https://konruay.com

ทำยังไงให้อีคอมเมิร์ซประสบความสำเร็จ

ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ(E-commerce)จะเติบโตมากขึ้นในอนาคต เพราะ คนสามารถทำการซื้อขายหรือให้บริการได้ตลอด 24 ชม.ทั่วโลกแบบไร้ขีดจำกัด อินเตอร์เน็ตทำให้โลกดูเล็กลงและคนเข้าถึงข้อมูลต่างๆได้ง่ายขึ้น สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคได้มากขึ้น เช่น การยกเอาแหล่งช้อปปิ้ง เสือผ้า ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องสำอาง มารวมไว้ในโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารต่างๆ ก็สามารถสั่งออนไลน์ได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส จากนั้นก็รอรับที่บ้านได้เลย

สมัยก่อนเวลาคนจะขายกีตาร์ หรือ สินค้าบางประเภทคนก็ขายผ่านทางแมกกาซีน หนังสือพิมพ์ หรือ นิตยสารต่างๆ

ซึ่งในปัจจุบันก็สามารถนำมาขายผ่านออนไลน์ หรือ ทำในรูปแบบีคอมเมิร์กันแล้ว

จากสถิติอีคอมเมิร์ค้าปลีกทั่วโลกโตขึ้นกว่า 11.9%

https://konruay.com

และ เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา คนใช้เงินช้อปปิ้งผ่านมือถือกว่า $161 billion มีการคาดการณ์ไว้ว่าในอนาคต ปี 2020 ตัวเลขนี้จะกระโดดไปที่  $319 billion

https://konruay.com

จากการสำรวจพบว่ามีมากกว่า 54%  คนชอบซื้อของทางออนไลน์

และมีมากกว่า 55% หากร้านออนไลน์ไหนสร้างประวัติไม่ดีไม่เป็นที่ประทับใจในตัวสินค้าหรือบริการ ลูกค้าก็จะบอกต่อๆกันไปยังเพื่อนฝูงครอบครัว

เกินกว่า 38% ลูกค้าจะออกจากเว็บไซต์ออนไลน์ทันทีหากดูแล้ว เว็บไซต์นั้นไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้วางใจ ไม่น่าสนใจ หรือ ไม่ดึงดูดใจ ก็บ๊าย บาย

https://konruay.com

คำถาม คือ เราจะทำยังไงให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ(E-commerce)ที่ทำอยู่ประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน รวมไปถึงคนทำธุรกิจ E-commerce หน้าใหม่ๆด้วย

จากฝ่ายการตลาด 360 ได้แนะนำเคล็ดลับความสำเร็จในการทำธุรกิจ E-commerce  ไว้ 7 ประการดังนี้

1. ธุรกิจีคอมเมิร์ที่ประสบความสำเร็จต้องมีตระกร้าสินค้าที่ดี  ในรูปแบบเว็บไซต์ อย่าง Shopify , WooCommerce และ BigCommerce เว็บไซต์เหล่านี้จะมีจุดเด่นในเรื่อง SEO  มีดีไซน์ที่สวยงาม ดีต่อโซเชยลมีเดีย และ ยังมีทีมซัพพอร์ตที่ดีให้อีกด้วย

2. หากขายสินค้าอะไรก็ตาม ควรใส่คีย์เวิร์ดของสินค้าที่คุณจะขายให้ชัดเจน  และ คนอื่นก็สามารถเข้าใจตรงกัน เพื่อช่วยให้ลูกค้าที่ต้องการจะซื้อหาสินค้าของคุณเจอ  คือ เมื่อเสริชหาคำของสินค้าแล้วเจอง่าย เพราะ ถ้าเมื่อไหร่คนเสริชหาแล้ว ไม่เจอสินค้าของคุณก็ขายของไม่ได้แน่  ฉะนั้นโปรดระวังอย่าตั้งชื่อหรือเขียนข้อความอะไรที่คุณรู้เรื่องอยู่คนเดียว 

ต้องทำทั้ง SEO และ ดีไซน์ให้ดูน่าสนใจไปควบคู่กัน เขียนคำบรรยายสินค้าให้ดี การลงรูปภาพนั้นสำคัญมาก เพราะคนจะซื้อสินค้าผ่านการมองเห็น เป็นภาพที่สื่ออารมณ์ในการอยากซื้อ อยากได้ และ ดูเป็นมืออาชีพอย่างมีดีไซน์ ถ้าทำสินค้าในรูปแบบวีดีได้จะยิ่งดีมาก หากมีป้ายโฆษณาแบนเนอร์สินค้าก็ต้องแสดงรายละเอียดให้ชัดเจนว่ามันคืออะไร และ ให้ลูกค้ามีส่วนในการแสดงความคิดเห็นผ่านการรีวิวตัวสินค้าก็จะช่วยกระตุ้นยอดขายและสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ซื้อสินค้าได้เป็นอย่างดี

3. ยิงโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก และ อินสตาแกรม โดยเขาให้เหตุผลว่าคนส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่ ที่นี้

4. สร้างโซเชียลมีเดียแบรนด์สินค้าธุรกิจคุณให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง (ถ้ามี)

5. ทำการตลาดผ่านทางอีเมล หมายถึง การส่งข้อมูลสินค้าหรือบริการ โปรโมชั่นต่างๆไปยังอีเมลลูกค้า  ยกตัวอย่าง ธุรกิจของสายการบินบางที่ที่ทำการตลาดด้านนี้อยู่ บอกถึงราคาตั๋วเครื่องบินที่ลดราคาอยู่ แพ็กเกจท่องเที่ยว ทัวร์ต่างประเทศในประเทศเพื่อสร้างเหตุจูงใจในการซื้อมากขึ้น

6. ทำการตลาดผ่านทาง SMS เพราะ บางคนอาจไม่ค่อยได้เปิดดูอีเมล แต่ถ้าเป็นในรูปแบบ SMS ก็จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่ายขึ้น เพราะ ทุกคนใช้มือถือยังไงก็ต้องเห็น

7. ทำให้ลูกค้าประทับใจในตัวสินค้าหรือบริการ แสดงถึงการเอาใจใส่ต่อตัวลูกค้าเป็นอย่างดี

** โดยทั้งหมดนี้เป็นแค่ทัศนะความสำเร็จในอีกมุมมองหนึ่งของคนที่ทำด้านนี้โดยตรง  เพราะ คนที่ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีเยอะมากที่ประสบความสำเร็จ แต่การใช้กลยุทธ์ และ วิธีการต่างกันมาก เพราะ บางคนใช้แค่ยิงโฆษณาอย่างเดียวเท่านั้น ต่อวันก็เป็นล้านเหรียญ โดยไม่สนทำ SEO แต่อย่างใด ก็มี  ซึ่งเรื่องเคล็ดลับเหล่านี้ รวมไปถึงเทคนิคต่างๆ ขออนุญาตทยอยเขียนให้นะคะ  เผื่อทุกท่านจะนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์และขายดีกัน   ขอให้เจริญรุ่งเรืองกันทุกคนค่ะ

https://konruay.com

คำถาม ทุกคนสามารถทำธุรกิจีคอมเมิร์ได้หรือไม่? คำตอบ คือ ได้

เพราะ ในบางคนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ(E-commerce)สูงๆนั้น  เขาเน้นขายของให้กับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche) คือ เจาะจงกลุ่มลูกค้าชัดเจนไปเลยว่าชอบอะไร ไลฟ์สไตล์แบบไหน คอนเซ็ปต์ที่ได้มานี้ ก็ได้มาจากแบรนด์ใหญ่ๆที่เขาทำกัน เช่น ไนกี้ที่ขายสินค้าเฉพาะกลุ่มในด้านกีฬา หรือ กลุ่มที่ขายเครื่องสำอางดังๆในระดับโลก หรืออย่าง Apple เป็นต้น

สินค้าแต่ละอย่างในตัวของมันเอง สามารถสร้างแบรนด์ได้  พัฒนาต่อเนื่องได้

คนที่เริ่มทำธุรกิจออนไลน์ (E-commerce) จนประสบความสำเร็จนั้น ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพยายามสร้างแบรนด์สินค้าที่เป็นของตัวเองให้ได้ เพราะ มั่นคงและยั่งยืนกว่า หากขายสินค้าตามเทรนด์ขายดีจริงแต่ต้องรู้ว่า ตอนนี้เทรนด์อะไรมาแรง คุณต้องวิ่งให้เร็วจับเทรนด์ให้ได้ เพราะ หากตามเทรนด์ไม่ทันก็ไม่ทันกิน คือ จะเหนื่อยมากหากไม่รู้วิธิการ เพราะ มันมาเร็วและไปเร็ว 

ีกอย่างบางคนที่ขายสินค้าออนไลน์ ผ่าน Amazon จับสินค้าถูกตัวก็รวยแบบฟ้ารั่วถล่มทลายไปก็มี คนที่ไม่ประสบความสำเร็จก็มี  แต่ คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ก็จะออกมาสร้างแบรนด์ที่เป็นของตนเอง เพราะ ปัจจุบันคนที่ซื้อของผ่าน Amazon จะไม่ตัดสินใจซื้อเลยทันที เพราะตัวเลือกมันเยอะ และ ลูกค้าจะเสริชหาข้อมูลราคาต่างๆก่อน เพื่อมาเปรียบเทียบกันว่าที่ไหนให้ราคาถูกสุด ที่ไหนมีฟรีชิปปิ้งบ้าง หรือ ที่ไหนส่งของเร็วสุดๆ

https://konruay.com

แต่ ถ้ามีหน้าร้านหรือเว็บไซต์ที่เป็นของตนเองมันก็จะขายได้ง่ายขึ้นและสะดวกในการตัดสินใจมากขึ้นของลูกค้า   หากขายสินค้าที่หาตัวเปรียบเทียบยากๆยิ่งขายง่าย เพราะ  ตัวเลือกมีไม่เยอะ หรือไม่มีทางเลือกมากนัก ประมาณว่ามีที่นี่ที่เดียว 

เคล็ดลับ อย่าพยายามขายสินค้าออนไลน์ที่คนต้องอาศัยการศึกษาหรืออ่านรีวิวเยอะๆ  อย่านำสินค้าที่ลูกค้าไม่สามารถตัดสินใจได้ในทันทีมาขาย เช่น โดรน หรือ สินค้าบางอย่างที่ต้องดูให้แน่ใจก่อนซื้อ จำพวกกล้องถ่ายรูป

ในเรื่องการยิงโฆษณามีช่องทางหนึ่งที่โฆษณาราคาถูกพอสมควร คือ  กูเกิลช้อปปิ้งก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ลูกค้าจะเห็นร้านหรือสินค้าของคุณได้ ที่สำคัญ  ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าเยอะๆ อย่าขายของที่แพงจนเกินไป และ การโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กสมัยนี้แพงกว่าสมัยก่อนเยอะ เซ็ตระบบไม่เป็นก็ถูกดูดเงินไปจนหมดแล้วไม่ได้อะไรกลับมา ควรเทสตัวสินค้าก่อนเสมอว่าขายดีหรือไม่ บางคนเทสแค่ 2 วัน บางคน 7 วัน ผ่านการยิงโฆษณาก็นำมาวิเคราะห์ต่อไปว่าจะหยุดหรือจะไปต่อ

ในเรื่องการทำเว็บไซต์ E-commerce ควรให้ดูเรียบง่ายไม่ซับซ้อน อ่านง่าย ไม่ยุ่งเหยิง พยายามวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าให้ได้ เพราะ บางคนเข้าเว็บไซต์วิวสินค้าแต่ไม่ซื้อก็มี

เพราะ จากข้อมูลที่เจ้าของกิจการบางท่านได้นำมาแสดงจากสถิติส่วนตัวของเขาเอง  พบว่าประเทศที่ซื้อของง่ายมากที่สุด คือ กลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เช่น อเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ โดยเฉพาะประเทศอเมริกาประเทศเดียวเขาสามารถทำยอดขายได้ถึง 30%-40% ก็มี ส่วนประเทศทีดูเยอะมากแต่ไม่ค่อยซื้อกัน คือ ฟิลิปปินส์ และ อินเดีย

เทคนิคที่ถึงดูดใจลูกค้าในการตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่าย คือ  ส่งฟรี  มีคูปองส่วนลด ลดกระหน่ำวันสุดท้าย หรือ ช่วงโปรโมชั่นพิเศษสุด

ไคลี เจนเนอร์ (Kylie Jenner)

รวยมากจากการทำธุรกิจ E-commerce ในด้านเครื่องสำอางที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ผ่านการขายออนไลน์ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ใน Shopify  ด้วยวัยเพียง 21 ปีเท่านั้น!!   ซึ่งเธอมีเงินรายได้เกือบๆ $1 billion  จึงทำให้เธอกลายเป็นเศรษฐีนีที่มีอายุน้อยที่สุด จากนิตยสารฟอร์บส์รายงาน  

เธอมีพนักงานทำงานเต็มเวลาแค่ 5 คน รวมไปถึงเธอยังมีเว็บไซต์ส่วนตัวอีกต่างหาก  โดยความสำเร็จทั้งหมดนี้  ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปี  ซึ่ง “ไคลี เจนเนอร์”เป็นทั้งนักลงทุน และ นางแบบชื่อดังจากประเทศอเมริกา   

https://konruay.com

ในช่วงแรกๆที่ “ไคลี เจนเนอร์” เริ่มทำธุรกิจออนไลน์ก็ยังไม่พร้อมเท่าไหร่  แต่เธอเริ่มจากเล็กๆก่อน แต่การทำอีคอมเมิร์ซ คือ มันเริ่มได้ง่าย 

ส่วนตัวเธอเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาก คือ การทำธุรกิจออนไลน์ขายให้กับคนทั่วโลก เพราะ ตลาดจะใหญ่กว่า โดยโมเดลธุรกิจเครื่องสำอางจึงเหมาะมาก

ทุกอย่างที่ออกมา  คือ ออกมาจากไอเดีย  และ  ความคิดสร้างสรรค์ของเธอ ที่เข้าถึงความเป็นผู้หญิงส่วนใหญ่จะรักสวยรักงาม ชอบแต่งตัว อยากดูดี และ เธอทำสิ่งนี้ก็เพื่อแฟนคลับของเธอ มันเป็นฝันที่เธออยากทำมาตั้งแต่เด็กๆ

ทางครอบครัวก็ให้การสนับสนุนบอกว่าลองทำดูก่อนได้ไม่เสียหายอะไร   ดูสิว่าผลหรือคำตอบมันจะออกมาเป็นแบบไหน  เพราะ เรื่องพวกนี้เราคาดการณ์ไม่ได้ จนกว่าจะลงมือทำจริง  ซึ่งมารดาของเธอได้กล่าวไว้เช่นนี้    เพราะ  คนในครอบครัวเธอก็ทำอีคอมเมิร์ซที่ประสบความสำเร็จกันเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้น  จึงไม่อยากให้กลัวในการเริ่มต้นที่จะทำอะไร  หรือ  กลัวไม่กล้าที่จะทำในสิ่งใหม่ๆ  บางทีก็มีบ้างที่ต้องเจอกับความล้มเหลว  หรือ  ผิดพลาด  แต่เธอก็ได้เรียนรู้แล้วแก้ไขเพื่อที่จะเริ่มใหม่  ซึ่งทุกสิ่งที่เธอเจอนั้น เธอกล่าวว่า  สิ่งเหล่านี้มันคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

ส่วนผู้ที่ให้กำลังใจ และ เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆนั้น ก็คือมารดาของเธอเอง

ส่วนเครดิตและความสำเร็จทั้งหมดนี้เธอขอมอบให้แด่มารดา

https://konruay.com

“ไคลี เจนเนอร์” เธอได้ลงทุนในธุรกิจ E-commerce ในด้านเครื่องสำอางเองทั้งหมดเกือบ 100%  โดยไม่มีนักลงทุนคนอื่นมาร่วมแจมในผลตอบแทน

และ สินค้าตัวแรกที่เธอลงขายผ่านทางอินสตาแกรมนั้น ขายหมดเกลี้ยง!! เพียงแค่ 1 นาที เท่านั้น!!   ในเวลาต่อมาเธอได้ปล่อยสินค้าตัวอื่นลงขายอีกตามลำดับ

ซึ่ง“ไคลี เจนเนอร์”ใช้เวลาเพียง 24 ชม. เท่านั้น!!  ขายสินค้าได้ทั้งหมด เป็นจำนวนเงิน อยู่ที่ $19 million  ต้องยอมรับว่าเป็นการขายแบบจับเทรนด์คือน้ำขึ้นให้รีบตัก เธอใช้ความดังอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์โดยไม่ต้องเสียค่าโฆษณาให้กับกูเกิลหรือเฟซบุ๊กหรือสื่ออื่นๆ

https://konruay.com

ที่สำคัญเป็นการขายแบรนด์สินค้าที่สามารถอัพราคาได้มากขึ้น

เหมือนกับสินค้าในธุรกิจอื่นๆ ที่พบเห็นกันทั่วไป เช่น “Apple” หรือ “ไนกี้” เพราะ การขายหรือการทำการตลาดแบบเทพมากๆคือการขายในระดับที่เปลี่ยนความคิดหรือความรู้สึกคนได้  ว่าต้องการให้เป็นไปแนวทางใด ตามกลยุทธ์ที่วางเอาไว้  เช่น  การสร้างความรู้สึกให้คนจงรักภักดีต่อแบรนด์สินค้า  หรือ ให้ความรู้สึกถึงภาคภูมิใจ เมื่อใช้แบรนด์นี้แล้วภาพลักษณ์ออกมาคือดูไฮ  จนทำให้เกิดความลุ่มหลง คลั่งไคล้  หรือ ที่เรียกกันง่ายๆว่า”ติ่ง” นั่นเอง

แต่แบรนด์ที่ทรงคุณค่าแบบได้มาตรฐานสูงก็มีมากมายหลายประเภทที่เห็นได้ถึงความตั้งใจ พิถีพิถัน อย่างเอาใจใส่ และ มีคุณภาพจริงๆ  คือ  มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคสูง ให้เกียรติผู้บริโภค

แบรนด์ประเภทนี้คือรักในสิ่งที่ทำ มีจรรยาบรรณ รับผิดชอบต่อสังคม นี่คือ ความเชื่อมั่นที่หาซื้อไม่ได้ เพราะลูกค้ารับรู้ได้เอง และ ยอมจ่ายเงินแบบไม่ต้องคิดมากเพราะเกิดจากการไว้วางใจ ว่า “สินค้าเขาดีและมีคุณภาพจริงๆ”

https://konruay.com

ทีนี้มาดูยอดขายปกติทั่วไปของเธอ  ยอดขายขั้นต่ำอยู่ที่ สัปดาห์ละ $600,000

หากท่านใดมีเว็บไซต์ E-commerce ลองเข้าไปดูได้ เพื่อเป็นแนวทางให้กับตนเอง เพราะ “ไคลี เจนเนอร์”เธอทำเว็บไซต์ออกมาแล้ว ดูดี ดูคลีน สบายตา ไม่หยุ่งเหยิง เห็นแล้วอยากกดซื้อกันหรือไม่?   https://www.kyliecosmetics.com/

https://konruay.com

“แจ็ค หม่า” ผู้ก่อตั้ง Alibaba อีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดจากจีน ..กล่าวว่า..

การทำธุรกิจอย่ากลัวการแข่งขัน หรือ คู่แข่ง จงทำตัวให้ชินเพราะมันคือเรื่องปกติธรรมดา และ คุณห้ามมันไม่ได้ แต่สิ่งที่คุณสามารถทำได้ คือ “การพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ”

ไหนๆก็มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้แล้ว จงนำมาทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด  ถ้าโอกาสดีๆมีมาถึง ก็จงรีบฉวยโอกาสสำคัญนั้นไว้ และ อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆนั้นหลุดลอยไป

สิ่งสุดท้าย  “แม้คนอื่นจะไม่ชอบคุณแต่ลูกค้ารักคุณ คุณก็ประสบความสำเร็จแล้ว”  ..”แจ็ค หม่า” กล่าวไว้ดังนี้แหละ

https://konruay.com

4 Responses

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *