https://konruay.com/

คนรวย คนจน ต่างกันตรงไหน?

ความแตกต่างระหว่าง”คนรวย” และ “คนจน” ต่างกันตรงพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทัศนคติ ค่านิยม ความคิด วิสัยทัศน์ ลักษณะนิสัย การกระทำ การมองเรื่องอนาคต เป้าหมาย การใช้จ่ายเงิน และ การวางแผนเรื่องการงาน-การเงิน , ชีวิต , อนาคต , การเรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเอง , หลักการคิดในเรื่องการสร้างรายได้

คนรวยจะคิดบวก ทุกอย่างเป็นไปได้ “ต่างจาก” คนจนบางคนจะคิดว่าทุกอย่างนั้น”ยากลำบาก” ไร้โอกาสเป็นไปไม่ได้แน่!!!

โดยทางนิตยสาร ”ฟอร์จูน”  กล่าวว่า ในอเมริกา “จะมีคนที่ร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐี” ถึงวันละ 1,700 คน ล้วนมาจากคนวัยหนุ่มสาวทั้งสิ้น และ จากการรายงานของ “Bloomberg” กล่าวว่า จะมีเศรษฐีใหม่ เกิดขึ้นภายใน ปี 2020 ถึง 3.1 ล้านคน

คนรวย (บางคน) ที่ต่างจากคนจน

1. คนรวยจะมีรายได้หลายทาง

https://konruay.com

คนรวยส่วนน้อยจะมีรายได้ทางเดียว เพราะ ส่วนมากกว่า 65% ของคนรวยที่เป็น”เศรษฐีจะมีรายได้หลายทางกันเป็นส่วนใหญ่”

https://konruay.com

https://konruay.com

2. คนรวยจะออมเงิน เพื่อการลงทุน และ การขยายธุรกิจ

คนรวยโดยส่วนใหญ่ จะมีการจัดสรรเงินออมมากกว่า 20% ของรายได้เสมอ

3. คนรวยมักอยู่ในกลุ่มแวดล้อมของคนที่ร่ำรวย และ ประสบความสำเร็จ

เพื่อรับแนวคิด และ อิทธิพลในด้านบวกเพื่อมาเสริมสร้างัวเอง และ สนับสนุนส่งเสริมช่วยเหลือกันในด้านธุรกิจ

4. คนรวยเป็นนักแก้ไขปัญหา ชอบศึกษาค้นคว้าข้อมูล

นจนบางคนชอบหนีปัญหา ไม่ชอบแก้ไขปัญหา มักแก้ตัวไว้ก่อน และ โทษสิ่งอื่นยกเว้นโทษตัวเอง

5. คนรวยจะเปิดรับในการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆเสมอ

เพราะ ความรู้สามารถพัฒนาไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง การเปิดรับสิ่งใหม่ๆ และ พยายามเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ อาจทำให้หลายคนเจอกับ”อาชีพเปิดใหม่” หรือ “ไอเดียใหม่ๆก็ได้” “เห็นก่อนรวยก่อน”

6. คนรวยจะมีการตั้งเป้าในการใช้เงิน   หาเงิน  สร้างเงิน  ทำเงิน

ว่าจะต้องให้ได้เงินเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจโตกี่เปอร์เซ็นต์

https://konruay.com

7. คนรวยไม่กลัวเรื่อง “กรุณาลองใหม่อีกครั้ง”

หมายถึง  “มีความพยายามที่ไม่สิ้นสุด” ไม่ท้อใจง่ายๆเวลาเจอกับความผิดหวัง หรือ ความล้มเหลว

ยกตัวอย่างกาแฟดังสตาร์บัค” เคยถูกแบงค์ปฏิเสธ มาไม่ต่ำกว่า 242 ครั้ง แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ หรือ ท้อถอยใจง่ายๆ แต่ถ้าเป็นคนทั่วไป ในบางคนอาจเจอการปฏิเสธแค่ 3 ครั้ง ก็คือจอดแล้ว คือไม่ไปต่อแล้ว มันเกินคำบรรยายที่ใจจะรับได้

8. “คนรวยกล้าคิดที่จะรวย”

ซึ่งเป็นนิสัยพารวย ของคนรวยโดยส่วนใหญ่ กล้าคิดการใหญ่

พลังแห่งความคิดคือสินทรัพย์ที่ไม่มีวันหมดสิ้น จาก.. “นโปเลียน ฮิลล์”

ตัวอย่าง

วอเรน บัฟเฟต” ในช่วงอายุ 15 ปี เขามีเงินส่วนตัวตอนนั้น อยู่ที่ประมาณ $6,000

ปัจจุบัน “วอเรน บัฟเฟต” มีรายได้อยู่ที่ $92.5 billion (2018)

สิ่งที่ “วอเรน บัฟเฟต” รู้ตัวเองมาโดยตลอด คือ “ในวันหนึ่งเขาจะร่ำรวยกลายเป็นเศรษฐีแบบไม่ต้องสงสัยเลยสักนิด” นี่คือ ความคิดในสมัยเด็กของเขา

https://konruay.com

9. คนรวยใช้ชีวิตทางด้านการเงิน ต่ำกว่าฐานะจริง

10. คนรวยจะรู้จักการเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง อะไรสำคัญที่สุด และ จำเป็นที่สุด

11. คนรวยจะระมัดระวัง  ในการใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ

รู้จักการกระจายความเสี่ยงและบริหารเงินได้ดี ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ในการจ่ายเงิน

12. คนรวยโดยส่วนใหญ่  จะไม่หวังผลความร่ำรวยผ่านลอตเตอรี่

แต่คิดจะรวยผ่านการทำงานอย่างฉลาดในการลงทุน และ การทำธุรกิจ

13. คนรวยในบางคนจะไม่หวังรวยผ่านใบปริญญา

แต่คิดจะรวยผ่านทักษะ ความสามารถความรู้ และ สติปัญญาของตนเอง รู้จักในการแสวงหาโอกาสในการทำงาน หาเงินได้

https://konruay.com

14. คนรวยโดยส่วนใหญ่ เป็นคนมองกาลไกลอย่างมีวิสัยทัศน์

มองความสำเร็จ เป็นเรื่องของอดีต มองเรื่องอนาคตว่าต้องทำให้ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน

15. คนรวยส่วนใหญ่จะทำในสิ่งที่ตนเองรัก

จนกลายเป็นความทุ่มเทเสียสละให้กับสิ่งนั้น ไม่แปลกที่พวกเขาจะรวยและประสบความสำเร็จ

ยกตัวอย่าง เช่น “เจฟฟ์ เบซอส” , “บิล เกตส์” และ “วอเรน บัฟเฟต”

https://konruay.com

16. คนรวยบางคนจะชื่นชอบเรื่องที่ท้าทายความสามารถ และ ไม่หยุดนิ่ง

เช่น “กูเกิล” พยายามพัฒนาเรื่อง AI และ Machine Learning

17. คนรวยจะรู้จักบริหารเวลาต่างๆได้ดี

ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด เลือกทำเฉพาะสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด

18. คนรวยจะสอนลูกให้รวยและประสบความสำเร็จได้ด้วยตนเอง

มากกว่าการอยู่รอดไปวันๆ

19. คนรวยเชื่อเรื่องการพัฒนาตนเองอย่างไม่สิ้นสุด

20. คนรวยจะโฟกัสไปที่การสร้างรายได้

มุ่งประเด็นไปที่ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ มากกว่าการเก็บเงินไว้ที่ธนาคารเฉยๆ

21. คนรวยจะไม่หยุด ในการมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุนทุกวัน

22. คนรวยรู้จักเลือกคบเพื่อน และ รู้จักเลือกพนักงานเพื่อมาทำงาน

ตัวอย่าง ชีวิตคนรวย “เรย์ เดลิโอ้” (Ray Dalio) เป็นนักลงทุน เป็นผู้จัดการกองทุน Hedge Fund

เขาได้ก่อตั้งเฮดฟันด์อย่าง “บริดจ์วอเตอร์” (Bridgewater) เมื่อปี 1975 ซึ่งถือว่าเป็น “Hedge Fund Manager” ที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในประวัติศาสตร์

เรย์ เดลิโอ้” มีรายได้อยู่ที่ $17.7 billion (มีนาคม 2018)

https://konruay.com/

ในสมัยเด็กเขามีปัญหาเรื่องการท่องจำ คือ  “ไม่ชอบการท่องจำเอามากๆ” แต่เขาเป็นคนที่”ชอบคิดหาเหตุผลด้วยตนเอง ชอบวิเคราะห์” พออายุ 12 เขาไม่ค่อยชอบโรงเรียนเท่าไหร่ แต่ชอบการเทรดหุ้น ชอบเรื่องตลาดหุ้น

เรย์ เดลิโอ้” เริ่มก่อตั้งธุรกิจจากอพาร์ทเม้นท์ส่วนตัวของเขาเอง

**เหตุผลที่เขาได้แบ่งปันเคล็ดลับแห่งในความสำเร็จครั้งนี้ ก็เพื่อช่วยเหลือให้ผู้อื่นประสบความสำเร็จ ได้เช่นเดียวกันกับเขา**

เรย์ เดลิโอ้”  กล่าวว่า  “การประสบความสำเร็จมาจากหลักการคิดที่ถูกต้อง” ในการตัดสินใจในการลงทุนแต่ละครั้ง

ผมคิดว่าชีวิตคนเรามี 3 ช่วง ด้วยกัน

ช่วงที่ 1. คือช่วงที่เราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆผ่านคนอื่น (ทั้งในห้องเรียน ระบบการศึกษา หรือ ผ่านการเทรนงาน หรือ ผ่านการฝึกอบรม) ได้เห็นตัวเองผ่านคนอื่น นั่นคือ ช่วงชีวิตในวัยเด็ก

ช่วงที่ 2. คือช่วงที่เราต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองในการทำงาน เข้าสู่วัยทำงาน ต้องทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง พัฒนาตัวเองจนประสบความสำเร็จในชีวิตให้ได้

ช่วงที่ 3. คือช่วงที่เรามองดูความสำเร็จของคนอื่น เป็นช่วงที่มีเวลา มีอิสระเสรีภาพ ในการใช้ชีวิต และ เป็นช่วงที่ใครบางคน อาจอำลาจากโลกนี้ไป

https://konruay.com

เรย์ เดลิโอ้” กล่าวว่า คนเรามีอยู่ 2 อย่าง ในชีวิต คือ “เป้าหมาย” และ “เพื่อนร่วมงานที่ต้องประสบความสำเร็จไปด้วยกัน”

เพื่อนร่วมงาน”  ต้องเป็นคนที่เราสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง “ไม่มีการปกปิด” ไม่มีการเอาไปพูดลับหลัง “มีความโปร่งใส” เพราะ บางทีเราอาจมองไม่เห็นตัวเราเอง หรือ มองได้ไม่ครบถ้วสมบูรณ์ รอบด้าน

การให้คนอื่นที่มีสติปัญญาความสามารถ มาช่วยพิจารณาร่วมกัน “เป็นการปิดประตูความสูญเสียได้ดีที่สุด”

เรย์ เดลิโอ้”  ในทุกครั้งที่ผมคิดจะตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง “ผมจะเขียนเหตุผล ออกมาเป็นข้อๆ ว่าทำไมถึงตัดสินใจเช่นนี้” จากนั้นก็พักเอาไว้ก่อน คือ ไม่ด่วสรุป หรือ รีบตัดสินใจ ปล่อยให้สมองโล่ง เคลียร์จริงๆ ให้มีเวลาใคร่ครวญจริงๆ ได้ทบทวนจริงๆ เพื่อความรอบคอบ จากนั้น ’’ค่อยคิดตัดสินใจลงไป

https://konruay.com

เขากล่าวว่า” ในกระบวนการ การเรียนรู้ที่จะไปถึงเป้าหมายได้นั้น บางครั้งอาจพบกับความล้มเหลว ความผิดหวัง ความกลัว ให้คิดเสียว่านั่นคือ กระบวนการ หรือ ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ

ความล้มเหลวเป็นการสร้าประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่ดีให้กับตัวเราเอง เพื่อที่เราจะไม่ทำผิดพลาดซ้ำอีกในอนาคตและ เป็นการสร้างความรู้สึกเข้มแข็งมากขึ้นในด้านจิตใจ และ สามารถทำในสิ่งที่แตกต่างออกไปได้ในอนาคต คนรวยจึงไม่กลัวปัญหา และ คนรวยมักจะยิ้มสู้กับปัญหาเสมอ

ในชีวิตคนเรามี 5 ลูป ที่ต้องมี

1. การตั้งเป้าหมายในชีวิตให้กับตัวเอ?

2. เมื่อทุกท่านมีป้าหมายแล้ว เราอาจจะเจอกับอุปสรรคปัญหาได้

เรย์ เดลิโอ้” กล่าวว่า “จงกล้าเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น”

ให้คิดใคร่ครวญก่อนว่าตัวปัญหานั้นจริงๆ คืออะไรกันแน่? ให้ตั้งสติ อย่ารีบด่วนสรุป ให้ใจเย็นๆในการคิดให้รอบคอบก่อน อย่ารีบไปคอมเพลนอะไร

ทุกคนต่างมีปัญหากันหมดแต่ทุกๆปัญหา มันจะมีระดับชั้นในการเจออยู่ ท่านๆลองพิจารณาดูว่า ปัญหาท่านอยู่ในเลเวลไหน? เช่น ในระดับเบสิค ในระดับบน หรือ ในเลเวลระดับกลาง เป็นต้น

ถ้าท่านอยากจะประสบความสำเร็จร่ำรวย ท่านต้องก้าวข้ามกำแพงที่ขวางอยู่ไปให้ได้ หรือ ฝ่าขวากหนามที่ขวางอยู่ไปให้ได้

เรย์ เดลิโอ้” กล่าวว่า “ทุกครั้งที่ผมทำผิดพลาดผมจะเรียนรู้มัน”

3. ถ้าตัวเราทำผิด หรือ คนอื่นทำผิด ให้คิดว่าตัวปัญหาจริงๆนั้นคือใคร? คิดแบบไม่เข้าข้างตัวเอง?

เพราะ มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเคยลงทุนผิด จนหมดตัว ถึงขั้นต้องเชิญพนักงานออก ส่วนตัวผมก็ขอยืมเงินจากคุณพ่อมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งเรื่องตรงนี้ มันทำให้ผมคิดได้ว่า “ผม”จะมั่นใจได้อย่างไรว่าผม”คิดถูก” เสมอ?

.  ขอแทรกนิดนึงนะคะ สไตล์การลงทุนระหว่าง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” กับ “เรย์ เดลิโอ้” จะต่างกันมากเลยค่ะ “เรย์ เดลิโอ้” จะประมาณว่าใช้หลักการระดมสมองแล้วตัดสินใจ มีระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยในการคำนวณหาค่า

แต่ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” จะมีความมั่นใจสูงมากเชื่อมั่นในความคิดตัวเองแม้คนอื่นจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

https://konruay.com

จึงทำให้หลายครั้ง ผมมักจะมองหาคนที่เก่งๆฉลาดมาช่วยคิดวิเคราะห์ ในการตัดสินใจในการลงทุนแต่ละครั้ง เพื่อที่เราจะไม่ผิดพลาด รวมไปถึงในเรื่องอื่นๆด้วย

ดังตัวอย่างต่อไปนี้

https://konruay.com

เรย์ เดลิโอ้”  กล่าวว่า เขาจะดีใจมากที่มีฟีดแบคแบบนี้ เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจในทุกฝ่าย และ มีการพูดคุยกันอย่างสะดวกใจมากขึ้น เป็นเรื่องที่คุยกันได้

ยุทธวิธีนี้ใช้ได้ผลตลอดอายุการทำงาน 25 ปีของผม  เพราะ “การเอาชนะตลาดหุ้น” และ “การลงทุนต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการช่วยกันคิด” ช่วยกันทำ ช่วยกันตัดสินใจ  “มีหลายมันสมองดีกว่าคิดเองคนเดียว”

แต่” ทั้งหมดนี้ อาจจะไม่เหมาะกับทุกคนก็ได้ และ อาจจะไม่เหมาะกับเรื่องอื่นก็ได้ ควรดูเป็นเรื่องๆไป ของบางอย่าง อาจทำได้เฉพาะบางกลุ่ม ในบางเรื่องเท่านั้นครับ

4. ออกแบบแผนการทำงาน

แผนการทำงานที่ดี “ควรมองหาคนที่ทำได้ดีในเรื่องที่เราไม่ถนัดมาเสริมทัพ” เพราะ เรายังเป็นมนุษย์อาจไม่เก่งไปหมดทุกเรื่อง “ให้Ego ในตัวเองลง” เพื่อรับการเรียนรู้พัฒนา อย่าไปคิดว่าตัวเองรู้ไปหมดทุกเรื่อง ทุกอย่างครับ

5. การลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรมสม่ำเสมอ

https://konruay.com

คนจน  คือ คนที่ไม่มีเงิน ความเป็นอยู่แบบอดๆอยากๆ คุณภาพชีวิตชีวิตไม่สูง กำลังในการซื้อน้อย

คนจน (บางคน) ที่ต่างจากคนรวย

1. คนจนบางคนไม่รู้ตัวเองว่าจะเป็นอะไร หรือ จะทำอะไร

หาตัวเองไม่เจอ เลยพลาดโอกาส รอคอยฟ้าดิน รอฟ้าประทานมากกว่าการสร้างโอกาส หรือ อาจจะไม่ต้องการที่จะร่ำรวย เพราะ เคยชินในการอยู่แบบจนๆ

หรือ อยากรวย “แต่” เสียสละความสะดวกสบายส่วนตนไม่ได้ มีความพยายามน้อย ไม่คิดจะขวานขวาย เฉื่อย “อยากรวยแบบสบายไม่ต้องลงแรงหนัก” “ปากบอกอยากรวยแต่การกระทำไม่สอดคล้อง” ไม่ลงมือทำ มันก็ไม่แม ไปได้ไม่ถึงไหน เลื่อนลอยเกินไป

https://konruay.com

2. คนจนบางคนไม่มั่นใจว่าจะรวยได้

ดูถูกตัวเองไว้ก่อน ยอมรับสภาพ ยกธงแพ้แล้ว

บางคนจินตนาการสร้างความกลัวให้ตนเองเกินกว่าเหตุ ทั้งๆที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร แต่ คิดไปก่อนว่ามันต้องล้มเหลวแน่ๆ จนไม่กล้าที่ก้าวออกมา หรือ ติดกับดักกับความล้มเหลวในอดีตจนคิดว่า “ชีวิตนี้ต้องมีแต่แพ้กับแพ้”

ลองคิดง่ายๆ ทุกครั้งที่ท่านลุกขึ้นได้ในยามที่ท่านล้มเหลว นั่นคือ “ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่” เพราะ “ท่านเอาชนะตนเองได้” แปลว่า ท่านมีความเข้มแข็งและแข็งแกร่งในด้านจิตใจ

ท่านมีความเป็นนักสู้มาก”

นรวยจะมีความคิดที่คล้ายกัน คือ “ถ้าคนอื่นทำได้เราก็ทำได้” เพราะ ความมั่นใจในความคิดที่ถูกต้องมันจะส่งผลเป็นการกระทำออกมา “มีพลังในการต่อสู้กับอุปสรรคและปัญหา”

https://konruay.com

3. คนจนบางคนใจสู้ไม่พอ ท้อถอยง่าย ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

ตัวอย่าง

อาเรียนนา ฮัฟฟิงตัน” (Arianna Huffingtonเธอเป็นนักเขียน เป็นผู้ประกอบการ และ เป็นนักข่าว (เธอมีรายได้อยู่ที่ $50 million )

ก่อนหน้านี้เธอเคยถูก สำนักพิมพิ์ปฏิเสธหนังสือของเธอ ไม่ต่ำกว่า 36 ครั้ง บางคนอาจคิดว่า 3 ครั้งนี่คือเกินพอล่ะ “ขอบาย” นี่อะไรตั้ง 36 ครั้ง!! พอก่อน รับไม่ได้หรอกแบบนี้!! 

บางคนเจอเรื่องแบบนี้  ถึงขั้นทำลายความมั่นใจในสายงานตัวเองไปเลยก็ว่าได้  คิดว่าเราคงดีไม่พอ เก่งไม่พอ ความสามารถไม่ถึง ไม่สู้แล้ว!! โอ๊ย!! พอกันที!! ขอเลิก!! จบกันที!!

แต่คนรวยจะมีความเป็นนักสู้ที่สูงมาก ยกตัวอย่าง  “แจ็ค หม่า”

https://konruay.com

4. คนจนบางคนไม่ชอบคนรวย มีความคิดในเรื่องความร่ำรวยในด้านลบ

คนจนแบบนี้ก็ยากที่จะรวย เพราะ “ไม่ชอบคนรวย”

ทั้งความยากจน และ ความร่ำรวย ล้วนเป็นผลผลิตมาจากความคิด” 

จาก ..นโปเลียน ฮิลล์”

5. คนจนบางคนคิดว่า คนรวยคือบุคคลพิเศษ เราคงเป็นไม่ได้หรอก

เป็นความเข้าใจผิดมาก เพราะ คนรวยบางคนมาจากคนที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่มาจากการสร้างตัวเองให้รวยได้ เพราะ เขาคิดว่า “เขาสามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้”

https://konruay.com/

“คนรวยเขาหาตัวเองเจอว่าเขาทำอะไรได้ดี” แล้วนำความชอบ ความสามารถมาแปลงเป็นตัวเงินผ่านทักษะที่เขามี ง่ายๆลองพิจารณาว่า “อะไรที่เราทำได้ดีที่สุด” ที่สามารถแปลงมาเป็นตัวเงินที่สร้างมูลค่าได้ นั่นล่ะคำตอบ สิ่งไหนที่เราทำแล้วคนอื่นต้องการเรา คิดถึงเรา เพราะ “เราทำสิ่งนั้นได้ดีโดดเด่น” ให้มุ่งเอาดีในด้านนั้น “คุณทำได้แน่”

6. คนจนบางคน ไม่มีการจัดเวลา ในการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ

ลองสังเกตดูตัวเราเองสิว่า “อ่านหนังสือมากน้อยแค่ไหน” ลองเช็คยูทูบ หรือ “ลองเช็คเว็บไซต์” ดูสิว่า สองวันที่ผ่านมาเราใช้เวลาหมดไปกับอะไร ถ้าเกินหาก 50% เป็นเรื่องที่ไม่พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น นั่นคือ “สัญญาณบอกเหตุแล้วว่าเรายากที่จะรวยได้” แปลว่า เรายังย่ำอยู่กับที่ ไม่ไปไหน “กำลังถอยหลังไปนิดๆหรือไม่” หากปล่อยไว้นานๆมันจะกลายเป็นเยอะขึ้น จนในที่สุดเราอาจจะอยู่แบบจนๆเหมือนเดิม กลายเป็น “บอกลาความจนไม่ได้สักที”

https://konruay.com

7. คนจนบางคน ที่แตกต่างจากคนรวย คือ ไม่มีผู้ให้คำแนะนำที่ดี

หากได้รับฟังคำแนะนำที่ถูกคน “ชี้ทางสว่างที่ถูกต้องให้” หรือ ได้รับฟังคำแนะนำจากผู้ที่ประสบความสำเร็จสูง เราก็จะได้เคล็ดลับดีๆเพียบ!! ได้รู้ในเรื่องที่เราไม่รู้มากขึ้น ถูกเปิดโลกทัศน์ เห็นวิธีคิด “เห็นวิธีแก้ไขปัญหา” เห็นทัศนคติ  เห็นการใช้ชีวิต ทั้งในเรื่องการเงิน และ การลงทุน

ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ ให้เหมาะกับตัวเราเองได้ เพราะ “ทางใครวิธีใครอาจไม่เหมือนกันทั้งหมด” แต่ส่วนมากมักจะคล้ายกัน แค่แตกต่างกันในรายละเอียด “มีที่ปรึกษามากย่อมปลอดภัยมาก”

8. คนจนบางคน ทัศนคติมีปัญหา ชอบแก้ตัวมากกว่าแก้ไข

ไม่คิดว่าปัญหาหลักคือตัวเองในเรื่องทัศนคติที่ควรปรับปรุง มองสิ่งต่างๆเป็นปัญหาไปหมด ขวางหูขวางตาไปหมด มองปัญหาใหญ่กว่าความเป็นจริง

คนรวยมักมีทัศนคติที่ดี มองปัญหาหรือสิ่งต่างๆเป็นเรื่องที่ท้าทาย

9. คนจนบางคน คิดสั้นขาดการมองกาลไกล ไม่มีเป้าหมาย ขาดการตั้งเป้า

คนจนบางคนไม่อยากจะตั้งเป้า เพราะ “กลัวเครียด” หรือ “กดดันตัวเองจนเกินไป” กลายเป็นพลาดเป้าหมายในระยะยาวได้

การตั้งเป้าจะเป็นตัววัดความสำเร็จ และ จับต้องเป็นรูปธรรมได้ มองเห็นความเคลื่อนไหวของตัวเลขในบัญชี การเงิน ธุรกิจ ว่ามีแนวโน้มไปในทิศทางใด

แจ๊ค หม่า “กล่าวว่า” ถ้าจะให้ผมทำทุกสิ่งให้สำเร็จในวันพรุ่งนี้… ผมคงไม่สามารถทำได้ แต่ถ้าจะให้ผมวางแผน  ว่าอยากเห็นอะไรที่จะเกิดขึ้นบ้างในอีก 10 ปีข้างหน้า ผมสามารถทำได้

https://konruay.com

10. คนจนบางคน คิดว่าตนเองไร้โอกาส

จนไม่สร้างโอกาส หรือ หาโอกาสเพิ่มให้ตัวเอง

เราจะจนยังไงก็อย่าให้ความคิดอับจนหนทาง จนหมดหวังในชีวิต กลายเป็นนอนเหยียดยาว จมทุกข์

คนรวยเขาจะคิดว่าแม้มีโอกาสชนะแค่ 10% ก็ต้องฉวยโอกาสนั้น แม้ไร้ซึ่งโอกาสก็ต้องสร้างโอกาสให้ตัวเอง

11. คนจนบางคน ขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องการเงิน

การบริหารเงิน หรือ ใช้เงินไม่เป็น

“คนรวยส่วนมากฉลาดในเรื่องการบริหารเงิน” คนจนมีเท่าไหร่ใช้หมด อ้างเรื่องค่าใช้จ่ายเยอะ รายได้น้อย เงินไม่พอ แต่เวลาจ่ายเงินออกไป กลับคิดไม่เยอะ “ใช้เงินแบบไม่ต้องวางแผน” ตามใจปากและอารมณ์มากจนเกินความพอดี

https://konruay.com

12. คนจนบางคน ติดนิสัยไม่รู้สึกแย่ ในการสร้างหนี้ ติดกับดักในการเป็นหนี้

“คนจนติดนิสัยกู้ยืมแบบไม่สร้างสรรค์” กู้นอกระบบ อะไรนิดอะไรหน่อยอยากผ่อน อยากได้ ขอให้ได้ เก็บเงินซื้อมันรอนานเกินไป ต้องได้เดี๋ยวนี้ ทำให้เอาเงินอนาคตมาใช้จนติดเป็นนิสัย เลยทำให้ไม่มีเงินเก็บออมเพื่ออนาคต

“บางทีของชิ้นแรกยังผ่อนไม่หมด” ก็อยากได้ชิ้นต่อไป “อ้าวของใหม่มาอีกแล้ว” ชิ้นที่ 4-5 ตามมาอีก ของเก่าก็ยังจ่ายไม่ครบ กลายเป็นหนี้ก้อนโตพอกพูนขึ้นไปเรื่อยๆ

ทีนี้หากเป็นของชิ้นใหญ่หน่อย “กลายเป็นว่าอยู่ๆก็เอาเงินไปให้ไฟแนนซ์ฟรีๆ” โดยตัวเองไม่ได้อะไรกลับมามากนัก ได้แต่ความพอใจ กับ “ความสุขชั่วคราว”

กลายเป็นว่า “คนจนชอบสะสมหนี้” มากกว่า  “สินทรัพย์”

https://konruay.com

ถ้าจนแล้ว “ยังมีนิสัยรักการเป็นหนี้คงหวังรวยยากมาก” ยกเว้นหนี้ดี คือ การนำเงินมาลงทุน หรือ ขยายธุรกิจที่สร้างกำไรได้อย่างปลอดภัย

12. คนจนบางคน อาจอยู่ในสภาพแวดล้อม ที่ไม่นำพาความเจริญมาสู่ตน

หรือ อาจอยู่ในบริษัท หรือ ตัวบุคคล ที่”ไม่ช่วยให้พบความรุ่งเรือง” ผิดกับคนรวยที่จะเลือกอยู่ใกล้คนที่จะประสบความสำเร็จ นี่คือ หลักคิดของคนรวยกับคนจนที่แตกต่าง ถ้ามีเพื่อนที่พาตกต่ำต้องพิจารณาให้ดี ไม่นับคนจนที่เป็นคนดีนะคะ หมายถึง “สภาพแวดล้อมที่พาให้ล่มจมให้ออกห่าง”

https://konruay.com

13. คนจนบางคน ขาดความทะเยอทะยาน เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น

จนแล้วยังขี้เกียจยากที่จะอยู่รอดในสังคมได้ ยิ่งขี้เกียจทำงานแล้วด้วย จบล่ะชีวิตนี้!! ต่างจากคนรวยที่เป็นคนกระตือรือร้นในการทำงานมากๆ

ยกตัวอย่าง  “ทิม คุก” CEO APPLE ที่เขาตื่นตั้งแต่เช้ามืดทุกวัน ตี 3.45 . เพื่อมาเช็คอีเมล

14. คนจนบางคน ขาดความรับผิดชอบในตัวเอง

ไม่คิดจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น ต่างจากคนรวยที่เรียนรู้และพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

“นโปเลียน ฮิลล์” กล่าวว่าไม่มีใครบรรลุความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ หากคนนั้นไม่ยอมอุทิศตัวเองให้กับมัน

15. คนจนบางคน ชอบบ่น และ คอมเพลน

คิดลบบ่นไปก่อนว่าตนเองถูกดูถูก ถูกเอาเปรียบ ไม่ตอบรับ

ต่างจากคนรวยที่คิดต่าง เช่น

“แจ๊ค หม่า” กล่าวว่า ผมขอบคุณทุกๆปัญหาที่เข้ามา ถ้าไม่มีอุปสรรคปัญหา ผมก็ไม่มี “อาลีบาบา”

คนรวยจะคิดบวก คนจนบางคนชอบคิดลบ สายตาในการมองปัญหาต่างกันมาก

16. คนจนบางคน ไม่สามารถแยกแยะ ระหว่างความจำเป็นสูงสุด ในเรื่องการใช้จ่ายเงินได้

ส่วนใหญ่จะหมดไปกับสิ่งที่จำเป็นน้อยสุด ส่วนคนรวยจะคำนึงถึงเรื่องอะไรที่มี “ความจำเป็นสำคัญที่สุดก่อน”

https://konruay.com

17. คนจนบางคน “อยากรวยเร็ว” จนเกิดความสูญเสีย อย่างขาดสติ

18. คนจนบางคน ใช้เงินเกินขอบเขตที่หามาได้ หรือ เกินขอบเขตที่กำหนดไว้

หักห้ามใจตัวเองไม่ไหว บัญชีติดลบตลอด ใช้เงินเดือนชนเดือน ไม่ถึงอาทิตย์หมด หรือ เงินเดือนออกวันเดียวหายเกลี้ยงไม่มีเหลือ ต่างจาก คนรวยส่วนใหญ่ที่มีวินัยในการใช้จ่ายเงินสูงมาก

https://konruay.com

19. คนจนบางคน ไม่อยากเสียสละความสุขส่วนตัว

ในบางเรื่องในการเก็บออมเงินเพื่อยามเกษียณ เช่น ไม่สามารถลดอาหารฟุ่มเฟือย หรือ สินค้าฟุ่มเฟือย บางประเภทได้ ไม่ใช่เราไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ แต่ควรดูความเหมาะสม และ สภาพทางการเงินให้เหมาะที่สุด ต่างจากคนรวยหรือคนที่มีการวางแผนทางด้านการเงินเป็นอย่างดี

https://konruay.com

จากการสำรวจ ของ Gallup poll”  พบว่า “คนที่อยู่ในกลุ่มอายุ ก่อนจะถึง 25 ปี” กลุ่มคนเหล่านี้ได้มีการเริ่มต้นลงทุน วางแผนการเงินเพื่อการเกษียณ  เอาไว้แล้วถึง 26% 

20. คนจนบางกลุ่ม หมดเงินไปกับมือถือมากจนเกินความพอดี และ เกินความจำเป็น

ยกตัวอย่าง คนรวยบางกลุ่มมือถือยังไม่ใช้เลยด้วยซ้ำ หรือ มี ก็ใช้น้อยมาก เช่น “วินเซนต์ วอห์น” , “ซาราห์ เจสสิกา พาร์กเกอร์” และ “Karl Lagerfeld” เป็นต้น

21. คนจนบางคน มีนิสัยพาจน คือ ชอบสร้างรายจ่ายมากกว่าสร้างรายได้

หาเรื่องเสียเงินได้ตลอด ต่างจากคนรวยที่ชอบสร้างรายได้ มากกว่ารายจ่าย

22. คนจนบางกลุ่ม มักเป็นเหยื่อบริโภคนิยม สื่อโฆษณา

“แพ้ภัยกิเลสของตัวเอง” จนลืมมองความจำเป็นสูงสุดในชีวิต ลืมมองความคุ้มค่าของเงินที่จ่ายไป หรือ เกิดประโยชน์สูงสุดหรือไม่ สมควรแก่เวลาหรือไม่ ต่างจากคนรวยที่จะใช้เหตุผลในการจ่ายเงินค่อนข้างสูง

https://konruay.com

คนจนแล้วอยากรวย ท่านลองสำรวจและหาวิธีแก้ไข ได้ดังนี้

1. ลองหาสาเหตุของความจนนั้นมาจากไหน ปัญหาจริงๆที่ต้องแก้คืออะไร นิสัยหรือความคิดอะไรบ้างที่ต้องพัฒนา ปรับปรุงและแก้ไขให้ดีขึ้น

2. เขียนเหตุผล และ วิธีการทำอย่างไรถึงจะร่ำรวยและประสบความสำเร็จ

3. มองหาแรงบันดาลใจ หรือ แรงกระตุ้นในการอยากรวย เช่น อยากรวยเพื่อช่วยเหลือครอบครัว พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง ลูก คนในสังคม โลก ประเทศชาติ หรือ ได้ช่วยเหลือสัตว์ เป็นต้น

https://konruay.com

2 Responses

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *