไม่ห้ามเขาครับ ถ้าลูกผม เขามีความกล้าในการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง 

ผมขอมีลูกที่มีนิ้วมือเพียง  นิ้ว ก็พอ เพราะยังดีกว่าลูกที่ไม่กล้าที่จะทำอะไร” 

 

 

ถ้าคุณรู้จักการสอนลูกให้แก้ไขปัญหาด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็ก ผมเชื่อมั่นว่า “เขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้” เพราะ หากว่าเขาเป็นคนที่แก้ไขปัญหาได้ดี  ซึ่งเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญในชีวิต ที่พวกเราทุกคนต้องเจอ โดยเฉพาะในโลกธุรกิจ ยิ่งมีความจำเป็นมาก  ถ้าเมื่อไหร่เราเป็นคนที่ต่อสู้กับความล้มเหลว และ แก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ ได้ดีและตลอด  ”เราจะเป็นผู้ชนะครับ”

ทีนี้ เรามาดูเรื่องราวของ “เจฟฟ์ เบซอส“ ในวัยเด็ก กันค่ะ

 

ในวัยเด็กของ “เจฟฟ์ เบซอส” นั้น บิดาแท้ๆ ของเขาเป็นคนที่ติดสุราหนักมาก ดื่มจัดตลอดเวลาจนทำงานไม่ได้  ท้ายที่สุดทั้งคู่จึงแยกทางกันกับมารดาของเขา  ต่อจากนั้น มารดาของ “เจฟฟ์ เบซอส” จึงได้แต่งงานใหม่ ซึ่งในขณะนั้นเขามีอายุเพียง 5 ขวบ เท่านั้น

ในช่วงวันหยุดยาว

เขาเล่าให้ฟังว่า เขาชอบไปเยี่ยมปู่กับย่า ที่ฟาร์ม ไปช่วยงานช่าง ช่วยซ่อมประตู หน้าต่าง และ หลังคาบ้าน

ซึ่งปู่กับย่าของผม ท่านเป็นคนที่ชอบท่องเที่ยวด้วยรถคาราวานมาก ผมได้ติดรถไปกับท่านบ่อยๆ  เราออกเดินทางกัน ไปเป็นกลุ่มใหญ่ถึง 300 คน เพื่อการผจญภัย  ผมชอบมากตื่นเต้นสุดๆ  ตอนนั้นผมอายุแค่ 10 ขวบเอง ผมจะนั่งที่เบาะหลังแล้วนอนกลิ้งไปกลิ้งมาสนุกดี

 

แต่จู่ๆ ขณะที่ปู่ผมขับรถอยู่นั้น คุณย่าผมได้สูบบุหรี่ กลิ่นมันโชยมาถึงผม ผมเกลียดกลิ่นบุหรี่มากเลยครับ

 

ผมเคยอ่านเจอมาจากไหนไม่รู้ ผมจำไม่ได้แล้วเพราะตอนนั้นยังเด็กอยู่  บุหรี่ทุกมวนที่คุณสูบไป มันคือสัญญาณที่บ่งบอกว่า คุณจะมีโอกาสอายุสั้นลง ในหัวผมตอนนั้นเริ่มคำนวณหาตัวเลขและสถิติ  เพื่อนำไปช่วยเตือนสติคุณย่าของผมครับ ด้วยความปรารถนาดี

 

หากคุณสูบบุหรี่ซองหนึ่งต่อวันจะเป็นยังไงผมคิด และ หากสูบบุหรี่สูงถึงวันละ 2 ซอง จะเป็นอย่างไร ผมคิด แปลว่า หากคุณย่าผม  ท่านสูบบุหรี่ถึงวันละ 2 ซองต่อวัน  ท่านจะมีชีวิตสั้นลงถึง 9 ปี ผมจึงไม่รอช้านำสิ่งที่ผมคิดคำนวณได้ทั้งหมด ไปบอกให้คุณย่าท่านทราบ  ผลปรากฎว่า

 

คุณย่าของผมร้องไห้ครับ”..น้ำตาไหลเลย.. บรรยากาศตรึงเครียด  ผมนั่งเงียบอยู่บนเบาะหลัง  จากนั้นคุณปู่ผมถึงกับจอดรถเลยครับ  ปู่เปิดประตูรถ แล้วเดินมาหาผมที่ประตูหลัง ผมคิดในใจ คงโดนดุหนักแน่ เพราะปู่ผมไม่เคยดุผมเลยซักครั้ง นี่คงร้ายแรงมาก

 

เราทั้งคู่เดินออกมาจากตัวรถเงียบๆ  จากนั้น คุณปู่ก็พูดกับผมว่า พอกลับไปที่รถแล้วให้ไป “ขอโทษคุณย่าซะนะ”

 

ต่อจากนั้น คุณปู่ก็พูดกับผมด้วยน้ำเสียงหนักแน่น   “เจฟฟ์!!”  ในวันหนึ่งเธอจะเข้าใจว่า “คนเราควรมีความอ่อนสุภาพควบคู่ไปกับความเฉลียวฉลาดของตนเองด้วย”

เจฟฟ์ เบซอส” ในสมัยเรียน

อ้างอิงจากครูประจำชั้นที่เคยสอนเขามาในวัยเด็ก ..เล่าให้ฟังว่า..

 

เจฟฟ์ เบซอส” เป็นเด็กที่ชอบวิชาคณิตศาสตร์มาก โดยเฉพาะการคำนวณ และ การวิเคราะห์สถิติตัวเลขต่างๆ  เขาเป็นเด็กที่ไม่มีวี่แวว หรือ ลักษณะความเป็นผู้นำคนได้เลยในตอนนั้น  แต่เขาจะเป็นเด็กที่ชอบการแข่งขัน และ ชอบเรื่องที่ท้าทายความสามารถของตนเอง กล้าคิดกล้าทำ เขาเป็นเด็กฉลาดช่างคิดมาตั้งแต่เด็ก  “เขาจะถูกหมายหัวไว้เลยว่าเมื่อไหร่ที่ให้เขาทำอะไรเขาจะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จจนได้”

 

 

 โดยทาง The Wall Street Journal” ได้กล่าวว่า ทั้ง บิล เกตส์” และ เจฟฟ์ เบซอส” ทั้งคู่มีลักษณะหนึ่งที่คล้ายกัน คือ เป็นเด็กช่างคิดมาตั้งแต่เด็ก และ ชอบอ่านหนังสือกัน โดยทางบิดาของ “บิล เกตส์” กล่าวว่า ตอนอายุ 11 ขวบ “บิล เกตส์” ให้ความสนใจที่จะอ่านหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจแล้ว  และในส่วนของ “เจฟฟ์ เบซอส” เขาเองก็ชอบแข่งขันกับเพื่อนในชั้นเรียน ว่าใครจะอ่านหนังสือได้เยอะและเร็วกว่ากัน

 

 คำคมจาก เจฟฟ์ เบซอส

ผมขอมีลูกที่มีนิ้วมือเพียง  นิ้ว ก็พอ เพราะยังดีกว่าลูกที่ไม่กล้า ที่จะทำอะไร” 

เมียคนรวย

จริงๆต้องเข้าใจว่าการจะเป็นเมียคนรวยอย่าง บิล เกตส์ , เจฟฟ์ เบซอล , สตีฟ จอบส์ , มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก , วอร์เรน บัฟเฟตต์ และคนอื่นๆได้นั้น มีเรื่องสเป็คความชอบส่วนบุคคล แนวคิด รสนิยม ทัศนคติ ล้วนแล้วแตกต่างกันออกไป ตามพื้นฐาน สภาพแวดล้อมของคนๆนั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ ที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นคือทั้งคู่มาเจอกันได้ยังไง ที่ไหน คบหาดูใจกันมานานกี่เดือนกี่ปี ถึงได้ตัดสินใจลงเอยแต่งงานกันจนกลายเป็นเมียคนรวยได้  โปรดติดตาม

เมลินดา เกตส์

เมลินดา เกตส์ เธอคือภรรยาของ “บิล เกตส์” ซึ่งเขาก็คืออดีตหัวหน้าของ “เมลินดา เกตส์” มาก่อนในช่วงที่ทำงานกับไมโครซอฟท์ด้วยกัน

ทั้งคู่เจอกัน  “ที่ลานจอดรถ” จากนั้น “บิล เกตส์” ขอเธอออกเดทตั้งแต่แรกพบ

เขาพูดในทำนองว่า ผมขอเดทกับคุณเป็นเวลา 2 อาทิตย์ เริ่มตั้งแต่วันศุกร์นี้ได้ไหมครับ

เธอรู้สึกตงิดและ “ เธอกล่าวออกไป ขำๆ” ใครจะไปรู้ตารางเวลาคะเนี่ แต่ท้ายที่สุดทั้งคู่ ก็ได้ออกเดทกัน หลังจากนั้น 7 ปี ต่อมาถึงได้ตกลงแต่งงาน

บิล เกตส์ กล่าวว่า ที่ผมแต่งงานกับ “เมลินดา” ก็เพราะว่า “เธอมีเป้าหมายอย่างเดียวกันกับผมครับ” และ เราเดินมุ่งหน้าไปในเส้นทางเดียวกัน และ เธอเป็นเพื่อนร่วมทางที่่ดีที่สุดของผม เรามีลูกด้วยกัน ผมเองไม่เคยซื้อมือถือให้ลูกเลยจนกว่าเขาจะอายุ 14 ซึ่งปัจจุบันเรามีบุตรด้วยกัน 3 คนครับ

Mackenzie Bezos

Mackenzie Bezos  เธอคือภรรยาของ เจฟฟ์ เบซอส” ก่อนหน้านี้เธอกำลังหางาน เฮดฟันด์ ที่นิวยอร์กอยู่ และ ไม่ใช่ใครที่ไหนที่สัมภาษณ์เธอ ชายคนนั้นก็คือ “เจฟฟ์ เบซอส” เธอได้งานทำที่นั่น “แต่” ที่น่าสนใจมากไปกว่าการทำงานในแต่ละวัน คือ “การได้ยินเสียงหัวเราะ” ของ “เจฟฟ์ เบซอส” มากกว่า

เธอกล่าวว่า “จะไม่ให้ฉันตกหลุมรักในเสียงหัวเราะแบบนี้ได้ไง ฉันปฏิเสธไม่ได้หรอก” ทั้งคู่เดทกันแค่ 3 เดือนก็แต่งงานกัน

เจฟฟ์ เบซอส กล่าวว่า “เขาภูมิใจที่ได้ภรรยาที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ผู้ที่สามารถแก้ปัญหาได้ ฉลาดมีไหวพริบดี ผมเห็นอนาคตที่สดใสรอเราอยู่ครับ”

..เขากล่าวแบบอารมณ์ดี..

เพราะอะไรรู้ไหมครับ เมื่อผมเจอภรรยาครั้งแรกผมก็อยากแต่งงานกับเธอเลย เพราะ เธอคือคนที่ใช่มากๆ ผมอยากได้คนที่มาช่วยผมแก้ปัญหามากกว่ามาสร้างปัญหา..ครับ..

ปัจจุบันทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 3 คน และ รับบุตรบุญธรรมเพิ่มอีก 1 คน

มิแรนดา เคอร์ (Miranda Kerr)

มิแรนดา เคอร์ (นางแบบดัง) เธอคือภรรยาของ “อีแวน สปีเกิล” ซีอีโอ Snapchat

เธอมีแบรด์สินค้าออแกนิคสกินแคร์ เป็นของเธอเอง และ เขียนหนังสือ ชื่อ Treasure Yourself”

ั้งคู่รู้จักกันผ่านงานเลี้ยงดินเนอร์ ของ “หลุย วิตตอง” จะบังเอิญหรือเปล่าไม่รู้ เผอิญได้นั่งโต๊ะเดียวกัน แถมได้นั่งข้างกันอีกต่างหาก

โดย “มิแรนดา เคอร์” เจอเขาในครั้งแรกนั้น เธอคิดกับตัวเองว่า อีแวน สปีเกิล”  “ดูๆไปก็น่ารักดีนะ” โดยมี Glenda Bailey ผู้หญิงที่นั่งข้างๆ เธอ พูดทำนองว่า ..ฉันว่านะ.. “พวกเธอทั้งคู่ก็ดูเหมาะสมกันดี ทำไมไม่แต่งงานกันซะละ”

พอเธอได้ยินดังนั้น   เธอถึงกับหลุดปากอุทานออกไป อะไรนะ!!..

และ เธอเล่าต่อไปว่า จริงๆเรารู้จักกันมานานและเป็นเพื่อนที่ดีมาโดยตลอด ก่อนที่จะออกเดทกันอย่างจริงจัง ทั้งคู่ได้พัฒนาความสัมพันธ์กันนานถึง 2 ปี ถึงได้แต่งงาน ซึ่งแขกที่เชิญก็เป็นคนสนิทและคนใกล้ชิดรวม 40 คน

ปัจจุบัน “มิแรนดา เคอร์” กำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรกของ “อีแวน สปีเกิล” อยู่ และ เธอกล่าวว่า “อีแวน สปีเกิล” เป็นคนที่ซีเรียสกับงานมาก เขาจะตื่นแต่เช้าไปทำงาน และ ไม่ใช่ผู้ชายที่ชอบปาร์ตี้ แต่เขามักจะอยู่ติดบ้านมากกว่า

Laurene Powell Jobs

Laurene Powell Jobs เธอคือภรรยาของ สตีฟ จอบส์

เธอเป็นนักธุรกิจหญิง ประสบการณ์การทำงานของเธอเคยทำงานที่ Goldman Sachs มาก่อนถึง 3 ปี และ เคยทำงานแบงค์มาก่อน

ในช่วงที่ “Laurene Powell Jobs” เจอกับ สตีฟ จอบส์ นั้น ทั้งคู่เจอกันที่หาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในวันนั้นเขาขอเดทกับเธอทันทีที่เจอกัน ถึงขนาดที่ว่า

“ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในชวิตของผม ผมขอใช้เวลาที่เหลืออยู่ ร่วมกับคุณ

หลังจากที่เดทกันเป็นเวลา 2 ปี ทั้งคู่ได้ตกลงแต่งงานกัน

โดยมีบุตรร่วมกันถึง 3 คน หลังจากที่เขาเสียชีวิตลง เธอกล่าวว่า “เธอคิดถึงเขาทุกวัน”

“Laurene Powell Jobs” ได้รับมรดกจาก สตีฟ จอบส์ เป็นจำนวนเงิน $11.1 billion ซึ่งมาจากหุ้นของวอลต์ดิสนีย์ และ หุ้นของ Apple $38.5 million รายได้ปัจจุบันของเธออยู่ที่ $ 20.7 billion

Astrid Menks

Astrid Menks เธอคือภรรยาของ วอร์เรน บัฟเฟตต์

ั้งคู่เจอกันที่ “เฟรนช์ ไนท์คลับ” แถวบ้าน  วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งภรรยาคนแรกเคยเป็นนักร้องประจำอยู่ที่นั่น

โดยทั้งคู่รู้จักกันผ่านคำแนะนำของภรรยาคนแรก เพราะ Astrid Menks เธอคือเพื่อนสนิทของภรรยาคนแรกของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเธอทำงานเป็นพนักงานเสริฟที่นั่น

ก่อนที่ภรรยาคนแรกจะเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง เธอได้ฝากฝัง Astrid Menks ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทที่สุด ให้ดูแลสามีของเธอด้วย  เพราะทั้งคู่สนิทกันมาตั้งแต่วัยเด็ก นับไปถึงรุ่นแม่ก็เป็นเพื่อนสนิทกันมาโดยตลอด และภรรยาคนแรกก็ยังเป็นรูเมท ของน้องสาว วอร์เรน บัฟเฟตต์ ในสมัยเรียนมหาวิทยาลัย นั่นจึงเป็นเหตุให้ทั้งคู่รู้จักกัน และ แต่งงานในปี 1952 โดยมีบุตรด้วยกันถึง 3 คน

ขณะที่แต่งงานกันอยู่นั้น ภรรยาคนแรกของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ เธอได้ดำรงตำแหน่งเป็น ดเร็กเตอร์ ของ Berkshire Hathaway

และมีเรื่องที่ทำให้หลายคนแปลกใจ คือ “ภรรยาคนแรก” ของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เธอไปมีความสัมพันธ์กับครูสอนเทนนิส” และต่อมาใน ปี 1977 เธอได้ย้ายออกจากบ้านของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ไปอยู่ที่อื่น  .. โดยเธอให้เหตุผลว่า  เธอต้องการไปเรียนคาบาเรต์ เพิ่มเติม เพราะสิ่งนี้คือความฝันและความชื่นชอบของเธอ  “แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้หย่าขาดกัน” แต่อย่างใด   ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเพราะในช่วงเทศกาลคริสต์มาสก็มีการส่งการ์ดอวยพร ถึงกันเสมอทั้ง 3 คน (ภรรยาคนแรก ,วอร์เรน บัฟเฟตต์ และ Astrid Menks)

แต่กระนั้น ..การย้ายออกไปอยู่ที่อื่นของภรรยาคนแรก.. ก็ทำให้ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เสียใจเป็นอย่างยิ่ง   ถึงกับกล่าวว่า  “95% เป็นความผิดของผมเอง เราอยู่เคียงข้างกันมาโดยตลอด และ เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย”

จนกระทั่งภรรยาคนแรก เธอมาเสียชีวิตลง เมื่อปี 2004 และ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ได้แต่งงานใหม่กับ Astrid Menks ในปี 2006

แต่ทว่าหากย้อนกลับไปในปี 1978  ซึ่งภรรยาคนแรก นั่นเองที่ได้แนะนำ Astrid Menks ให้รู้จักกับ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เพราะเธอเป็นคนที่รู้จักเขาดีมากกว่าใคร

 วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นผู้ชายที่ต้องการใครซักคน ที่คอยดูแลเอาใจใส่ ซึ่งเธอคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลก็คือเพื่อนสนิทของฉันเอง

และ Astrid Menks ในตอนนั้นก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่กับ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ในทันที ( ปี 1978 เป็นปีเดียวกัน ที่ทั้งคู่จักกันนั่นเอง เพราะเมียคนแรกย้ายออก เมื่อปี 1977) โดยทั้งคู่อยู่ด้วยกันแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนแต่งงานแต่อย่างใด  เพราะ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ยังไม่ได้หย่ากับภรรยาคนแรก 

 “ทุกคนก็เคารพในการตัดสินใจของทุกฝ่าย”  โดยลูกๆของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” ก็โอเคเพราะกลัวว่า “วอร์เรน บัฟเฟตต์”  จะเหงาและไม่มีกระจิตกระใจในการทำงาน ทุกคนต่างยอมรับว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่แปลก แต่ก็ทำความเข้าใจกันได้

อีกทั้งหลายๆคนกล่าวว่า “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เป็นคนที่ใครอยู่ด้วยไม่ง่ายเท่าไหร่ เพราะ เขาหายใจเข้าหายใจออกเป็นธุรกิจเป็นการเป็นงานตลอด จะหลับจะนอนทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องธุรกิจทั้งสิ้น

ในที่สุด ทั้งคู่ก็ได้”แต่งงานกัน”  หลังจากภรรยาคนแรกเสียชีวิตลง ได้ 2 ปี งานแต่งงานจัดแบบเรียบๆใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ผู้ร่วมเป็นสักขีพยานมีแค่ลูกสาว “วอร์เรน บัฟเฟตต์” และ ญาติของ Astrid Menks 1 คน การแต่งงานสงวนสิทธิ์รักษาความเป็นส่วนตัวไว้เฉพาะคนในครอบครัวเท่านั้น ไม่มีการออกข่าว หรือ ถ่ายรูปลงสื่อแต่อย่างใด

โดยทางลูกสาวของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” กล่าวว่า “Astrid Menks” แต่งงานกับบิดาของเธอนั้นจริงๆแล้ว เธออาจหวังเงินของพ่อเธอก็ได้ เพราะ ถ้าเขาไม่มีเงินเลยเธอคงเผ่นไปนานแล้ว  ซึ่งมันก็จริง  “Astrid Menks” อาจจะรักและดูแลพ่อของฉันเป็นอย่างดี แต่ฉันคิดว่าเธอคงสนใจเงินในกระเป๋าพ่อของฉันมิใช่น้อย

ปัจจุบันทั้งคู่ยังไม่มีบุตรด้วยกัน

พริสซิลลา เฉิน (Priscilla Chan)

พริสซิลลา เฉิน เธอคือภรรยา “มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก”

ประวัติของ “พริสซิลลา เฉิน” นั้น สมัยเรียนมัธยม เธอได้รับการโหว ว่าเป็นเด็กเรียนดี เรียนเก่งและฉลาดที่สุดของชั้น เธอจบจากฮาร์วาร์ด ด้านชีววิทยา และ ต่อแพทย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอรเนีย ซานฟรานซิสโก เธอพูดได้ 3 ภาษา คือ อังกฤษ จีน และ สเปน

ทั้งคู่เจอกันที่แถวรอคิวจะเข้าห้องน้ำ ช่วงงานปาร์ตี้ที่ ฮาร์วาร์ด

“พริสซิลลา เฉิน” ..เล่าว่า.. “ในตอนแรกที่เจอกับ “มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก” เขาก็น่าสนใจดีนะ” และ คิดว่าคงไม่ใช่เด็กที่เรียนหนักอะไร

จากนั้น “มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก” ถามฉันว่า เขาอยากเดทกับฉัน  ฉันก็ตอบตกลง “โอเค

ช่วงที่กำลังเดทกันอยู่นั้น เธอเล่าว่า “เขาน่าจะถูกแต๊ะออกจากที่เรียนแน่ๆเพราะชอบเล่นอะไรพิเรนทร์ และ ดูท่าทางแล้วน่าจะเป็นคนที่ขี้เกียจอีกด้วย”

จากนั้น ทั้งคู่ได้คบหาดูใจกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง 9 ปี ถึงได้แต่งงานกัน

ปัจจุบันมีบุตรด้วยกัน 2 คน

Kate Capshaw

Kate Capshaw (นักแสดง) เธอคือภรรยาของ “สตีเวน สปีลเบิร์ก” (Steven Spielberg) ผู้กำกับภาพยนต์ รายได้ $3.7 billion

ทั้งคู่เจอกันในกองถ่ายภาพยนต์  เรื่องอินเดียน่า โจนส์ ภาค 2 หลังจากนั้นอีก 7 ปีต่อมาถึงได้แต่งงานกัน ปัจจุบันมีบุตรด้วยกัน 5 คน

Helene Mercier

Helene Mercier เธอคือภรรยาของ “แบร์นารด์ อาร์โนลต์” (Bernard Arnault) เจ้าของแบรนด์เนมชื่อดัง อย่าง Christian Dior, Hennessy และ Marc Jacobs ซึ่งมีแบรนด์หรูหรา กว่า 70 แบรนด์ ที่อยู่ภายใต้บริษัท LVMH รายได้อยู่ที่ $83.9 billion

ทั้งคู่ได้เจอกันครั้งแรก ในงานแสดงโชว์เปียโน ต่อจากนั้นเจอกันอีกทีที่งานเลี้ยงดินเนอร์ ซึ่งเวลานั้นเอง เขาได้เชิญ “Helene Mercier” มาร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่ที่บ้าน

“แบร์นารด์ อาร์โนลต์”  เล่าถึงอารมณ์และบรรยากาศ ตอนเอ่ยปากชวนเธอ..ว่า.. “ มือผมสั่น ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ลุ้น และ  รู้สึกตื่นเต้นมาก

หลังจากนั้นอีก 8 เดือนต่อมาทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกัน

เขาบอกว่า  “เขาไม่ชอบผู้หญิงที่แต่งตัวเด็กเกินไปที่ไม่เหมาะสมกับวัยตัวเอง”

“Helene Mercier”  เธอเป็นนักดนตรี ทำงานแค่ 20% ต่อปีเท่านั้น เธอใช้เวลาฝึกซ้อมดนตรีในแต่ละวัน ราวๆ 2-6 ชั่วโมง

เพราะเวลาเธอโดยส่วนใหญ่จะเดินทางมากกว่า เช่น ไปงานแสดงแฟชั่นโชว์ตามที่ต่างๆพร้อมสามีและงานเปิดตัว

ปัจจุบันทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 4 คน

Lucy Southworth

Lucy Southworth เธอคือภรรยาของ “แลร์รี เพจ” (ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล คู่กับ เซอร์เกย์ บริน )

ทั้งคู่เจอกันที่ สแตนฟอร์ด ช่วงที่เธอกำลังเรียนต่อปริญญาเอกอยู่ สาขา Biomedical Informatics หลังจากนั้นออกเดทกันเป็นเวลา 18 เดือน จึงได้ตกลงแต่งงานกันที่”เกาะ Necker” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ซึ่งเจ้าของก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล ก็คือ มหาเศรษฐี ชื่อดัง อย่าง “Sir Richard Branson” (Virgin Group) แขกผู้มาร่วมในงานคือเพื่อนที่เรียนจากสแตนฟอร์ดกว่า 600 คน และ แขกผู้มีเกียรติอย่าง Donald Trump , Opera Winfrey, Gavin Newsom และ นักธุรกิจชั้นนำมากมาย

มีหลายคนได้กล่าวถึง “Lucy Southworth” ว่า “เธอเป็นคนสวยแบบมีสมองและการศึกษาดี”

อีกอย่างทั้งเธอและสามี ได้ร่วมบริจาคเงินกว่า $15 million ให้กับโครงการที่ต่อสู้กับการระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลา ในฝั่งแอฟริกาตะวันตก บิดาของเธอนั้นจบ PhD ที่สแตนฟอร์ดเหมือนกันทำงานที่ World Bank ส่วนมารดาจบ PhD ทำงานด้านการกุศล ส่วนเธอทำงานที่ สแตนฟอร์ดในสาขาที่เธอจบมา ปัจจุบันมีบุตรด้วยกัน 2 คน

Jade Foret

Jade Foret (นางแบบ) เธอคือภรรยาของนักธุรกิจชื่อดัง อย่าง “Arnaud Lagardère” รายได้อยู่ $2.4 Billion

ทั้งคู่ได้ออกเดทกันนานถึง 3 ปี จึงได้ตกลงแต่งงานกัน ซึ่งหลายคนกล่าวว่า “คู่นี้ไม่น่าจะไปกันรอด” เพราะด้วยวัยที่ต่างกันถึง 30 ปี  ปัจจุบันมีบุตรด้วยกัน 4 คน และเป็นครอบครัวที่มีความสุขและอบอุ่นมาก ซึ่งทำเอาหลายคนผิดคาด

Tamiko Bolton

Tamiko Bolton (เภสัชกร) อายุ 44 เชื้อสายญี่ปุ่น เธอคือภรรยาของ “จอร์จ โซรอส” (อายุ 87) นักธุรกิจ นักลงทุน รายได้อยู่ที่ $20 billion

ธอจบจาก University of Utah และ MBAจาก University of Miami

ทั้งคู่เจอกันในงานปาร์ตี้หรูแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นอีก 4 ปีต่อมาจึงได้ตกลงแต่งงานกัน โดยเชิญแขกผู้ร่วมงานกว่า 500 คน หนึ่งในนั้นคือ Jim Yong Kim (ประธานธนาคารโลก) และ ผู้นำจากประเทศต่างๆ เช่น Hendrik Toomas Ilves , Ellen Johnson Sirleaf , Edi Rama Paul Tudor Jones และ Julian Robertson  รวมไปถึงแขก  VIP อีกมากมาย  งานเลี้ยงแต่งงานจัดทั้งหมดเป็นเวลาถึง 3 วัน

ปัจจุบันยังไม่มีบุตรด้วยกัน

Tiffany Stewart

Tiffany Stewart  เธอคือภรรยาของ “Mark Cuban” (เจ้าของเรียลลิตี้โชว์ Shark Tank และ เจ้าของทีมบาสเกตบอล NBA อย่างทีม Dallas Mavericks)

ทั้งคู่เจอกันขณะออกกำลังกายที่ยิม

เธอทำงานฝ่ายบริหารของบริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง ช่วงที่ออกเดทกันแรกๆ

Mark Cuban ได้บอก Tiffany Stewart ..ว่า.. “ถ้าคุณคิดจะเดทกับผม  รบกวนคุณช่วยอดทนกับผมเยอะๆหน่อยนะครับ”  ถ้าคุณรับไม่ได้  คุณสามารถเลือกทางเดินของคุณได้ครับ  เพราะผมเป็นคนที่บ้างานมาก งานต้องมาก่อนทุกสิ่งอย่าง ตารางเวลาผมก็แน่น และผมก็ทำงานจนถึงดึกดื่นเที่ยงคืน”   ถึงตรงนี้เราตกลงกันไว้ก่อนเลยครับ  เพื่อความยุติธรรมต่อตัวคุณ …คุณรับได้ไหม.. ผมบอกคุณก่อนเลยว่าผมเป็นแบบนี้นะครับ.. 

Tiffany Stewart  กล่าวว่า “เธอรู้ตัวดีว่า เธอไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้อย่างแน่นอนและ  เธอก็เขาใจในสิ่งที่เขาเป็นพร้อมให้การสนับสนุนเขาเป็นอย่างดี

ทั้งคู่ออกเดทกันเป็นเวลา 5 ปี ถึงแต่งงาน ปัจจุบันมีบุตรด้วยกัน 3 คน

Susan Dell

Susan Dell เธอคือภรรยาของ “Michael Dell” (เจ้าของDell คอมพิวเตอร์ )

Susan Dell “เป็นนักธุรกิจหญิงที่สร้างตัวเองให้รวยด้วยตัวเอง” เธอเป็นคนที่ทำงานหนักมาก

สมัยเรียนมัธยมเธอเป็นคนที่ป๊อปปูล่ามากที่สุดในโรงเรียน และ เป็นนักกีฬาของโรงเรียนด้วยเช่นกัน

เธอเรียนจบด้าน fashion merchandising and design ที่มหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต

เธอได้รู้จักกับ “Michael Dell” ผ่านทางลูกค้าซึ่งเป็นคนแนะนำให้รู้จัก ซึ่งในช่วงนั้นเธอกำลังทำงานด้านอสังหาฯอยู่

ขณะนั้น  Michael Dell  ก็เพิ่งเริ่มก่อตั้งบริษัทมาใหม่ๆ  มิหนำซ้ำ เขาเพิ่งดรอปเรียนออกมาหมาดๆ   ทั้งคู่คบหาดูใจกันเป็นเวลา 1 ปี จึงได้แต่งงานกัน

โดยเธอเล่าให้ทางครอบครัวของเธอฟัง ว่า  Michael Dell เป็นผู้ชายที่ดีมากๆอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน”

จากนั้นทั้งคู่จึงตกลงแต่งงานกัน ตัวเธอเองเป็นคนที่รักครอบครัวและลูกๆมาก

เธอยังรักและดูแลเอาใจใส่ในสุขภาพเป็นอย่างดี และ เป็นคนที่แอ๊คทีฟ ตัวเองตลอดเวลา

หลายคนกล่าวว่า “ที่เธอประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่เพราะผลพลอยได้จากสามีของเธอ แต่มาจากตัวของเธอเองต่างหาก” ปัจจุบันมีบุตรด้วยกัน 4 คน

ซัลมา ฮาเยก (Salma Hayek)

ซัลมา ฮาเยก เธอคือภรรยาของ “François-Henri Pinault” ซึ่งเป็นนักธุรกิจ CEO ของ Kering ในกลุ่มค้าปลีก และ แฟชั่น ตัวอย่าง แบรนด์หรูอย่าง Gucci และ Yves Saint Laurent เป็นต้น รายได้อยู่ที่ $26.0 billion

“ซัลมา ฮาเยก” เธอเป็น นักแสดง ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์และโทรทัศน์

ทั้งคู่ได้ออกเดทนานถึง 5 ปี ก่อนที่เขาจะขอเธอแต่งงาน

ในช่วงแรกๆ ที่ “ซัลมา ฮาเยก” เจอกับ “François-Henri Pinault” นั้น  เธอก็ไม่คิดว่า จะได้แต่งงานกับผู้ชายคนนี้  เพราะ เธอก็ไม่ได้สนใจในเรื่องการแต่งงานแต่อย่างใด คือไม่มีความคิดนี้ในหัวเลย  หรือ  หากจะหวังอยากได้ในเรื่องพวกนี้ เช่น พวกเครื่องประดับ อัญมณี รถ หรือ บ้าน สิ่งเหล่านี้ เธอเองก็มีหมดแล้ว เพราะเธอก็เป็นคนที่ทำงานหนักและส่วนตัวก็ไม่อยากเอาชีวิตไปขึ้นอยู่กับใครในเรื่องความเป็นอยู่ เธออยากทำงานหาเงินใช้เองสบายใจกว่า และ เธอก็ไม่คิดจะมีลูกด้วย

ซัลมา ฮาเยก  ..เล่าให้ฟังว่า.. จุดที่เริ่มสนใจใน “François-Henri Pinault” ก็คือ ามีหลายอย่างที่เข้ากันได้ เช่น เขาเป็นคนชอบฟุตบอลฉันก็เป็นคนชอบฟุตบอล  เราคุยกันอย่างออกอรรถรสมาในเรื่องนี้ ที่สำคัญเขาเป็นแฟนหนังแอ๊คชั่น อย่างไม่น่าเชื่อ

“François-Henri Pinault”  เป็นคนที่เคารพและให้เกียรติในการตัดสินใจของดิฉันมาก ไม่เห็นแก่ตัว  เขาชอบเรื่องวิทยาศาสตร์  อวกาศ และ ฟิสิกส์ เขาเป็นคนฉลาด ตลกและมีเสน่ห์  ที่ฉันตัดสินใจในการแต่งงานกับเขาก็เพราะไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตของเราทั้งคู่ที่มีความชอบเหมือนกัน  ซึ่งเขาเทคแคร์ดูแลเอาใจใส่ดิฉันดีมากๆค่ะ

แรกๆดิฉันคิดว่า “เราคงไปกันไม่ได้แน่นอน”  ที่ไหนได้ เซอร์ไพรส์มาก!! เราเข้ากันได้ดีทีเดียว..มันใช่เลย คนนี้เลย”..

พอกล่าวจบเธอก็ยิ้มระรื่น ปัจจุบันทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 1 คน

ขอบคุณและสวัสดีทุกท่านค่ะ..

กิจกรรมยามว่างและงานอดิเรกของคนรวย

จากข้อมูลของสถาบัน Wealth-X ใน 20 เรื่อง ที่คนรวย คนดัง และ นักธุรกิจ ส่วนใหญ่สนใจทำกันทั้งด้านงานอดิเรก กิจกรรมยามว่าง และความสนใจ โดยเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จากทั่วโลก ได้แก่

1. การให้และการช่วยเหลือสังคม 56.3%

“ แอนดรูว์ คาร์เนกี “ ได้บริจาคเงินส่วนใหญ่ในการก่อตั้งห้องสมุดกว่า 3,000 แห่ง ทั้งในอเมริกา อังกฤษ แคนาดา และ ที่อื่นๆอีก รวมไปถึงโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก เพราะเขาเชื่อว่า ทรัพย์สินของคนรวยนั้น ควรมีส่วนช่วยเหลือสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะมากที่สุด คาดการณ์ว่าเขาบริจาคไม่ต่ำกว่า $76.9 billion  ก่อนเสียชีวิต และ หลังเสียชีวิตบริจาคเพิ่มอีก $30 million

 

2. ท่องเที่ยว 31%

 เจฟฟ์ เบซอส และ ภรรยา ในทริปอิตาลี

โดยส่วนมากคนรวยจะชอบท่องเที่ยวทะเล  หรือ ไปพักผ่อนในเกาะส่วนตัว  หรือ ตามสถานที่ต่างๆ  หลีกหนีจากความจำเจวุ่นวายเพื่อหาความสงบได้พักสมองจากการทำงาน และการเหนื่อยล้าของร่างกาย อย่างรีสอร์ทหรูที่คนรวย ยอมจ่ายในราคาต่อคนต่อคืน $30,000  เป็นต้น 

 

 

3. ศิลปะ 28.7%    

“คนรวยจะรักและชื่นชอบงานศิลปะมาก” ไม่ต้องแปลกใจที่พวกเขาจะให้ความสนใจ เพราะนี่คือการลงทุนส่วนหนึ่ง โดยมากคนรวยจะเก็บเงินผ่านงานศิลปะถึง 10% พอๆกับทรัพย์สินส่วนอื่น 

 

ตัวอย่าง

 

“David Geffen” เป็นนักธุรกิจ รายได้อยู่ที่ $8.4 billion เขาได้ลงทุนในงานศิลปะสูงถึง 20% ของรายได้ และ ก่อนนี้เขาได้ซื้องานศิลปะเก็บสะสมไว้เมื่อ ปี 2006 ในราคา $421 million และ เป็นผู้ครอบครองงานศิลปะที่มีมูลค่ารวม ถึง $1.1 billion

Steven A. Cohen”  เป็นนักลงทุน รายได้อยู่ที่ $11 billion เขาได้ลงทุนในงานศิลปะสูงถึง 12ของรายได้ และ เป็นผู้ครอบครองงานศิลปะที่มีมูลค่ารวม ถึง $1 billion ตัวอย่าง งานศิลปะที่เขาซื้อเก็บสะสมไว้ ในราคา $137.5 million ในภาพของ de Kooning’s Woman III

 

Eli Broad” เป็นนักธุรกิจ รายได้อยู่ที่ $7.3 billion เขาได้ลงทุนในงานศิลปะสูงถึง 16.7% ของรายได้ และ เป็นผู้ครอบครองงานศิลปะมีมูลค่ารวม ถึง $1 billion และ เขาเป็นเจ้าของงานศิลปะมากกว่า 200 ชิ้น

 

 Boris Ivanishvili” เป็นนักธุรกิจ รายได้อยู่ที่ $4.6 billion เขาได้ลงทุนในงานศิลปะสูงถึง 15.6% ของรายได้ ตัวอย่าง เขาได้ซื้องานศิลปะเก็บสะสมไว้เมื่อ ปี 2006 ในราคา $95 million และ เป็นผู้ครอบครองงานศิลปะที่มีมูลค่ารวม ถึง $1 billion 

 

เพราะค่าเฉลี่ยต่อปีในการใช้เงินของ “คนรวย” จะใช้ในงานศิลปะสูงมาก ไม่ใช่แค่เป็นงานอดิเรก แต่ บางคนถึงขนาดสะสมงานศิลปะ ไม่ต่ำกว่า 25,000 ชิ้น เลยทีเดียว เพราะงานศิลปะยิ่งเวลาผ่านไปมูลค่ายิ่งเพิ่มมากขึ้น ไม่แปลกที่คนรวยจะซื้อเก็บไว้ เพื่อใช้เป็นที่เก็บเงินในอีกรูปแบบหนึ่งบางคนสะสมไว้เยอะมากๆ จนขนาดที่ว่าเปิดเป็นพิธิภัณฑ์ได้เลย

https://konruay.com

4. แฟชั่น 25.2%

 

เรื่องแฟชั่น จะมีทั้งตัวดีไซด์เนอร์และแบรนด์เนมชื่อดังที่คนรวยส่วนใหญ่ให้ความสนใจ คือ Ralph Lauren , Hugo Boss , Burberry , Giorgio Armani   

ที่มากไปกว่านั้น จะมีเศรษฐีที่รวยที่สุดในกลุ่ม Top 10 ยังเป็นเจ้าของแบรนด์เนมดังรวมอยู่ด้วย เพราะ คนรวยส่วนใหญ่ เวลาออกงานสำคัญๆในบางครั้ง ต้องการ การสวมใส่เสื้อผ้าที่ดูดีมีสไตล์ เพราะสิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงรสนิยมที่คนรวยส่วนใหญ่จะคำนึงถึง  และตัวเขามักเป็นจุดสนใจของผู้คน ดังนั้น คนรวยจึงคำนึงเรื่องภาพลักษณ์ หรือ บางคนอาจต้องการสร้างลุคที่เป็นของตัวเองอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตน หรือ เป็นผู้นำเทรนด์ไปเลยก็ได้  เช่น  “วิคตอเรีย เบคแฮม” (Victoria Beckham) 

https://konruay.com

อย่างแบรนด์  Louis Vuitton , Burberry , Bottega Veneta , Ermenegildo Zegna ,Brioni , Kiton จะเจาะกลุ่มลูกค้าคนรวยระดับบนโดยเฉพาะ 

5. การเมือง 22.2%   

6. ไวน์ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 15.9%       

7. ล่องเรือ 14.9%    

8. การออกกำลังกาย และ ดูแลสุขภาพ 14%

คนรวย” จะให้ความสำคัญของการออกกำลังกายเพื่อการมีสุขภาพดี สมองตื่นตัว คล่องตัวกระฉับกระเฉง  “การมีสุขภาพดีแข็งแรงเป็นการยืดอายุการใช้งานในส่วนต่างๆของร่างกายให้อยู่กับเรายาวนานและมีประสิทธิภาพมากที่สุด”  การออกกำลังกายทำให้เราเป็นคนไม่เหนื่อยง่ายและสร้างภูมิคุ้มกันต้านโรคภัยได้ดี ทำให้รู้สึกสดชื่น

 

https://konruay.com

9. รถยนต์ 14.5%

ตัวอย่าง

“robson walton”  รายได้อยู่ที่ $41 billion  เขามีงานอดิเรกอย่างหนึ่ง คือ เขาชอบสะสมรถยนต์มากๆเรียกได้ว่าเป็นงานอดิเรกที่คนรวยชอบทำกันจริงๆ ตัวอย่าง รถที่เขาสะสม อย่าง Ferrari 250 GTO ราคาขายจะอยู่ที่ $35 – $52 Million , Ferrari 250 LM ราคาขายจะอยู่ที่ $14.6 Millio , Ferrari 250 GT SWB ราคาขายจะอยู่ที่ $4.1 Million และ มีคันอื่นๆอีกมากมาย

 

“michael fux”  คนนี้เป็นนักธุรกิจที่ชื่นชอบการสะสมรถยนต์เป็นงานอดิเรกด้วยเช่นกัน มีรถหรูราวกว่า 160 คัน หลายคนถามว่าทำไมไม่เอาเงินไปทำอย่างอื่น เขาตอบว่าเป็นความสุขส่วนตัวของผมครับ เพราะ ถ้าเป็นรถคลาสสิกยิ่งเก่าก็ยิ่งแพงนะครับ

 

 

 

10. ของสะสม 14.1%

คำว่าของสะสมที่คนรวยสนใจ ไม่ได้มีแค่การสะสมแสตมป์ เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง , งานศิลปะ , อัญมณี , เครื่องเพชร , ทองคำ , รถยนต์ , ไวน์ , เหรียญเก่าแก่ , เครื่องลายครามเก่าแก่ , เฟอร์นิเจอร์โบราณ , ของตกแต่งบ้าน , แจกันโบราณ และ นาฬิกา เป็นต้น  

สะสมเพื่ออะไร สะสมเพื่อการลงทุนและความพึงพอใจส่วนตัวเป็นหลัก

ตัวอย่าง การสะสมแสตมป์   รูปแรก (ซ้ายมือผู้ชาย  ราคาแสตมป์อยู่ที่  $200,000   รูปถัดมารุูปที่สองนกอินทรีย์สีแดง ราคาอยู่ที่ $210,000

https://konruay.com
https://konruay.com
https://konruay.com
https://konruay.com
https://konruay.com/

สะสมเครื่องถ้วยจีน

 “ทอม แฮงส์” สะสมเครื่องพิมพ์ดีดวินเทจ มากกว่า 300 เครื่อง

https://konruay.com

11. อเมริกันฟุตบอล/ฟุตบอล 13.1%

ส่วนหนึ่งน่าจะมาจาก ค่านิยม สังคม และ วัฒนธรรม  ก็ว่าได้

12. อ่านหนังสือ 12.3%

“กิจกรรมยามว่างหรือความสนใจ” อย่างหนึ่งของคนรวย ก็คือการอ่านหนังสือ  ถ้ามีเวลาว่างไม่ได้ทำอะไร คนรวยมักจะอ่านหนังสือกันเป็นส่วนใหญ่ และ เป็นนักอ่านตัวยง เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์”  ท่านใช้เวลาในการอ่านหนังสือในแต่ละวันมากถึง 80% ของเวลาทั้งหมด 

และอย่าง บิล เกตส์” ท่านอ่านหนังสือต่อปี ไม่ต่ำกว่า 50 เล่ม   ..ส่วน “มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก” บางทีอ่านหนังสืออาทิตย์ละเล่ม ต้องบอกว่าการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุดกันเลยจริงๆ คนรวย เขาอ่านหนังสือเยอะมาก จนหลายๆคนไม่คาดคิดกันเลยทีเดียว เช่น หนังสือที่คนรวยอ่านกัน

 

 

 

13. พบปะสังสรรค์ ออกงานสังคม 12.1%

 เป็นธรรมดาที่คนรวยส่วนใหญ่จะถูกเชิญให้ไปออกงานสังคมตามที่ต่างๆ ตามกลุ่มเพื่อนฝูงของคนรวยด้วยกัน หรือ งานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ในงานสังคมเทศกาลต่างๆ   งานเปิดตัว  งานแสดง  และ งานการกุศล เป็นต้น

14. เล่นกอล์ฟ 11%

“คนรวย” บางส่วนสนใจกีฬาประเภทนี้มากเป็นพิเศษ เพราะ ว่าการบาดเจ็บทางร่างกายเกิดขึ้นได้น้อย   เขาเองสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้  หากเปรียบเทียบกับกีฬาผาดโผนที่มีอันตรายความเสี่ยงสูง “กอล์ฟจะไม่อันตรายเท่า”   และ    ได้ฝึกเรื่องการบริหารความเสี่ยง ของผลแพ้ชนะได้เป็นอย่างดี  ได้ฝึกในเรื่องการบริหารอารมณ์และสมาธิ      เล่นง่ายและสะดวกสบายในการฝึกซ้อม  อีกทั้ง ช่วงเวลาเล่นกอล์ฟยังสามารถพูดคุยกันในเรื่องธุรกิจได้อีกด้วย  แถมยังได้สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด  รู้สึกผ่อนคลาย ได้บริหารสายตา และ เป็นการเผาผลาญแคลอรี่ได้เป็นอย่างดี

15. กินข้าวนอกบ้านกับอาหารชั้นเลิศ 10.9%     16. ล่าสัตว์ 8.8%     

17. เครื่ิองประดับ 8.1%    

 18. ตกปลา 7.8%

19. นาฬิกา 7.7%

20. เล่นสกี 7.2%

 คนรวยจะเล่นสกีเป็นงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลายมากกว่าเป็นการกีฬา และ การเล่นสกีนั้น ได้ใช้ร่างกายการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมากกว่ากอล์ฟ

 

เรื่องที่ “คนรวยสนใจ” ส่วนใหญ่มีอยู่ 30 เรื่อง โดยมุ่งประเด็นไปที่ “งานอดิเรกความหลงใหลและความสนใจ”  ในเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ จากการสำรวจโดย สถาบันWealth-X”  โดยเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ทั่วโลก ได้ดังนี้ 

ธุรกิจ 56.9%  , การให้และการช่วยเหลือสังคม 38.6%  , กีฬา 33% , ไฟแนนซ์ 28.3% , การศึกษา 17.8% , การทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือ นอกบ้าน 17.3%  , การพูดในที่สาธารณะ 15.2% เทคโนโลยี 14.6% , การบิน 14.5% , อสังหาฯ 14.4%

การเมือง 13.9% , ท่องเที่ยว 13.2% , ครอบครัว 13.2% , ศิลปะ 9.2% , ดนตรี 8.9% , สุขภาพ 8.9% , วิศวกรรม 8.9% , 

รถยนต์ 8.6%  , การเขียนหนังสือ 8.1%  , 

 สังคมสิ่งแวดล้อม 7.6% ,  อาหาร 7.2%  , เศรษฐกิจ 7.2% ,  วิทยาศาสตร์ 7.1%  , สัตว์ 7%  , การอ่าน 6.8%

 

ของสะสม 6.8%  ,  แล่นเรือ 6.7% ,  กฎหมาย 6.1%  ,  ภาษา 5% ,  ศาสนา 5%

ตัวอย่าง

 

แจ็ค ดอว์ซีย์” (Jack Dorsey) ซีอีโอทวิตเตอร์ และ Square รายได้ $4 billion กิจกรรมในวันว่างของเขา โดยเฉพาะวันเสาว์ เขาชอบเข้าป่าเดินเขา 

 

“อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์” กิจกรรมยามว่างท่านชอบเล่นเครื่องดนตรี อย่างไวโอลีน และ เปียโน  

 

 นิโคลา เทสลาท่านรักนกพิราบมาก ถึงขนาดยอมจ่ายเงินค่ารักษาขาและปีกที่หักไปไม่ต่ำกว่า $2000

 

                                           ท่านกล่าวว่า ..  “ความรักของท่านที่มีต่อนกพิราบเปรียเสมือนความรักของชายหนุ่มที่มีต่อหญิงสาวในดวงใจ

 วอร์เรน บัฟเฟตต์” (Warren Buffet) รายได้อยู่ที่ $83.6 billion ปี 2018 เป็นนักลงทุน และ นักธุรกิจ ท่านรักในการเล่นเครื่องดนตรีอย่างอูคูเลเล่เป็นอย่างมาก ท่านฝึกเล่นมาตั้งแต่อายุ 18

 

“เซอร์เกย์ บริน” ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล รายได้อยู่ที่ $46.5 billion เป็นคนที่ชอบเล่นกีฬาผาดโผน และ ชอบเล่นกีฬาฮอกกี้ ยิมนาสติก Ultimate frisbee และ กระโดดร่ม เป็นต้น  

“สตีฟ จอบส์”  (Steve Jobs) รายได้อยู่ที่ $10.2 billion ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple เป็นคนที่“รักในการท่องเที่ยว”มาก ช่วงวัยรุ่นเคยไปเที่ยวอินเดีย ตอนนั้นก็ไม่มีเงินมากเท่าไหร่อาศัยกินและนอนที่วัดแทน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย “เขากล่าวว่า” ..ไม่รู้รอดมาได้ไง กับอาหารท้องถิ่นที่นั่นที่ไม่เคยกินมาก่อนและอากาศก็ร้อนมาก เดินทางไปเที่ยวแต่ละที่อาศัยรถไฟและรถบัสแทน แต่เขาก็ประทับใจในทริปนั้นมาก“เป็นความทรงจำที่ดี”  

 ส่วนสตีฟ วอซเนียก” (Steve Wozniak) รายได้อยู่ที่ $100 million ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple ส่วนตัวเขานั้น ชอบรถเทสล่ามาก เข้าโชว์รูม เทสล่า ไม่ต่ำกว่า 351 ครั้ง และกิจกรรมโปรดยามว่างของเขาก็คือการเล่นกีฬา Segway Polo 

 

“Sir Richard Branson”