https://konruay.com

หุ่นยนต์ (AI) มาทำงานแทนคน

(AI)เรื่องนี้เป็นกระแสมาแรงในโลกธุรกิจยักษ์ใหญ่ในระดับโลกหลายแห่ง เรียกว่าเป็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้าและปีต่อๆไป ซึ่งช่วงนี้ก็มีทยอยๆเริ่มใช้จริงกันไปบ้างแล้ว  เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อเมริกา แม้แต่ฝั่งยุโรป ก็มีปรากฎ

หุ่นยนต์ (AI) มาทำงานแทนคน”

ผลดี ต่อตัวองค์กร ห้างร้าน บริษัท หรือ ธุรกิจ คือ

ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้งานมากขึ้น ได้ผลตอบแทนเยอะขึ้น ไม่ต้องกังวลเรื่อง คนไม่มาทำงาน (บางสายงาน) ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ขาดลามาสาย ลาป่วย ลากิจ ลาคลอด ที่ส่งผลกระทบต่องานโดยตรงถ้าไม่มาทำงาน

ช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องโอทีกรณีหากงานเร่งๆ ต้องทำให้เสร็จ    ตามออเดอร์ ผู้ประกอบการก็ได้เนื้องานเพิ่มแต่ไม่ต้องจ่ายโอทีแต่อย่างใด  และ ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านเงินชดเชยให้กับพนักงานในเรื่องต่างๆ 

ง่ายๆ คือ ประหยัดค่าใช้จ่ายในหลายๆด้าน แต่ได้ผลงานมากขึ้นเยอะขึ้น จากที่รวยอยู่แล้ว “ก็รวยมากขึ้นไปอีก” นี่คืออีกสาเหตุหนึ่ง ” เพราะ” เขาจะคิดเสมอว่าทำยังไงจะลดต้นทุนได้มากที่สุด และ ได้กำไรเยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่แปลกเขาถึงรวยได้ตลอดกาล

ได้มีการเปรียบเทียบค่าแรง ระหว่างมนุษย์ และ หุ่นยนต์ (AI) ดังนี้

สมมุติในปี 2020 ค่าแรง ต่อ ชม. คือ $ 13.50 พอถึง ปี 2022 ค่าแรงก็จะกลายเป็น $ 15.00 ต่อ ชม. คือ ถ้ามนุษย์ค่าแรงจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเป็นหุ่นยนต์ จะไม่มีค่าแรง แต่จะมีต้นทุน (ที่ซื้อ AI มา) และจะถูกลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นกำไรในระยะยาวในที่สุด เป็นต้น

กิจการ (ธุรกิจ หรือ บริษัท) จึงเลือกจ่ายที่หุ่นยนต์  ดีกว่า เพราะงานอาจได้เท่ากัน หรือ ดีกว่าเยอะด้วย ซึ่งเขามองประเด็นนี้เป็นหลัก และ มีหลายที่มีการเริ่มใช้แล้ว เช่น ร้านแม็คบางที่ หรือ ร้านพิซซ่า , เป๊ปซี่ , โค้ก , เนสท์เล่ , Zara , ยูนิลิเวอร์ และ อเมซอน เป็นต้น

ัวอย่าง

Goldman Sachs ได้ลดจำนวนพนักงานลง จาก 600 คน เหลือแค่ 2 คนเท่านั้น โดยใช้คอมพิวเตอร์เพียงแค่ 200 เครื่องในการทำงาน และใช้  AI ทำงานแทนจำนวนคนที่หายไป

ที่ญี่ปุ่น บริษัทประกันภัย ฟุโคคุ มิวชวล ไลฟ์ อินชัวรันส์ ได้ลดจำนวนพนักงานลงถึง 34 ราย โดยใช้ AI ทำงานแทน ซึ่งได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ถึง 30% และ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายลงซึ่งคือจำนวนเงินเดือนของพนักงาน สูงถึง 140 ล้านเยนต่อปี

อีที่คือ รัสเซีย ก็ได้ลดจำนวนพนักงานแบงค์ลง ถึง 3000 ราย เช่นกัน

ฟาร์มเกษตรที่ญี่ปุ่น จัดทำโดย บริษัท Spread ก็ได้ใช้เครื่องจักร และ หุ่นยนต์ มาช่วยทำงานด้านการเกษร ตั้งแต่รดน้ำ ปลูกต้นกล้า ไปจนถึงระบบเก็บเกี่ยวผลผลิต ยกเว้นแค่ขั้นตอนการปลูกเมล็ดพันธุ์เท่านั้น ที่ยังคงใช้แรงงานคนอยู่

โดยทาง บริษัท ให้ความเห็นว่า การใช้หุ่นยนต์ เข้ามาช่วยนั้น เป็นการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายลง ประมาณครึ่งต่อครึ่ง เมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคน และ ยังได้ผลผลิตมากขึ้นกว่าเดิม แต่ตัวต้นทุนลดลงมาก

ที่จีน Baidu นำ AI มาช่วยจัสินค้า พบว่า ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้า ถึง 20%

โดยทางเจ้าหน้าที่กล่าวว่า AI ได้เข้ามาช่วยเรื่องระบบข้อมูลให้มีความแม่นยำมากขึ้น”

ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทางร้านค้ามาก โดยไม่ต้องหวังพึ่มนุษย์เท่าไหร่ เพราะ อัตราการเปลี่ยนงานในธุรกิจสายนี้สูงมาก และ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนงาน จะมีคนใหม่เข้ามา ก็ไม่ต้องเสียเวลามาสอนงานกันใหม่   เพราะ มี AI เข้ามาช่วยสะดวกมาก ต่อให้พนักงานใหม่ที่เข้ามา ไม่มีประสบการณ์เลย ก็ยังสามารถสั่งสินค้าในสต๊อคได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

ีน ก็ได้ลดจำนวนพนักงานลงเช่นกัน ถึง 700 ราย และหันไปใช้ AI แทนในการทำงานที่โรงงาน

FedEx ได้ใช้ AI ในการแพ็คสินค้าแทนคนแล้ว ในบางที่

ในฝั่งแคนาดา บริษัท Blue J legal ได้ใช้ AI เข้าไปช่วยเรื่องการเสียภาษี ซึ่งที่นั่นหลายคนตื่นตัวในการเรียนรู้เรื่องคอมพิวเตอร์มากขึ้น ถึงขนาดว่ามีคอร์สสอนการเขียนโค้ด ต่างๆ ให้กับผู้เรียนซึ่งพบได้ในทุกกลุ่มคน แม้แต่อายุเยอะๆ ก็ยังไปเรียน โดยให้เหตุผลว่าถ้าเรียนเรื่องนี้เอาไว้แล้ว  เผื่อ (ถ้า) มีอะไรเกิดขึ้น เราจะได้ไม่เป็นคนที่โลกปล่อยทิ้งไว้ข้างหลัง พูดง่ายๆ คือ ก้าวทันโลกอยู่เสมอ หรือ ปรับตัวไวพร้อมทุกสถานการณ์

ข้อดี ที่ใช้ “หุ่นยนต์มาทำงานแทนคน” คือ บางงานที่เสี่ยงอันตรายมากๆ หรือ บางงานส่งผลเสียต่อสุขภาพ และ ความปลอดภัย ก็ใช้หุ่นยนต์ มาทำงานแทน เช่น งานเกี่ยวกับกัมมันตภาพรังสี งามเชื่อมโลหะ งานขนส่งวัตถุอันตราย งานผลิตสารเคมีอันตราย งานที่ลงไปในที่ลึกๆทั้งใต้ดิน และ ใต้น้ำ

ธุรกิจหรืองานที่ใช้หุ่นยนต์ (เครื่องจักร) มาทำแทนคน

ด้านเกษตรและอุตสาหกรรมการผลิต

เนื่องจากหุ่นยนต์ จะทำงานได้ยาวนานไม่จำกัดชั่่่วโมง และอึดกว่ามนุษย์เยอะ บางทีมนุษย์ทำหนักจนเป็นลม เครียด ช๊อกตาย หุ่นยนต์ไม่มีเรื่องตรงนี้

หุ่นยนต์ไม่มีการเจ็บป่วยโรคประจำตัว เหนื่อย เมื่อยล้า ไมเกรนขึ้น และ ไม่มีเรื่อง บ่น อู้ หลบเลี่ยง ขี้เกียจ ประท้วงขอขึ้นค่าแรง และ ทำงานได้เร็วกว่าได้ปริมาณมากกว่ามนุษย์ เช่น โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า พวกอิเล็กทรอนิกส์ งานด้านประกอบรถยนต์ เหมืองแร่ เป็นต้น

ด้านการแพทย์

ในปัจจุบัน ทางการแพทย์เริ่มนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาใช้งานมากขึ้น เช่น การเสริมสร้างสมถภาพของร่างกาย การตรวจมะเร็งจากการพัฒนาของ AI ในวงการแพทย์ และ โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่บางแห่ง เริ่มมีการนำAI มาใช้ เช่น นวัตกรรมการตรวจหาความผิดปกติ หรือ ตรวจจับโรคระยะเริ่มต้น รวมไปถึงแอปพลิเคชันในการดูแลสุขภาพ เพื่อช่วยให้คนไข้สามารถจัดการดูแลสุขภาพตัวเองได้ในระดับเบื้องต้น

ด้านการบริการ

การคมนาคมสัญจรไปมานั้น เดิมทีต้องใช้มนุษย์เป็นคนควบคุม บางครั้งอาจเกิดความเมื่อยล้าของร่างกาย ทำให้ประสิทธิภาพในการควบคุมยานพาหนะนั้นลดลง ก่อให้เกิดอันตรายได้

ปัจจุบัน AI ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น รถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งมีหลายที่เริ่มใช้แล้ว 

งานทำความสะอาดบ้าน และ งานทำอาหาร

AI จะมาช่วยงานในส่วนนี้มากขึ้น เพื่อมนุษย์ได้มีเวลาพักผ่อนเยอะขึ้น ได้ใช้เวลากับบุคคลในครอบครัว มีเวลาให้ตัวเอง เพราะ AI เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆในบ้าน เช่น การดูดฝุ่น ทำอาหาร และ การจัดข้าวของภายในบ้าน 

อุตสาหกรรมงานก่อสร้าง

AI เข้ามามีส่วนช่วยในงานก่อสร้างบ้างแล้ว เช่น บริษัท Komatsu ของญี่ปุ่น ใช้ AI ทำงานร่วมกับมนุษย์ ตั้งแต่ ก่อนจนถึงหลังก่อสร้าง ได้แก่ การสำรวจข้อมูล และโครงสร้างต่างๆ ของงานก่อนสร้าง หรือ จะเป็นการวิเคราะห์ วางแผนการก่อสร้าง เพื่อให้คนงานก่อสร้างได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง และทำให้งานก่อสร้างออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด

มีคนกล่าวว่า “หุ่นยนต์ (AI) จะมาแย่งงานมนุษย์” หรือไม่ ?

เพราะมีการคาดการณ์ว่า ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า อาชีพเหล่านี้จะหายไป

ถ้าอาชีพเหล่านี้หายไปกลุ่มคนมหาศาลนี้จะไปอยู่ไหนทำอะไร เพราะ จะมี “คนตกงานมากขึ้น” แล้ว อาชีพใหม่ของคนเหล่านี้ มีอะไรมาแทนที่ ? ตรงนี้ยังไม่เจอคนพูดถึงมากเท่าไหร่….. เพราะคนส่วนใหญ่จะตื่นเต้นในเรื่องของ AI ด้านความอัจฉริยะ

แต่ถ้าคนไม่มีเงิน และ ขาดรายได้ไป จะเกิดอะไรขึ้นตามมา เพราะ บางคนทำงานใช้แรงงาน ได้ทำงาน 2 ที่ต่อวันก็มี พอเขาเหล่านั้นตกงานจะส่งผลเสียหายอะไรตามมาบ้าง ตรงนี้ก็ยังไม่มีคนพูดถึงนัก!!..หรือ แนวทาง ป้องกัน แก้ไข และ รับมือ เพราะคนมักจะพูดถึงเฉพาะข้อดี 1 2 3 4 เท่านั้น “แต่” ผลเสียหรือผลกระทบ ยังเงียบมาก!!.. 

คนรวยมีเงินเขาไม่กังวล ถ้าพูดกันตามหลักจริงๆ เพราะบางคนเขามีเงินใช้ถึงรุ่นโหลนๆๆๆ ก็ยังไม่หมด หรือ บางคนมีเงินพร้อมสถานการณ์อะไรเกิดขึ้นก็ไม่กระทบเพราะวางแผนการเงินมาเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ทั้งนั้นใครไม่ปรับตัว หรือปรับตัวไม่ทัน ดูจากประวัติศาสตร์หลายธุรกิจแล้ว ก็นะ.. เรียกว่าเจอหมดทุกระดับ เพราะเทคโนโลยีมันไปเร็วมาก

ต้องเข้าใจว่าคนทำงานด้านนี้ เขาก็รักของเขา เขาก็ทุ่มเทให้ในสิ่งที่เขารัก เพราะเขามองว่ามันเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถ ทำยังไงให้ AI ทำงานได้เหมือนมนุษย์ หรือ เก่งกว่ามนุษย์ สามารถตอบคำถามและมีการตอบโต้  วิเคราะห์  ประมวลผลได้ รวดเร็ว ฉับไว

กลุ่มนี้กำลังเทรน AI ให้รู้จักมนุษย์ว่าเป็นอย่างไร จนถึงขั้นสามารถวาดรูปมนุษย์ หรือ สัตว์ หรือ จดจำใบหน้า หรือ เล่นดนตรีได้ เพราะนี่คืออุดมการณ์สูงสุดของเขา ในการอยากสร้างประวัติศาสตร์ที่ดีในการคิดค้นเรื่องต่างๆ ในกับมนุษย์ได้ เพื่อมนุษย์มีความสะดวกสบายมากขึ้น มีชั่วโมงการทำงานน้อยลง และมีเวลาว่างมากขึ้น

ตัวอย่าง แอปเปิ้ลใช้ AI ในการเขียนบทความให้ มีคนกล่าวว่า ออกมาได้สมบูรณ์มาก นี่คือ ความพิเศษในความอัจฉริยะของ AI ที่น่าทึ่งมาก

งานที่จะหายไปในอนาคต คือ

งานแม่บ้าน , พนักงานทำความสะอาด , คนกวาดถนน , คนเก็บขยะ , รถเก็บขยะ คนทำอาหาร , แคชเชียร์ , พนักงานเก็บเงิน , พนักงานธนาคาร , พนักงานเก็บของ/จัดของ,  พนักงานห้าง , พนักงานขับรถส่งของ , แท็กซี่  และ พนักงานขับรถบรรทุกสินค้า

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย , พนักงานทำงานในโรงงาน , เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ , เจ้าหน้าที่สินเชื่อ , ประกัน , พนักงานรับโทรศัพท์ , เจ้าหน้าที่บรรณารักษ์ พนักงานเสริฟ ,หนังสือพิมพ์ และ นิตยสาร จะเปลี่ยนเป็น  ดิจิตอลแทน

ตัวอย่าง ประเทศที่มีคนเริ่มนำมาใช้แล้ว

สิงคโปร์แท๊กซี่ไร้คนขับ ออสเตรเลียคนขับรถบรรทุกไร้คนขับ

จากข้อมูลของ PwC

จำนวนเปอร์เซ็นต์ของงานที่จะถูกโอนไปให้ AI ทำ เช่น อเมริกา 38% , อังกฤษ 30% , เยอรมนี 35% และ ญี่ปุ่น 21% เป็นต้น

คาดการณ์ว่าจะมีถึง 25 ล้านคนจะ”ตกงาน” ภายในอีก 10 ปีที่จะถึงนี้ งานที่ใช้ทักษะสูงๆยังอยู่ได้ แต่อาจมีกระทบบ้างเล็กน้อย แต่งานที่ไม่ค่อยใช้ทักษะอะไรมาก จะกระทบเยอะสุด

มีการคาดการณ์ว่าจะมีคนตกงานในแคนาดา ราวๆ 1.5-7.5 ล้านคน และ มาจาก กลุ่มที่ใช้แรงงานสูงถึง 42% คนงานก่อสร้างจะหายไปในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เพราะจะมี AI เข้ามาแทนที่

ในทั่วโลกจะมีคนจะตกงานอยู่ที่ 800 ล้านคน

คาดการณ์ใน ปี 2030 ที่อเมริกา คนจะตกงานสูงถึง 73 ล้านคน พบว่า มีคนทำงานด้านให้บริการขับรถใน อเมริกาอยู่ที่ 3% ทั้งประเทศ งานส่วนใหญ่จะถูกโอนไปให้หุ่นยนต์ทำแทนมนุษย์ ถึง 50%

ในปี 2019 GM ก็จะเริ่มผลิตรถยนต์ไร้คนขับออกมาใช้เช่นกัน

อาชีพที่หุ่นยนต์ทำแทนไม่ได้ คือ

แพทย์ ,พยาบาล , นักกายภาพบำบัด ,โปรแกรมเมอร์, งาน IT , เจ้าหน้าที่การตลาด, วิศวะ, พนักงานช่างซ่อมบำรุงต่างๆ , ทนาย และ เซลส์ (เซลส์=> ในบางแหล่งข้อมูลบอกจะหายไป และ บางแห่งบอกไม่หาย ..ปล.. ตัวเลขนำมาจากหลายแหล่งข้อมูลอาจไม่ตรงกันบ้าง ต้องขออภัยด้วยค่ะ

อาชีพเป็นที่ต้องการในอนาคตตั้งแต่ ปี 2015-2025

App / Website Developer คาดการณ์ว่าจะโต 22.7%

พยาบาล คาดการณ์ว่าจะโต 30.3%

Information Security Analyst คาดการณ์ว่าจะโต 30.9%

Computer Systems Analyst คาดการณ์ว่าจะโต 22.5%

นักกายภาพบำบัด คาดการณ์ว่าจะโต 25.9%

นักวิจัยตลาด คาดการณ์ว่าจะโต 28.2%

ผู้ช่วยพยาบาล คาดการณ์ว่าจะโต 33.6%

ทันตแพทย์ คาดการณ์ว่าจะโต 21.8%

เจ้าหน้าที่การตลาด คาดการณ์ว่าจะโต 23.2%

จาก World Economic Forum ทักษะที่ต้องการสูงในอนาคตคือ

งานด้าน IT ทักษะคอมพิวเตอร์ด้านต่างๆ หมอผ่าตัด หมอกระดูก พยาบาลดูแลผู้สูงอายุ

ด้านการขาย ด้านมีเดีย และ ด้านเทรนนิ่ง

จาก World Economic Forum กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกจ่ายค่าจ้างแรงงานทั้งหมดอยู่ที่ $ 15 trillion และใน อเมริกา อยู่ที่ $ 2.7 trillion ถ้าเมื่อไหร่ นำ AI มาใช้แทนมนุษย์ งบประมาณตรงนี้จะลดลงเยอะมาก  

บิล เกตส์ เสนอว่า ถ้าคนตกงานเยอะๆ รัฐควรไปเก็บภาษี กับผู้ที่ใช้ AI มาทำงานใน บริษัทหรือกิจการนั้นๆ ควรเก็บเท่ากับจำนวนที่มนุษย์จ่ายภาษี และ นำเงินส่วนนี้ไปช่วยเหลือผู้สูงอายุ และ เด็ก

เพราะมีคนถามว่า AI ต้องเสียภาษีหรือไม่.. เพราะ!! หุ่นยนต์มาทำงานแทนคน”

6 Responses

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *