วิธีเขียนเรซูเม่ให้น่าสนใจ - คนรวย15

วิธีเขียนเรซูเม่ให้น่าสนใจ

เพราะนี่คือ “ด่านแรกของการที่จะได้งานหรือไม่ได้งาน” ดังนั้น ทำยังไงให้เรซูเม่ที่เขียนหรือสื่อออกมาได้อย่างน่าสนใจ แตกต่าง ชวนติดตาม “เพื่อเป็นแนวทางสำหรับนักศึกษาเพิ่งจบใหม่’ หรือ “คนทำงานที่มีประสบการณ์มาแล้วหลายปีก็ได้” ซึ่งทุกท่านสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวท่านเอง

“คอนเซ็ปต์ของเรซูเม่” คือ ทางบริษัท หรือ “ผู้ว่าจ้างต้องการดูในเรื่องประวัติของผู้สมัครงาน” ในด้านประสบการณ์ความสามารถ ทักษะ สกิล รวมไปถึงผลงานในด้านต่างๆที่ผ่านมาถ้ามี และ การอบรมพิเศษต่างๆ

เพราะทั้งหมดนี้ คือ ”ภาพรวมการตัดสินใจว่าคุณสมบัติของผู้สมัครงานได้ตรงกับตำแหน่งงานที่มาสมัครหรือไม่” หรือ “มีศักยภาพเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่มาสมัครมากน้อยแค่ไหน” เพื่อที่จะเข้าไปสู่ด่านแห่งการสัมภาษณ์งานในที่สุด

ก่อนเขียนเรซูเม่สมัครงาน คุณลองถามคำถามนี้ “ทำไมทางบริษัทเขาถึงต้องเลือกคุณ”?

เมื่อตีโจทย์ตรงนี้ได้แล้วคุณก็จะเห็นภาพชัดขึ้น เพราะเรซูเม่ คือ “การโฆษณาตัวคุณเองให้คนอื่นเห็นผ่านตัวอักษร” หรือ “เป็นรูปแบบการพรีเซนต์ตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่ง”

เรซูเม่ ควรมีอะไรบ้าง?

  • ชื่อจริง – นามสกุลจริง , สถานที่อยู่ , เบอร์โทรศัพท์ , อีเมลที่เป็นมืออาชีพ เป็นไปได้ควรใช้ชื่อจริง@gmail.com อนุโลมได้ , อย่าใช้อีเมลในลักษณะนี้ เพราะ ไม่ผ่าน เช่น คนรักแมว@gmail.com , เอเลี่ยน@gmail.com หรือ รักนะจุ๊บจุ๊บ@gmail.com เป็นต้น
  • หากทำได้ถ้ามีประวัติตัวผู้สมัครงานโชว์ในเว็บไซต์ เป็น “Portfolio” จะดีมาก และ ประวัติในการทำงานล่าสุดให้ลงเป็นอันดับแรกก่อนเสมอ
  • ทักษะ สกิล (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ขึ้นอยู่กับสายงาน เช่น สายคอมฯเขาต้องการเห็นชัดเจนว่าใช้ภาษาคอมพิวเตอร์อะไรได้บ้าง)
  • ถ้ามีประวัติผลงาน การได้รับรางวัลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งสายงานให้ใส่ลงไป (เพราะนี่คือ “จุดขายสำคัญมาก”) และ ประวัติการศึกษากรณีที่ได้ทำงานไปแล้วแม้จะแค่ที่เดียวก็ตาม จากผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่าให้ลงไว้ในตอนท้ายๆ เพราะ “บริษัทเขาให้น้ำหนักที่ประสบการณ์ในการทำงานมากกว่า” (อ้างอิงจาก Andrew LaCivita ซึ่งเป็น HR Executive)

สิ่งที่ห้ามเขียนลงไปในเรซูเม่

  • ผมเป็นคนทำงานหนัก , พูดเก่ง , มีภาวะในการเป็นผู้นำสูง , ละเอียดรอบคอบ , มีวินัย , ตรงต่อเวลา , มีความเก่งกาจหลายด้าน , ทำงานเป็นทีมได้ดี คือ “อย่าเขียนอะไรออกไปโดยปราศจากหลักฐานเด็ดขาด” (เพราะ มืออาชีพเขาไม่เชื่อ ดูเหมือนโฆษณาชวนเชื่อมากเกินไป) คือ “เขาจะให้น้ำหนักความสำคัญในเรื่องประสบการณ์ประวัติในการทำงานของคุณมากกว่า” เพราะ “มันคือเรื่องจริงที่หลอกกันไม่ได้”
  • เวลาเขียนเรซูเม่พึงระวังในเรื่องตัวสะกดอย่าให้ผิด ,ใช้ฟอนต์ตัวหนังสือที่อ่านง่าย , จะใช้พื้นสีอะไรก็ตามห้ามใช้ตัวหนังสือสีขาวโดยเด็ดขาด , ในบางที่มีการใช้แอปในการคัดเลือกเรซูเม่ด้วยควรเช็คให้ดีๆ , แบบฟอร์มในการเขียนเรซูเม่ยอดนิยม คือ”Chronological resume “ ที่เขียนไล่เรียงตามแบบลำดับเวลาจากปัจจุบันไปหาอดีต ที่สั้นกระชับ อ่านง่าย
  • สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเขียนลงไปในเรซูเม่ คือ ที่อยู่แบบเต็มๆ , วัน – เดือน – ปีเกิด , สถานภาพว่า แต่งงานหรือโสด , ศาสนา , การเมือง , ความสนใจหรืองานอดิเรก ทั้งนี้ก็ปรับไปตามสถานที่ทำงาน บริษัท และ ประเทศ

คนที่ตรวจสอบใบเรซูเม่ หรือ HR

จากการสำรวจ “คนกลุ่มนี้จะใช้เวลาในการสแกนใบสมัครงานแค่ 6 วินาทีเท่านั้น” ในการตัดสินว่าอันไหน ควรได้ไปต่อและอันไหนควรลงถังขยะ เพราะ คนทำงานในด้านนี้ ยิ่งบริษัทใหญ่ๆยิ่งมีคนมายื่นใบสมัครเยอะมาก บางบริษัทพบไม่ต่ำกว่า 5 แสนใบ ฉะนั้นเขาจึงมีจุดที่เขาเลือกดู ชัดเจน คือ “ชื่อคุณ” และ “Headline “ “ที่โดดเด่น เคลียร์ ชัดเจน” “โดยความยาวเรซูเม่เต็มที่ไม่ควรเกิน 2 หน้า” ถึง 3 หน้าเมื่อไหร่เขาจะกล่าวว่า “คุณไม่เคารพในเวลาของเขา”

ดังนั้น “การเขียนเรซูเม่ควรให้มีความน่าสนใจ” ไม่น่าเบื่อ อย่ามีแต่ตัวหนังสือยาวติดกันเป็นพืดเยอะๆ ดูแล้วมึนตึบ ตาลาย

ควรมีการเว้นวรรค เคาะวรรค เว้นบรรทัดได้ และ อย่าเขียนเรซูเม่แบบสูตรเดียวกันซ้ำๆ เพื่อส่งไปสมัครงานทุกที่ เพราะ “บางทีตำแหน่งงานอาจมีความแตกต่างกันได้เหมือนกัน”

“สิ่งที่ควรพิจารณามากที่สุด” คือ “คุณสมบัติในตำแหน่งงานที่คุณกำลังสมัครว่ามีในสิ่งที่เขาอยากได้มากน้อยแค่ไหน” เช็คจากประกาศรับสมัครงานซึ่งเขามีระบุเอาไว้ ต่อจากนั้นให้คุณนำมาพิจารณาว่าตัวคุณมีคุณสมบัติอะไรบ้างที่ตรงกับที่เขาระบุ และ “สำคัญมากพยายามสื่อให้เขาเห็นถึงผลงานที่คุณเคยทำสำเร็จมาแล้ว” เพื่อให้ผู้ว่าจ้างแน่ใจว่าคุณทำงานนี้ได้จริง “แบบจับต้องได้” ประเด็นนี้สำคัญมากที่สุด

“เคล็ดลับ” คือ “พยายามสื่อให้บริษัทเห็นถึงคุณจะออฟเฟอร์อะไรให้กับเขาบ้าง” อย่าเพิ่งไปต่อรองหรือเรียกร้องในสิ่งที่ตนอยากได้ ทางผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า “สิ่งนี้เป็นข้อผิดพลาดที่พบได้ทั้งคนที่มีประสบการณ์ และ ไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน”

ยกตัวอย่างการเขียนเรซูเม่

คนที่ 1. ผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ เคยดูแลคนภายใต้ 500 คน เขียนสั้นๆจบแค่นี้

คนที่ 2. ผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ เคยดูแลคนภายใต้ 500 คน จากสถิติไม่ต่ำกว่า 80% ในการบริหารทีมงาม ถ้ามีลูกค้าติดต่อเข้ามาจะให้มีการรอสายไม่เกิน 2 นาที และ 6 เดือนที่ผ่านมามีน้องๆขยับขึ้นมาเป็นซุปฯ ใหม่ถึง 3 คน และ ได้คะแนนด้านการบริการยอดเยี่ยมจากลูกค้าที่ให้คะแนนเกิน 80% (สรุป คนที่ 2 ได้งานไป)

“จุดเฉือนกันจริงๆในการได้งาน” คือ “เขาอยากได้คนที่ทำงานได้จริง” วิ่งได้เลย รู้งาน เป็นงาน ดังนั้น “ตัวคุณเองก็ต้องพยายามทำให้ผู้ว่าจ้างมั่นใจในฝีมือการทำงานของคุณให้ได้ “

สำหรับคนที่ไม่มีประสบการณ์ในการทำงานเลย หรือ เป็นนักศึกษาจบใหม่

เพราะ “ทุกที่ส่วนใหญ่ก็ต้องการคนที่มีประสบการณ์จะกี่ปีก็ว่าไป” แต่หากไม่มีใครเปิดโอกาสให้ได้ทำงานเลยแล้วจะเอาประสบการณ์มาจากไหน ?

– ตรงนี้แก้ไขได้ไม่ยาก “หากคุณรู้ตัวเองมาตั้งแต่ในสมัยเรียนว่า” คุณอยากทำงานอะไร ในช่วงปิดเทอมคุณก็ไปขอฝึกงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ตามสายงานที่อยากทำตามบริษัทต่างๆ จะแบบมีเงินเดือนหรือไม่มีก็ได้ “แต่ต้องขอหนังสือในการฝึกงานทุกครั้งเพื่อนำไปอ้างอิงในการสมัครงานในอนาคต”

จริงๆตรงนี้เป็นข้อได้เปรียบ สำหรับคนที่รู้ตัวเองว่าชอบอะไร อยากเป็นอะไร เขาจะมีการสะสมทักษะ สกิลความสามารถมาตั้งแต่สมัยเรียนประถม มัธยมแล้ว เช่น สายไอที โปรแกรมเมอร์ เขียนแอพ หรือ อื่นๆ เป็นต้น

– นักศึกษาจบใหม่สามารถเขียนประสบการณ์ในการทำงานในช่วงซัมเมอร์ก็ได้ เพราะ “ยังดีกว่าที่ไม่มีอะไรเขียนลงไป” เช่น เด็กส่งของ แพ็คของ , แคชเชียร์ , แมคโดนัลด์ หรือ KFC ฯลฯ หรือ เคยเป็นประธานชมรมคณิตศาสตร์ / บัญชี / คอมพิวเตอร์ / กฎหมาย / วิทยาศาสตร์ ฯลฯ

เคยทำงานเป็นอาสาสมัครต่างๆ หรือ เคยไปอบรมคอร์สสัมมนาในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสายงาน “ตรงนี้เขาก็นับให้เหมือนกัน”สำหรับเด็กจบใหม่ก็สามารถเขียนบอกลงไปในเรซูเม่สมัครงานได้ในทั้งหมดข้างต้นที่กล่าวมา

“อย่าเพิ่งไปคิดแง่ลบในเรื่องที่ว่าตัวเองไม่ฉลาด” แย่ ไม่เอาไหน เพราะ “ในบางที่เขามีการเทรนงานให้กับเด็กใหม่อยู่แล้ว” สิ่งที่เขาอยากได้ คือ “ความมั่นใจในตนเองที่คุณมี” ความรับผิดชอบ และ “ความสามารถพิเศษที่คุณมีในด้านทักษะต่างๆที่จะนำไปออฟเฟอร์ให้กับทางบริษัทเขาได้”

– “นักศึกษาจบใหม่กรณีที่ไม่เคยฝึกงานที่ไหนอะไรมาก่อนเลย” หรือ ไม่เคยทำอะไรสักอย่างมาก่อนเลย คือ “ยังหาตัวเองไม่เจอว่าอยากทำอะไร” อยากเป็นอะไรในด้านไหน แนะนำให้คุณลองส่งอีเมลไปขอทำงานให้กับบริษัทต่างๆแบบฟรีๆ ซัก1-3 เดือน “ต้องดูด้วยว่ามีที่ไหนเขาตอบรับหรือสนใจบ้าง” เพราะ “ไม่ใช่ทุกที่เขาจะรับกันง่ายๆเช่นกัน” แม้ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนก็ตาม จากนั้นให้คุณขอใบผ่านงานเพื่อนำไปสมัครงานต่อในอนาคต ตรงนี้ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งก็ได้ หรือ “หางานพาร์ทไทม์ทำรอไปก่อน”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *