https://konruay.com

วิธีใช้เงินของคนรวย

คนรวยนั้นมีวิธีการใช้เงินอย่างไร หรือ ใช้เงินทำเงินอย่างไร เป็นธรรมดามากที่หลายๆท่านอยากทราบกันและอยากมีนิสัยการใช้เงินอย่างคนรวย  อยากทำได้อย่างคนรวยในเรื่องการบริหารเงินดีๆ  และเก่งในเรื่องการลงทุน วันนี้เรามีคำตอบมาให้ทุกท่านได้ทราบกันค่ะ

จะคนรวยหรือคนจนในวิถีชีวิตคนเรามีอยู่ สองสิ่งที่คล้ายกัน คือ การมีรายได้ (รายรับ) เข้ามา “กับ” รายจ่ายออกไป และ วัตถุ สิ่งของ ทรัพย์สินอะไรก็ตาม ที่สร้างรายได้เพิ่มให้กับเราได้ หมายถึง การวางเงินลงทุนลงไปแล้วมีรายได้กลับเข้ากระเป๋าเรามากขึ้นเพิ่มขึ้น  เราเรียกสิ่งนั้นว่า “สินทรัพย์ที่ดียอดเยี่ยม” ( Assets)

ประเด็นมันอยู่ ตรง“สินทรัพย์ที่ดียอดเยี่ยม” นี่แหละ ที่เราควรโฟกัส คนรวยที่บริหารเงินเก่งและใช้เงินอย่างฉลาด เขาจะเน้นเรื่องนี้กัน คือเรื่อง “สินทรัพย์ที่ยอดเยี่ยมมาก” เช่น เงินสด สินค้า เครื่องจักร อาคาร ที่ดิน พวกหุ้น บริษัท พันธบัตรรัฐบาล บ้านเช่า อพาร์ทเม้นให้เช่า  เพชร ทองคำ รูปภาพที่มีราคา หรือ คอนโดปล่อยเช่า เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร อื่นๆเป็นต้น

เรามาดูวิธีการใช้เงินของคนรวยกันค่ะ

เขาแบ่งออกเป็นเปอร์เซ็นต์ในการใช้จ่ายเงินดูจากรายรับทั้งหมดของแต่ละท่านลองพิจารณานำไปปรับใช้กันได้ตามความเหมาะของตัวเราเองที่เห็นว่าดีค่ะ

50% คือ เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวในการดำรงชีวิตประจำวัน  ค่ากิน   ค่าที่พัก  ค่าเดินทาง  เสื้อผ้า ของใช้จิปาถะ และ ประกัน เป็นต้น

นี่คือสูตรคร่าวๆทุกท่านนำไปปรับ ลด เพิ่ม ส่วนตัวได้ค่ะ

ค่าบ้าน ค่าที่พัก ไม่ควรเกิน  25% ของเงินเดือน

ค่าอาหารไม่ควรเกิน  15% ของเงินเดือน

ค่าเสื้อผ้าไม่ควรเกิน  5% ของเงินเดือน

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนชื่อดัง  ท่านรับประทานอาหารเช้าไม่เคยเกิน $3.17 จากรายได้ของท่านอยู่ที่ $87.5 billion

 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ท่านยังอยู่บ้านหลังเดิมตั้งแต่  ปี 1958 ท่านซื้อมาในราคา $ 31,500

20% คือ การออมเงิน และ การลงทุน คนรวยจะไม่ทำงานหาเงินเพียงแค่ได้อยู่รอดไปวันๆ หรือหวังแค่ให้มีเงินเข้ามา ในการจัดการกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้  แต่คนรวยจะหวังผลในเรื่องการออมเงินและการลงทุนควบคู่กันไปด้วยค่ะ   “ออมเงินเฉยๆไม่มีทางรวย” เพราะดอกมันได้น้อยแต่ก็ยังดีกว่าที่จะไม่ทำอะไรหรือติดลบ   “ถ้าจะรวยได้ต้องรู้จักเอาเงินไปลงทุน”ให้กลายเป็น”สินทรัพย์”ตามนิยามข้างบนค่ะ หรือ พวกหุ้น หรือ พวกตลาดเงินค่ะ ที่สำคัญอย่าให้อะไรมากระทบเอาเงินส่วนนี้ไปทำอย่างอื่น   มิฉะนั้นจะเป็นการวางแผนเพื่อความล้มเหลวมากกว่า เพราะอาจมีปัจจัยที่ไม่ทันตั้งตัวเข้ามา เช่น คนขอยืมเงิน คนใกล้ตัวอยากได้เงินก้อนนี้ไปตอบสนองความต้องการที่ไม่เกิดประโยชน์

ฉะนั้นเราควรควบคุมและกำหนดค่าใช้จ่ายให้ดี อย่าให้อะไรมากระทบได้

บางท่านอาจลงทุนกับธุรกิจ กิจการ หรือ กับบริษัทตัวเองเพื่อสร้างผลกำไรได้มากขึ้น  เช่น  ลงทุนเรื่องการตลาด โฆษณา อบรมเรื่องการบริการของพนักงาน การเพิ่มสกิลให้พนักงาน เพื่อเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น หรือ  ลงทุนจ้างคนเก่งๆมาร่วมทีมในการทำงาน นี่ก็คือ วางเงินลงไปในสิ่งเหล่านี้แล้วได้ผลตอบแทน กลับมาเป็นกำไรสูง

 

และ”การลงทุนกับตัวเอง” คือ จ่ายให้กับตัวเองก่อนเมื่อได้เงินมา  ไม่งั้นเราจะขาดทุนและไม่ได้อะไรเลยเพราะตัวเองไม่มีเงินไปสร้างเงิน

เพราะถ้าเอาเงินไปลงในหุ้นที่ศึกษามาดีแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปมันจะโตขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเก็บไว้เฉยๆโดยไม่มีการลงทุนอะไร เมื่อเวลาผ่านไปมันจะลดลงด้านกำลังซื้อ

ตัวอย่าง

วอร์เรน บัฟเฟตต์  ท่านซื้อบ้านพักตากอากาศติดประเทศ เมื่อ ปี 1971 ในราคา $ 150,000 มีจำนวน 6 ห้องนอน และ  7 ห้องน้ำ  และในปี 2018 ท่านติดประกาศขาย  ในราคา $11 million

“วอร์เรน บัฟเฟตต์”  ท่านได้ให้คำแนะนำ ในด้านการลงทุน (หุ้น)  ไว้ดังนี้  1.ประเมินธุรกิจหรือบริษัทนั้นว่าเป็นอย่างไรด้านคุณภาพและราคา  2. ดูเรื่องราคาของธุรกิจ ถ้าธุรกิจนั้นราคาต่ำกว่าความเป็นจริงที่ควรก็จะเข้าซื้อ และ ขายทำกำไรในราคาที่ตั้งเอาไว้ด้วยเช่นกัน คือ มีการกำหนดราคาในการเข้าซื้อ และ ตั้งเป้าเรื่องราคาที่พึงพอใจในการทำกำไรแล้วถึงเทขาย

10 % จ่ายให้กับองค์กรสาธารณะประโยชน์ช่วยเหลือสังคม หรือ มูลนิธิต่างๆ

10 %  เป็นการให้รางวัลกับตัวเอง จะกิน เที่ยวเล่น  บันเทิงหรือเอนเตอร์เทน

10 %  เพื่อการศึกษาและการพัฒนาตัวเองในด้านทักษะต่างๆ เรียกว่าเป็นการลงทุนกับตัวเองสร้างความก้าวหน้าให้เติบโตในสายงาน อาชีพ หรือ ธุรกิจ สิ่งที่คนรวยทำกันคือหมั่นฝึกฝนทักษะจำเป็นที่สำคัญต่างๆทุกวัน จนเชี่ยวชาญ  หรือ จะเป็นการซื้อหนังสือมาอ่านทุกเดือน ซึ่งตรงเป็นจุดแข็งของคนรวยเพราะเขาอ่านหนังสือเยอะมากเป็นการเพิ่มอาหารสมองให้กับตนเอง และวิสัยทัศน์ แนวไอเดีย เพราะ บางครั้งได้มาจากการอ่านหนังสือดีๆ หรือ ลงเรียนคอร์สต่างๆเพิ่ม นั่นเอง

 

ค่าเฉลี่ยของคนรวยที่ใช้เงินกับสิ่งต่อไปนี้ในแต่ละปี

  • งานศิลปะ : $1,746,000 ,   ตกแต่งบ้าน : $542,000 , เรือยอร์ช : $404,000 ,  เครื่องประดับ : $248,000 ,   รถยนต์ : $226,000 ,  ออกงาน เที่ยว สังสรรค์ : $224,000  , วิลล่า / บ้านพักตากอากาศ : $168,000 , โรงแรม รีสอร์ท : $157,000  , นาฬิกา : $147,000 ,  ล่องเรือสำราญ  : $138,000 ,  เสื้อผ้า : $117,000  , สปา ทรีทเม้นท์ : $107,000 ,  ทัวร์ และ ไกด์นำเที่ยว : $98,000

มีการเปรียบเทียบด้านการใช้เงิน  ระหว่างคนรายได้น้อย ,  รายได้ปานกลาง และ รายได้สูง  ในเรื่องค่าอาหาร , ค่าบ้าน ,  ค่าเดินทาง  , ค่าเสื้อผ้า , ค่าประกันสุขภาพ+ประกันต่างๆ , ด้านการศึกษา , ด้านเอนเตอร์เทน , เงินเก็บยามเกษียณ ดังนี้

คนรวยใช้เงินทำเงินอย่างไร

คนรวยใช้เงินทำเงิน”เริ่มจาก”ลงทุนที่ตลาดเงินก่อน   พอมีกำไรมากขึ้นก็นำเงินไปลงทุนด้านอสังหาฯ จากนั้นก็จะเป็นเรื่องธุรกิจ  นี่คือ “การใช้เงินทำเงินของคนรวย” ท่านจะสลับขั้วตรงไหนก่อนก็ได้ตามความถนัดของแต่ละบุคคล แต่หลักๆคือ สามอย่างนี้ หรือ ท่านจะเลือกแค่สองอย่างก็ได้ แต่โปรดอย่าลืมว่าท่านต้องมีรายได้เข้ามาก่อนจากงานประจำ หรือ อาชีพเสริม นี่คือจุดเริ่มต้น

จากนั้นท่านก็นำเงินได้ไปต่อยอด สร้างเงินเพิ่ม คือ จะไปเปิดธุรกิจ  ทำกิจการ  หรือ ท่านจะเลือกลงทุนที่ตลาดเงินก่อนก็ได้ เพราะ ถ้าเป็นอสังหาฯ ก่อน อาจใช้เงินค่อนข้างสูงซักหน่อย เผื่อกรณีบางท่าน กำลังเงินอาจยังไม่พร้อมเท่าที่ควร

คำถามทำไมเราต้องกระจายการลงทุนในแต่ละด้าน เพราะบางทีเราไม่ทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในอนาคต    คืออาจมีปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้เข้ามาแต่เราบริหารความเสี่ยงได้  ซึ่งคนรวยบางคนจะระวังในส่วนนี้พอสมควร    ไม่ใช่ลงเงินทั้งหมดในตระกร้าใบเดียว อีกอย่างการลงทุนรูปแบบมันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ประสบการณ์ เป็นเรื่องการปรับตัวการเอาตัวรอด   คนรวยปัจจุบันกันเงินสดไว้ค่อนข้างเยอะเพื่อการลงทุนในอนาคต ถ้าเจอโอกาสดีๆเข้ามา เขาพร้อมมากในเรื่องนี้ สำหรับคนที่วางแผนมาดี

 

 นิสัยการใช้เงินของคนรวย

จากเคสกรณีศึกษาในจำนวนคนรวยทั้งหมด 233 ราย ในระยะเวลา 5 ปี จากผลสำรวจด้านพฤติกรรมและนิสัยการใช้เงินของคนรวยพบว่า คนรวยมักจะใช้เงินต่ำกว่าสถานะจริงมาก หรือ ใช้เงินต่ำกว่ารายได้หรือรายรับมาก

เพราะการใช้เงินแบบนี้  จะทำให้มีเงินเก็บเพิ่มขึ้น   และสามารถรวบรวมนำเงินไปลงทุน  ในด้านธุรกิจต่างๆได้เยอะขึ้น  และมีการวางแผนอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นภายใน 5 , 10 , 20 ปีข้างหน้า   โดยมีการตั้งเป้าอยากได้เงินเดือนเท่าไหร่   อยากทำงานหรือธุรกิจอะไรเพิ่ม  เมื่อทำสำเร็จในเป้าหมายต่างๆได้แล้ว ก็ขยับเป้าหมายสูงขึ้นเรื่อยๆ   “การใช้เงินของคนรวยจะไม่ประมาท”   เพราะความสบายและการไม่ระมัดระวังมักจะทำให้พลาดพลั้งกันได้ง่ายๆ     คนรวยจะไม่ดูว่าจำนวนเงินรับเข้ามาที่เท่าไหร่ แต่เขาจะดูที่นิสัยการจ่ายเงินออกไปเท่าไหร่  มากกว่า   เพราะต่อให้หามาได้มากแต่ไม่มีเงินเก็บหรือไม่มีการนำเงินไปลงทุนเลยก็สูญเปล่า เช่น

ได้มา 50,000 จ่ายออก 50,000 ก็เท่ากับ ศูนย์  หรือ  ได้มา 1,000,000 จ่ายออก 1,000,000 ก็มีค่าเท่ากับ ศูนย์ เช่นกัน      คนรวยจะเน้นที่หาเงินเข้ามาเก่ง   เก็บเงินเก่ง  และ  นำเงินไปลงทุนเก่ง นั่นเอง   นี่คือที่มาของคำว่า “เงินต่อเงิน”

“นิสัย”อีกอย่างใน”การใช้เงินของคนรวย”  จะเน้นที่ “การลงทุน” ก่อนเสมอ  ระหว่างซื้อรถใหม่กับเอาเงินไปลงทุนในธุรกิจ หรือ หุ้น เขาจะเลือกนำเงินไปลงทุนในธุรกิจหรือหุ้น ก่อน คือคนรวยเขาจะคำนึงถึงเรื่องอะไรที่มี “ความจำเป็นสำคัญที่สุดก่อน” ซึ่งเขาจะตระหนักตรงนี้มาก จะไม่เน้นการเอาเงินไปผลาญกับสิ่งที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มไม่สร้างประโยชน์อะไร

 

 

 

 

4 Responses

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *