https://konruay.com

เคล็ดลับความสำเร็จของเศรษฐี

รวย!! รวย!! รวย!! วันนี้คุณจะรวยได้อย่างเศรษฐีเหล่านี้เช่นกัน เพราะ เรามีเคล็ดลับดีๆมาฝากจากเศรษฐีระดับโลก ต่างธุรกิจ สาขา อาชีพ ได้ให้เกียรติเรามาบอกเคล็บลับความสำเร็จของแต่ละท่านว่า คืออะไรบ้าง   .. เรามาดูกันค่ะ ..

Jeff Bezos ท่านเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากในชีวิต

ปัจจุบันเป็นคนที่รวยที่สุดในโลก รายได้อยู่ที่ $ 127.2 billion เมื่อปี 2018

ประวัติของ Jeff  Bezos

สมัยเด็กท่านเคยทำงานในฟาร์มของครอบครัว วัยรุ่นทำงานที่ แมคโดนัล

เริ่มทำ Amazon ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยทำกำไรเลย เพิ่งเริ่มมีกำไร เมื่อปี 2001 นี่เอง

ช่วงขายหนังสือแรกๆ ที่บ้านเขามีหนังสือเต็มไปหมดพอๆกับห้องสมุด

เขาส่งของให้ลูกค้าเอง แพ็กของเอง เขากล่าวว่า การทำธุรกิจเราควรเริ่มจากเล็กๆ ก่อน จากนั้นให้ค่อยเป็นค่อยไป แบบเป็นขั้น เป็นตอน แรกๆก็ไม่รู้เรื่องระบบอินเตอร์เนตไม่รู้ระบบการขายของออนไลน์ว่าต้องทำยังไง ต้องเรียนรู้ใหม่หมด

เศรษฐีเบอร์หนึ่งของโลกกับเคล็ดลับความสำเร็จ  Jeff Bezos  คือ

1. ไม่กลัวปัญหา หรือ ความล้มเหลว เขากล่าวว่า “คุณต้องเรียนรู้ ที่จะเอาชนะความกลัว หรือ ความล้มเหลว เพราะ ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จที่เราจะเจอ ให้มองว่าเป็นเรื่องปกติ และ ธรรมดามาก

ไม่ใช่เรื่องแปลกเวลาเราทำธุรกิจ ที่เราจะเจอกับความล้มเหลวมันมีอยู่แล้วแต่เราต้องเรียนรู้ที่จะมีชัยชนะให้ได้

แม้มีแค่ 10% ที่เราจะชนะ เราก็ต้องฉวยโอกาสนั้น แม้บางครั้งเราจะพลาดพลั้งแล้วเกิดความรู้สึกแย่ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง  “เราต้องสู้ต่อไป ไม่ถอย”

2. ไม่กลัวการทำงานหนัก ไม่กลัวการทำงานยากๆ

3. กล้าคิดกล้าทำในสิ่งใหม่ๆเสมอ กล้าริเริ่ม แม้เราไม่มีความรู้แต่เราศึกษาหาความรู้ได้ว่าจะทำยังไง จากนั้นฝึกฝน จนเกิดทักษะ คือ ให้ลงมือทำซ้ำๆเรื่อยๆบ่อยๆจนเคยชิน เกิดความเชี่ยวชาญแล้ว ควรมีเป้าหมายว่า เราจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นให้มากขึ้น “อย่าหยุดนิ่ง” พัฒนาตนเองเรียนรู้ผ่านคนอื่น

4. เราต้องทำในสิ่งที่เรารักหลงใหลหรือชอบ ควรมองหา แสวงหา หรือ ค้นหาว่ามันคืออะไร เพราะจะช่วยให้เราไปถึงจุดหมายเร็วขึ้น ไม่หลงทาง 

5. เราต้องรู้จังหวะที่จะต้องวิ่งและเร่งสปีด เพื่อเราจะวิ่งไปข้างหน้า มองการณ์ไกลตลอดเวลา

6 .”ทำปัจจุบันให้ดี ทำวันนี้ให้ดี” เพื่อได้ผลลัพธ์แห่งอนาคตที่ดี เพราะมันจะช่วยเปลี่ยนการใช้เวลาของเรา และ การลงแรงอย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่มีเส้นทางรวยไว รวยเร็ว หรือ รวยทางลัด มีแต่การเติบโตอย่างช้าๆแบบต่อเนื่องอย่างมั่นคง อาจใช้เวลา 5 ปี 10 ปี ใครอยากรวยเร็วคือคิดผิดมาก ไม่มีใครรวยในชั่วข้ามคืนได้ ยิ่งในโลกธุรกิจหายากมาก

แต่เราต้องรู้ความเคลื่อนไหวของธุรกิจเรา เช่น โตขึ้น 5% , 10 % , 50 % , 100% และ 200 % เป็นต้น คือมีแนวโน้มค่าเฉลี่ยต้องโตขึ้นเรื่อยๆ นั่น คือความสำเร็จอย่างแท้จริง

เขาได้เปรียเทียบว่า “เราจะเลือกทำงานที่สบายๆ ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องทำงานหนักเท่าไหร่ก็ได้” หรือ “เราจะเลือกที่จะใช้เวลาเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ออกไป ผจญภัยโลกภายนอก มีเรื่องตื่นเต้นให้เจอ ก็ได้

พอเราอายุ 80  เรามองย้อนกลับมาดูก็ได้ “ว่าคุณชอบแบบไหน” และ “แบบไหนที่ทำให้คุณภูมิใจมากที่สุด”

อีกอย่าง ผมขอแนะนำให้คุณคบเพื่อนที่ดี มีที่ปรึกษาที่ดีที่คอยให้คำแนะนำ ช่วยแก้ไขปัญหาให้คุณได้ และ “อย่าอยู่คนเดียว”

บุคลิก สไตล์การทำงานของผมจะเป็นคนที่จริงจังกับงานมาก หากว่าได้ยินเรื่องลูกค้าคอมเพลนในเรื่องที่เคยคอมเพลนมาแล้ว เหมือนปัญหานั้นไม่ถูกแก้ซักที ท่านจะชอบพูดว่า ฉันอยากจะฆ่าตัวตายจริงๆ (เชิงประชด) คือ ท่านคิดว่าเกิดปัญหาซ้ำๆแบบนั้นไม่น่าที่จะเกิดได้แล้ว  ควรแก้ไขกันได้แล้ว

และไม่ทำงาน แบบ One Man Show คือชอบให้มีการอภิปรายพูดคุย ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่่สุุดอย่างครบถ้วนและรอบคอบมากขึ้น ส่วนตัวท่านใส่ใจเรื่อง Feedback ลูกค้ามากเพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนา ถึงขนาดต้องเทรนพนักงานเป็นอย่างดีในเรื่องการให้บริการ “ลูกค้าสัมพันธ์ต้องเลิศ”

Bill Gates

ประวัติ ของ Bill Gates

สมัยเด็กท่านมีความฝันอยากเป็น มหาเศรษฐี

ช่วงเรียนคยสร้างเกม Tic Tac Toe จากคอมของโรงเรียน และ เขียนโปรแกรมตารางเวลาเรียนให้กับโรงเรียน

ปัจจุบันมีรายได้อยู่ที่ $ 91.3 billion

ตลอดเวลา 17 ปี ท่านเป็นคนร่ำรวยที่สุดในโลก

แม้จะร่ำรวยมีเงินมากมายแต่ เรื่องเงินท่านมอบให้กับลูก แค่คนละ $ 10 million เท่านั้น เพื่อลูกๆจะสามารถทำอะไรเองบ้าง คือ ไม่สปอยล์ ลูกๆจนเกินไปไม่งั้นเขาจะทำอะไรเองไม่เป็น

ท่านเคยถูกจับ ตอนอายุ 21 โทษฐานขับรถไม่มีใบขับขี่

ช่วงทำธุรกิจแรกๆ มีคนถามว่า กลัวไหมที่เสี่ยงออกมาทำอะไรแบบนี้ เพราะถึงขั้นล้มละลายได้นะถ้ามันไม่รุ่ง

ท่านตอบว่า ผมไม่มีความคิดนี้ในหัวเลย ว่ามันจะไม่รุ่ง คิดแค่ว่าตัวเองทำในสิ่งที่เจ๋ง และ ไอเดียดี แต่สิ่งที่ผมกังวลใจมาก ไม่ใช่เรื่องเจ๊งแต่เป็นเรื่องจะหาเงินจากไหนมาจ่ายเพื่อนที่มาทำงานด้วยกันมากกว่า  ลูกค้าที่มี  ก็เป็นลูกค้าที่ล้มละลาย

การเริ่มต้นธุรกิจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเลยสำหรับผม  ผมตื่นเต้นกับสิ่งแปลกใหม่  การอยากเห็นความสำเร็จมีมากกว่าความกังวลใจ

ช่วงนั้นอายุได้ 25 ผมยังนั่งแท๊กซี่ไปหาลูกค้าอยู่เลย บางทีก็นัดเจอคุยงานกันที่บาร์ บางคนก็ยังไม่มั่นใจที่จะซื้อสินค้าเรา เขาอาจมองว่ากำลังทำธุรกิจกับเด็กจะได้เรื่องอะไรหรือเปล่า ทำนองนั้นมั้ง ซึ่งผมก็แสดงจุดยืน และ อธิบายการใช้งานและคุณประโยชน์คุณสมบัติของมัน ทำให้เขาเห็นว่ามันน่าทึ่งมากและเจ๋งจริง

ในความเป็นจริง ใช่ว่าจะง่ายนะ ผมใช้เวลา อยู่ 3-4 ปี กว่าคนจะรู้จักและกล้าใช้บริการสินค้าเราจนเกิดความมั่นใจในผลิตภัณฑ์  คือ   “ความน่าเชื่อถือต้องใช้เวลาครับ”

เคล็ดลับความสำเร็จของ Bill Gates คือ

ผมยอมรับว่า ผมเป็นคนทำงานหนักมากในช่วงเริ่มต้น ผมทำงานทั้งวัน ส่วนกลางคืนผมตอบอีเมลลูกค้าและแก้ปัญหา ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์ผมก็ยังตอบอีเมลลูกค้าอยู่

ผมใช้เวลาพักร้อน 2 สัปดาห์ ต่อปีเท่านั้น ไม่ทำงาน คุยงาน ประชุม หรือ ตอบอีเมลอะไร คือ ใช้เวลา 2 สัปดาห์นี้ มานั่งคิดเรื่องเป้าหมายทิศทางในอนาคต ทบทวนผลงานสิ่งที่ผ่านมา และ ใช้ความคิดกับเรื่องสำคัญๆ

25% ส่วนใหญ่ของผมจะเดินทางพบลูกค้าทั่วโลก ส่วนตัวผมดีใจมากที่ได้ร่วมงานกับคนเก่งๆ ที่มีความสามารถ เป็นเรื่องที่ท้าทายเรามากที่เราได้แก้ปัญหาใหม่ๆอยู่เสมอ เราสนุกกับการแก้โจทย์คอมพิวเตอร์

ผมมีที่ปรึกษาที่ดี ทั้งภรรยา ครอบครัว เพื่อน บุคคลเหล่านี้ช่วยเตือนสติ สนับสนุนผมในทางที่ดีขึ้น เพื่อผมจะได้รับสิ่งที่สมบูรณ์คุ้มค่ามากที่สุด

และการตัดสินใจในเชิงธุรกิจที่ดีที่สุดของผมคือการได้ร่วมงานกับ Paul Allen คือเราต้องเลือกคนที่เราไว้วางใจที่สุดในการร่วมทีม ที่มีวิสัยทัศน์อย่างเดียวกัน

เขากล่าวว่า เขามีจุดอ่อนหรือข้อเสียหนึ่งที่น่าตลกมาก คือ เขาชอบอ่านหนังสือล่วงหน้าแค่ 2 วัน ก่อนสอบ คือ ชอบทำอะไรจวนตัว ไม่มีการเตรียมพร้อมก่อนเป็นมาตั้งแต่สมัยเรียน ทีนี้นิสัยนี้มันติดมาถึงวัยทำงาน เขาใช้เวลาพอสมควรกว่าจะชนะนิสัยเสียๆ นี้

ท่านอ้างอิงถึง Warren Buffett  ได้ช่วยแนะนำท่านในเรื่องการจัดลำดับความสำคัญเรื่องการใช้เวลาได้เป็นอย่างดี ช่วยท่านได้เยอะ 

 อีกเรื่อง ท่านเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือวิทยาศาสตร์ครั้งละหลายๆชั่วโมงโดยไม่เบื่อ จนโดนเพื่อนล้อว่าเป็น ”เด็กเนิร์ด” ในแง่ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

มีคนถามว่าท่านรู้สึกอย่างไร ท่านตอบว่าเป็นเรื่องธรรมดามากที่เราจะถูกล้อ ถูกหยาบคายใส่ ในทางธุรกิจก็เช่นกัน คือ เราต้องเรียนรู้ว่าไม่ควรนำมาใส่ใจ หรือ ให้ความสนใจ จนนำมาเป็นประเด็นใหญ่โตทำร้ายตัวเอง

มีคนถามว่า เสียใจไหมที่เรียนไม่จบปริญญา ท่านตอบว่า “ไม่” เพราะเราเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต เราอยากรู้เรื่องอะไรเพิ่มเราก็ไปลงเรียนผ่านคอร์สต่างๆได้ และ ไม่คิดว่าตัวเองพลาดอะไร

Warren Buffett

ในปี 2018 รายได้อยู่ที่ $ 87.5 billion

ประวัติ ของ Warren Buffett คือ

ท่านมีความสนใจเรื่องการลงทุนมาตั้งแต่เด็ก และเป็นนักอ่านตัวยง หนังสือพวกเซียนหุ้นต่างๆท่านอ่านจบมาตั้งแต่สมัยเด็ก

อายุ 10 ขวบ ท่านเคยทานข้าวกับนักลงทุน

อายุ 11 เริ่มลงทุนหุ้น

อายุ 16 ได้ผลกำไรจากการลงทุนหุ้นก่อนหน้าที่อยู่ที่ $ 50,000

โต๊ะทำงานท่านใช้งานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ปี ไม่เคยเปลี่ยน ใช้คอมเก่าๆ มือถือเก่าๆ ไม่เคยเปลี่ยน หรือ อัพเกรดอะไร ของทุกอย่างท่านใช้ไม่ต่ำกว่า 20-25 ปีขึ้นไป

ท่านยังอยู่บ้านหลังเดิมที่เคยซื้อไว้ตั้งแต่ ปี 1958 ในราคา $ 31,500

ท่านเคยส่งอีเมลแค่ครั้งเดียว เวลาที่อยู่ในออฟฟิศส่วนใหญ่ท่านจะอ่านหนังสือ เพราะงานของท่านต้องใช้ข้อมูลในการตัดสินใจเป็นส่วนใหญ่ในการลงทุน ท่านจึงต้องอ่านให้มากที่สุด ไม่ต่ำกว่า 600-1000 หน้าขึ้นไปในแต่ละวัน เช่น อ่านหนังสือพิมพ์ อ่านรายงาน อ่านทุกอย่าง ท่านกล่าวว่า “ท่านน่าจะอ่านหนังสือได้เร็วกว่านี้”

ปัจจัยที่ทำให้ท่านลงทุนอย่างประสบความสำเร็จ

“Warren Buffett ” ท่านเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองและข้อมูลตรงหน้ามากกว่าการใช้ความคิดคนอื่นในการตัดสินใจ  “แม้”  คนอื่นจะไม่เห็นด้วยกับท่านก็ตาม ท่านก็ไม่สูญเสียความมั่นใจแต่อย่างใด และ ไม่ปรึกษาใครด้วย ท่านดูข้อมูลเป็นหลักล้วนๆ จากสถิติ รอราคาที่พอใจคิดเอาไว้แล้วว่าเท่าไหร่ ในจุดเข้าซื้อ

และ ก่อนท่านจะตัดสินใจในการลงทุนอะไรก็ตาม ท่านชอบอ่านข้อมูลนอนแช่ในอ่างอาบน้ำ เพื่อคิดใคร่ครวญ ทบทวน ให้ดี ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

เคล็ดลับการลงทุนแล้วรวย ของ Warren Buffett คือ

ท่านจะเลือกธุรกิจบางตัวมาศึกษาเท่านั้น ท่านบอกว่า ..เราไม่ต้องไปดูธุรกิจหลายตัว เราอาจไม่รู้ทุกเรื่องแต่เราควรศึกษาเรื่องที่เราจะลงทุนให้แตกฉาน มองอนาคตธุรกิจนั้นว่าน่าลงทุนหรือไม่ และ ควรเลือกบริษัท (ธุรกิจ) ที่มีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา

รู้จักวงจรธุรกิจนั้น ในระยะ 10 ปี 20 ปี ควรวิเคราะห์ความเป็นมาได้ ทิศทางเป็นยังไง การเปลี่ยนแปลงแนวโน้มของตลาดในอนาคตจะเป็นยังไง บางทีท่านเคยดูย้อนหลัง เป็น100 ปี ของธุรกิจบางตัว เช่น โค้ก ถ้าจะลงทุนเราต้องโฟกัสในเรื่องนั้นมากๆก่อนตัดสินใจ ควรรู้เรื่องที่ตัวเองจะทำเราต้องมีข้อมูลเยอะเพื่อการตัดสินใจเราจะไม่ผิดพลาด

มีคนถามว่าท่านเคยผิดพลาดในการลงทุนหรือไม่ ท่านตอบว่าเคย คือการตกรถ ตัดสินใจช้าไปในการลงทุน จนราคามันขึ้นสูงไปแล้ว ท่านไม่เคยซื้อหุ้นของไมโครซอฟท์ไว้เลย ทั้งๆที่ บิล เกตส์ เคยพูดคุยเรื่องคอมพิวเตอร์กับท่านหลายครั้ง แต่ท่านไม่มีความรู้เรื่องนี้ ท่านเลยไม่ได้สนใจเท่าไหร่

นักลงทุนที่ดีไม่ควรมีอารมณ์ ขึ้นลงตามหุ้น ต้องควบคุมอารมณ์และรับแรงกดดันได้ดี เพราะหลายคนหากโดนกระทบจิตใจในเรื่องพวกนี้ มักทำใจไม่ได้ แต่ ท่านไม่รู้สึกอะไรเลย

และ เคล็ดลับความสำเร็จอีกอย่างของท่าน คือ ท่านรู้จักตัวเองว่าชอบอะไรมาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้ท่านทุ่มเทในสิ่งนั้นได้ตรงจุด วางแผนอนาคตตัวเองอย่างมีเป้าหมาย ว่าจะเดินไปทางไหน

อีกอย่างที่ท่านอยากจะแนะนำให้ คือ การฝึกพูดต่อหน้าสาธารณะ ควรรู้จักพูดและสื่อสารต่อหน้าคนอื่นได้ สำคัญมาก 

เราต้องรักในสิ่งที่ทำเพราะถ้าเจอปัญหาเราจะไม่ถอยหลัง หรือ ถอดใจ ท่านสอนลูกเสมอว่า

ควรหาต้นแบบคนที่ประสบความสำเร็จที่เราอยากเป็นอย่างเขา    ทำตาม อย่างเขา เจริญรอยตามอย่างเขา

และ จ้างมืออาชีพมาทำงานร่วมกับเรา 

ศึกษาเรื่องความล้มเหลวของผู้อื่นเพื่อที่เราจะไม่เดินตกหลุม (ตกเหว) ซ้ำรอยเดิมของเขาที่เคยล้มเหลวมาก่อน 

สิ่งที่ฆ่าคนเป็นส่วนใหญ่ คือ ความประมาท การไม่ระมัดระวังรอบคอบ ในการลงทุน และ ความพึงพอใจในความเป็นอยู่ตอนนี้ ท่านให้ความเห็นว่าคนเราต้องไม่หยุดอยู่กับที่

คนที่เป็นเพื่อนสนิทท่านคือ บิล เกตส์ รู้จักกันมาไม่ต่ำกว่า 25 ปี ท่านเคยกินนอนด้วยกัน แลกเปลี่ยนหนังสือกันอ่าน ท่านแนะนำว่า เราควรเลือกคบเพื่อนที่ดีในการรู้จักและเดินไปด้วยกันตลอดชีวิตคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางที่ดี และ เราควรอยู่ใกล้ชิดกับคนที่ประสบความสำเร็จเพราะเราจะรับอิทธิพลที่ดีมา แม้ท่าน และ บิล เกตส์ เหมือนจะอยู่คนละโลกกันแต่เราก็เป็นเพื่อนกันได้ เพราะ งานของท่านคือการจัดสรรเงินให้อยู่ในที่ควรอยู่ เพื่อได้มูลค่าเพิ่ม เรียกว่า “เอาเงินไปต่อเงิน” จึงไม่แปลกที่ท่านจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

Larry Ellison

เป็นคนก่อตั้ง Oracle (ออราเคิล) ที่ทำเกี่ยวกับ database และ เคยสร้างฐานข้อมูลให้กับ CIA

ในปี 2018 รายได้อยู่ที่ $ 62.4 billion

ท่านก่อตั้ง Oracle จากคนแค่ 4 คน จนขยับเป็น 50 คน และ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ช่วงเริ่มต้น ก็ไม่คิดว่าผลิตภัณฑ์มันจะขายได้ คิดแค่ว่าทำอย่างพอเพียง มีรถสวยๆขับก็พอ และ มีบ้านส่วนตัวซักหลังแค่นั้น

ท่านเป็นคนชอบเล่นกีฬาผาดโผนเสี่ยงๆ เคยบาดเจ็บและได้แผลหลายครั้ง

เคล็ดลับการสร้างธุรกิจให้ไปสู่ความสำเร็จ ของ Larry Ellison คือ

ท่านป็นคนที่ชอบการแข่งขันในเชิงธุรกิจ ชอบพิชิตเป้าหมายและมักตั้งเป้าหมายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ท่านกล่าวว่า เรามีไอเดียมากมายบนโลกแต่ต้อง”ทำให้มันยิ่งใหญ่” ท่านใช้เงินในการโปรโมทสินค้าของท่านเยอะมาก เน้นเป็นอันดับต้นๆในเรื่องการตลาด ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความคุ้มค่าและอยากใช้ต่อเนื่อง และบอกเล่าปากต่อปาก

ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจของท่านประสบความสำเร็จ คือ

ท่านจ่ายเงินลงทุน สำหรับ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ ไม่ต่ำกว่า $ 3 billion ต่อปี เพราะ ท่านต้องการผลงานดีๆออกมาและได้คนเก่งๆมาร่วมงานด้วย ที่สำคัญมีทีมบริหารเก่งๆและที่ปรึกษาทางด้านการเงินชั้นยอดมาให้คำปรึกษา

มีอยู่ครั้งบริษัทเกือบล้มละลายเพราะ หักคอขายของให้กับลูกค้า หมายถึง บังคับลูกค้าซื้อสินค้าล็อตใหญ่เกินไป จนไม่มีเงินหมุนเพราะแทนที่จะให้ลูกค้าทะยอยซื้อดีกว่า แต่ไม่ทำ คือ เลือกกิน (ค้าขาย) สั้นๆ แทนที่จะกินยาวๆ นานๆ

ท่านบอกว่าตัวเองได้เงินเดือนแค่ $1 เท่านั้นเพราะไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร

Amancio Ortega

รายได้อยู่ที่ $77.6 billion ในปี 2018

ประวัติ ของ Amancio Ortega

เป็นนักธุรกิจชาวสเปน วัย 82 ผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า Zara ที่โด่งดังไปทั่วโลก มีพี่น้อง 4 คน ซึ่งท่านเป็นคนสุดท้อง

สมัยวัยรุ่น ท่านได้หยุดเรียนตอนอายุ 14

เพราะทางบ้านไม่มีเงินส่งเรียน ท่านต้องออกมาทำงาน ขายเสื้อผ้า และ ตัดเย็บเสื้อผ้า

ท่านเริ่มทำธุรกิจด้านเสื้อผ้าเมื่ออายุ 37 ทำกันเองที่บ้าน กับ ภรรยาพร้อมญาติๆช่วยกัน ช่วงแรกเปิดร้านใชื่อ Zorba แต่เนื่องจากมีคนตั้งชื่อนี้ไปก่อนหน้าแล้ว และร้านอยู่ละแวกเดียวกัน เพื่อป้องกันความสับสนของลูกค้าท่านจึงเปลี่ยชื่อเป็น Zara เพียงแค่ ปีเดียวเท่านั้น ท่านสามารถขยายสาขา ได้ถึง 9 สาขา

ท่านใส่เสื้อผ้าแนวเดิมทุกวัน และ กินอาหารเที่ยงร่วมกับพนักงานในแคนทีนโดยไม่ถือตัว ท่านเป็นคนถ่อมตัวมาก เคยเป็นยังไงก็ยังเป็นอย่างงั้น แมฐานะจะเปลี่ยนแต่ท่านไม่เคยลืมความยากจนและความลำบาก

กุญแจแห่งความสำเร็จของ Amancio Ortega คือ

ท่านไปทำงานทุกวันและเวลามีการประชุม ท่านจะพูดคุยกับดีไซด์เนอร์ตลอด

โดย”เน้นให้มีคอลเลคชั่นออกใหม่ทุกเดือน” มีการรับ Feedback จากลูกค้าเพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนา ท่านไม่เคยคิดลงทุนด้านโฆษณาตัวสินค้าเลย คือ เน้นให้ลูกค้าไปติดตามผลงานเชิญชมร้านด้วยตัวเองมากกว่า และ เน้นเรื่องการตกแต่งร้านให้ดี สวยงาม สะดุดตา สะอาด และอยู่ในโลเคชั่นใกล้แบรนด์ใหญ่ๆ

ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจของท่านประสบความสำเร็จ คือ การบริหารงานของท่านจะเน้นใหญ่พนักงานแสดงความคิดเห็น โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ท่านจะรับฟังความคิดเห็นของพนักงานทุกคน “เพื่อให้เขามีส่วนร่วมและมีความเป็นเจ้าของ”

ตัวท่านได้มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่สเปนทุกปี ราวๆ 500 ทุนเพื่อเขาจะได้ไปเรียนต่อที่ อเมริกา และ แคนาดา สืบเนื่องมาจากสมัยก่อนท่านไม่ได้เรียนเพราะไม่มีเงิน ท่านจึงอยากให้คนอื่นได้เรียน มีการศึกษาที่ดีให้กับตัวเอง

Mark Cuban

ท่านเป็นนักธุรกิจระดับโลกที่มีชื่อเสียงมาก รายได้อยู่ที่ $ 3.8 billion ในปี 2018

ประวัติ Mark Cuban

เมื่ออายุ 12 ท่านหาเงินโดยขายถุงขยะตามบ้าน

อายุ 16 เป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์

สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ส่งตัวเองเรียนโดยการสอนเต้นรำ ชั่วโมงละ $25

หลังเรียนจบ เคยทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ เซลล์ขายของ และ เคยไปสมัครงานเป็นนักแสดงแต่ไม่มีใครรับ

จากนั้นต่อมา ท่านสร้าง Microsolution ขึ้นมา ขายไปที่ $ 6 million

ต่อจากนั้น ทำ  Broadcast.com ขายให้ Yahoo ไปที่ $ 7 billion

เขากล่าวว่าเขาเป็นคนทำงานลากยาวไม่มีพักร้อนเลยตลอด 7 ปี เพราะอยากเห็นความสำเร็จ

แนวคิดการทำงานของ Mark Cuban คือ

ถ้าเราเจออะไรดีๆเจ๋งๆ คิดว่าแจ่ม อย่ารอช้า ให้รีบทำมันจนสำเร็จ

ให้เราเอาดีด้านที่เราถนัดเพราะไม่มีอะไรจะเสีย

สมัยก่อนเขาไม่เคยรู้เลยว่าตัวเองถนัดด้านเทคโนโลยี พอได้ลงมือทำ จึงรู้ว่าตัวเองทำได้ดี สนุก เขาเลยมาเอาดีทางนี้ ทำเป็นอาชีพผสมผสานธุรกิจลงไป ในการสร้างรายได้ หาเงินในทางที่เขาถนัดดีกว่า เพราะเขามีพื้นฐานเรื่องงานขาย และ การตลาดอยู่แล้ว ก็เอามาประยุกต์ให้เข้ากัน สร้างความโด่ดเด่นให้ตัวเอง

เคล็ดลับความสำเร็จในชีวิตของท่าน ได้แนะนำไว้ คือ  คุณควรลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำดู แม้เราล้มเหลว 99 ครั้ง แต่คุณ ชนะ 1 ครั้ง นั่นคือ “คุณทำสำเร็จแล้ว”

อย่ากลัวในการคิดผิด ทำผิด ถ้าเราไม่ลองทำอะไร ไม่กล้า ไม่ออกไป เราจะไม่มีวันชนะ และ เราจะไม่มีวันเจอคำว่า “สำเร็จ” ในชีวิตของเราได้เลย

ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจของผมประสบความสำเร็จ คือ ผมเป็นคนที่เอาจริงเอาจังมากในเรื่องธุรกิจ เป็นคนที่ดุเดือดมาก ทุกอย่างที่ผมทำ ผมจะมีการเตรียมพร้อมเสมอ

ในช่วงเริ่มทำธุรกิจแรกๆ ผมตื่นขึ้นมา ตี 3 ตี 4 เพื่ออ่านหนังสือธุรกิจ อ่านหนังสือคนที่ประสบความสำเร็จ ดูข่าวสารติดตามความเคลื่อนไหวของโลก

ผมทำธุรกิจจากคนที่ไม่มีเงิน คอมพิวเตอร์ก็ยืมเขามา

ถ้าเมื่อไหร่ เรามีแต่ความคิดที่ว่า “ไม่กล้า” โอกาสก็จะไม่เกิด เป็นการปิดปะตูลงกรอย่างถาวร

ผมเคยล้มเหลวม่รู้กี่ต่อกี่ครั้ง กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ 

หากคุณอยากรู้เรื่องอะไร อยากเป็นอะไร คุณต้องพาตัวเองไปสวมรองเท้าคู่นั้น

หากคุณอยากเป็นนักธุรกิจคุณก็ต้องสวมรองเท้านักธุรกิจ อยากเป็นนักลงทุนก็ต้องสวมรองเท้านักลงทุน อยากเป็นนักประดิษฐ์ก็ต้องสวมรองเท้านักประดิษฐ์

คุณอยากเป็นอะไร   “จงพาตัวเองไปสวมรองเท้าคู่นั้น ในสิ่งที่คุณอยากเป็นครับ”

อย่าอ้างเรื่องไม่มีเงิน อย่าอ้างเรื่องไม่มีคอนเนคชั่น อย่าอ้างเรื่องนั้เรื่องนี่ อ้างเรื่องไม่มีนั่นไม่มีนี่ สรุปคือ “ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี”

คุณควรคิดใหม่ครับ หาจุดเริ่มต้นว่าจะทำอย่างไรดี หาวิถีทาง หาทางออก จงแก้ไขมัน มันมีวิธี หากคุณตั้งใจจริง  “คุณทำได้แน่!!”

ถ้าคิดจริงๆ คนอยากทำธุรกิจเปิดใหม่ ปัญหาจริงๆ ไม่ใช่เรื่องไม่มีเงิน แต่เป็นเรื่องใช้สมองน้อยเกินไป  มีความพยายามไม่มากพอ ขี้เกียจศึกษาหาข้อมูล อยากรวยแต่รักสบายไม่อยากทำงานหนัก

“…ผมอาจแนะนำ ได้แย่มาก แต่มันคือเรื่องจริง…ครับ”

Larry Page

คนร่วมก่อตั้ง กูเกิล รายได้อยู่ที่ $ 52.2 billion ในปี 2018

เคล็ดลับแห่งความสำเร็จของ Larry Page คือ

เราต้องมี”เป้าหมายที่ใหญ่” หากเป้าหมายในปีนี้เราทำไม่สำเร็จ ปีถัดไปมันต้องสำเร็จ

ผมถูกสอนให้ไม่กลัวความล้มเหลว หรือ กลัวปัญหา ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จบางทีเราอาจเจอความล้มเหลวในหลายครั้งก็ได้ แต่ทุกครั้งเราต้องลุกขึ้นสู้ใหม่

คุณต้องมั่นใจว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ ถ้าเราไม่ล้มเลิกหรือหยุดกลางคันซะก่อน

กูเกิล ในช่วงแรกๆที่เราสร้างขึ้นมานั้น เราล้มเหลวไม่รู้กี่ครั้ง

เราก็มีความกลัวเหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เพราะเรากลัวมันจะทำให้เราเรียนไม่จบ กลัวครอบครัวว่า แต่อย่างที่ผมบอก  “ผมถูกสอนมาเสมอว่าอย่ากลัวความล้มเหลวจนเราไม่กล้าทำอะไร”

ผมเห็นคอมมาตั้งแต่เด็กและคิดว่า คอมพิวเตอร์นี่มันทำอะไรได้เยอะนะ มันน่าค้นหา พิศวง และมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ

ประวัติ กูเกิล ก่อตั้งด้วยเงินจากครอบครัวเพื่อนฝูง ลงทุนร่วมกัน จำนวน $ 1 million

ในช่วงเริ่มต้นเราทำ Google Ads เรามีปัญหาเหมือนกัน ตอนแรกเราก็มั่นใจว่ามันจะ work แต่ผิดคาด ทำไปแล้วมันไม่ work ติดปัญหาหลายอย่าง เราก็แก้กันไปจนสำเร็จ 

ต่อมาเราทำ YouTube ก็มีคนทักท้วงบอกว่า มันไม่ work หรอก ที่ไหนได้กลับทำรายได้มหาศาลและโตแบบติดจรวด ถล่มทลาย

เราคิดเสมอว่าพวกเราต้องหาอะไรที่มาตอบสนองความต้องการให้คนได้ เราพยายามหาไอเดียดีๆแปลกๆใหม่ มาให้คนเสมอ

แนวคิดในการทำงานของพวกเรา คือ การทำงานหนักและเต็มที่ เพราะ พวกเราคิดว่า เราเลือกที่จะทำในเรื่องยากเพื่อเซอร์ไพรส์!! ให้กับทุกๆคนครับ

เราสนใจเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ ตลอดเวลา ในหัวผมมีเยอะมากที่ยังทำไม่ทัน เราอยากทำงานร่วมกับคนที่มีเป้าหมายอย่างเดียวกัน ยิ่งเรื่องธุรกิจคุณต้องหาเพื่อน หรือ พาร์ทเนอร์ที่ไว้วางใจได้ คนที่ไปด้วยกันสนับสนุนกันให้ประสบความสำเร็จ น้อยคนจะบอกคุณเรื่องพวกนี้ ที่สำคัญควรอยู่ในกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จ ที่พร้อมให้คำปรึกษาคุณได้

กูเกิล เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?

“กูเกิล เกิดมาจากฝันของผม”

วันหนึ่ง ผมนอนๆอยู่ ผมฝันประหลาด

ฝันว่าได้ดาวน์โหลดเว็บไซด์เยอะมากจากคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่อง

จนกระทั่งผมตื่นขึ้นมา ฝันนั้นทำให้ผมนอนไม่หลับ

ผมเลยจดลงในกระดาษคำนวนและเขียนเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์เอาไว้ ว่าจะลองทำดู

หลังจากนั้นผ่านไป หนึ่งสัปดาห์ ผมนำเรื่องนี้ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เราใช้เวลาพัฒนาอยู่ที่ 1-2 ปี จนเป็นรูปเป็นร่างจนกลายมาเป็นกูเกิลในปัจจุบัน

“เรียกว่า …ฝันที่เป็นจริงของแท้…”

10 Responses

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *